เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
เพราะ "ตับ" คืออวัยวะที่ช่วยทำลายสารพิษต่าง ๆ ในร่างกาย หาก "ตับ" เสียหรือผิดปกติ นั่นย่อมหมายถึงสภาพร่างกายที่จะเสื่อมถอยลงไปด้วย และวันนี้เราจะพามารู้จัก โรคตับแข็ง หนึ่งในโรคตับที่พบได้บ่อยที่สุดกันค่ะ
โรคตับแข็ง หรือ Liver cirrhosis เป็นโรคเรื้อรังที่ทำให้เกิดการสูญเสียโครงสร้างของตับ โดยเนื้อตับจะถูกทำลาย เพราะมีเนื้อเยื่อพังผืดเกิดขึ้นในเนื้อตับ และไปดึงรั้งเนื้อตับดีจนเป็นผิวตะปุ่มตะป่ำเรียกว่า regenerative nodule ทำให้ตับสูญเสียการทำงานลงไป เพราะเลือดจะมีเลี้ยงเนื้อตับน้อยลง หากปล่อยไว้นานก็จะกลายเป็น ตับแข็งระยะสุดท้าย และพัฒนากลายเป็นมะเร็งตับได้เช่นกัน
สาเหตุของการเกิด ตับแข็ง มีหลายประการ แต่ที่พบบ่อย คือ
ทั้ง นี้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักจะปรากฏอาการเริ่มแรกในช่วงอายุระหว่าง 40 - 60 ปี แต่ถ้าพบในคนอายุน้อย มักมีสาเหตุจากตับอักเสบจากเชื้อไวรัส ซึ่งมีอาการค่อนข้างรุนแรง
ผู้ป่วย โรคตับแข็ง ในระยะแรก มักจะไม่มีอาการชัดเจน อาจมีเพียงอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ คล้ายอาหารไม่ย่อย จึงไม่ค่อยรู้สึกตัวว่ามีความผิดปกติที่ตับ แต่เมื่อเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ จะเกิดอาการของตับแข็ง คือ ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย ตาเหลือง ปัสสาวะเหลือง ท้องโตขึ้น ขาบวม เบื่ออาหาร คลื่นไส้ น้ำหนักลด อาจรู้สึกเจ็บบริเวณชายโครงขวาเล็กน้อย มีอาการคันตามตัว
ในผู้หญิงที่เป็น โรคตับแข็ง อาจมีอาการประจำเดือนขาดหรือมาไม่สม่ำเสมอ มีหนวดขึ้น หรือมีเสียงแหบแห้งคล้ายผู้ชาย ในผู้ชายอาจรู้สึกนมโตและเจ็บ อัณฑะฝ่อตัว บางคนอาจสังเกตเห็นฝ่ามือแดงผิดปกติ หรือมีจุดแดงที่หน้าอก หน้าท้อง เป็นต้น
หากผู้ป่วยเป็น โรคตับแข็ง มากขึ้น อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ โดยมีอาการคือ
และ ในระยะสุดท้าย เมื่อตับทำงานไม่ได้เลยก็จะเกิดอาการหมดสติเรียกว่า ภาวะหมดสติจากตับเสีย นอกจากนี้ผู้ป่วย โรคตับแข็ง มีโอกาสเป็นมะเร็งในตับสูงกว่าคนปกติอีกด้วย
แพทย์จะซักประวัติเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด โรคตับแข็ง จากนั้นจะตรวจร่างกาย เพื่อหาสิ่งที่บ่งชี้ว่าเป็นตับแข็งหรือไม่ เช่น มีอาการตัวเหลืองตาเหลือง ท้อง และเท้าบวม ฝ่ามือแดง มีจุดแดงตามตัวหรือไม่ หรือคลำตับพบว่า มีผิวแข็งขรุขระ ขอบไม่เรียบ ก่อนที่จะตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยแพทย์จะเจาะเลือด เพื่อตรวจการทำงานของตับ ซึ่งหากเป็น โรคตับแข็ง จะพบปริมาณไข่ขาวต่ำ มีการคั่งของน้ำดี โดยบางรายอาจต้องตรวจอัลตราซาวนด์ดู หรือเจาะเนื้อตับ
โรค ตับแข็ง ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะเซลล์ตับถูกทำลายไปแล้ว จึงไม่สามารถฟื้นกลับมาเป็นปกติ ซึ่งการรักษาจะทำได้โดยชะลอโรคเท่านั้น
ทั้งนี้ ถ้าหากผู้ป่วยเป็น โรคตับแข็ง ระยะแรก และปฏิบัติตัวได้เหมาะสม ก็จะมีชีวิตอยู่ได้นานเกิน 5-10 ปี แต่หากมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น ก็อาจอยู่ได้ 2-4 ปี โดยการรักษา โรคตับแข็ง สามารถให้ตั้งแต่ยากิน ยาฉีด ผ่าตัดเปลี่ยนตับ และมีแนวทางการรักษาอยู่ 2 วิธีการคือ
1. การรักษาที่สาเหตุ
นั่นคือ ต้องรู้ว่าต้นเหตุของ โรคตับแข็ง เกิดจากอะไร และรักษาไปตามสาเหตุนั้น เช่น มีสาเหตุจากการดื่มสุรา ก็ให้งดสุรา ถ้าเกิดจากไวรัสตับอักเสบก็ให้ยารักษาที่ชื่อว่า อินเตอเฟอรอน ในกรณีที่เป็นโรคตับแข็งจากการอักเสบของตับชนิดออโตอิมมูน ให้ใช้ยาสเตียรอยด์รักษา แต่หากเป็นโรคตับแข็งจากการสะสมของสารทองแดงในตับ จะใช้ยาเฉพาะเพื่อขับสารทองแดงออกจากร่างกาย
2.การรักษาโรคแทรกซ้อนของ โรคตับแข็ง คือ
หากผู้ป่วยเป็นมากคือเป็น โรคตับแข็ง ระยะสุดท้าย ไม่สามารถควบคุมโรคแทรกซ้อนได้ หรือพบว่าการทำงานของตับลดน้อยลงมากจนไม่เพียงพอ ก็จำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนตับ ซึ่งการรักษาด้วยการเปลี่ยนตับ ร่วมกับการใช้ยารักษา ได้ผลดีถึงร้อยละ 80-90 โดยเฉลี่ยผู้ป่วยโรคตับแข็งที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนตับร้อยละ 80 จะมีชีวิตยาวนานถึง 5 ปี
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://health.kapook.com/view6442.html
- siamhealth.net
- bangkokhealth.com