มะเร็งโคนลิ้น
เรียบเรียงโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก saintmedical.com
หลังจากที่อดีตดารานางแบบดัง "ลินดา ค้าธัญเจริญ" ป่วย เป็นมะเร็งโคนลิ้น โดยมีเลือดไหลไม่หยุดออกมาจากช่องปาก และแม้ว่าตอนแรกญาติพาไปให้โรงพยาบาล 2 แห่งช่วยตรวจแล้ว แพทย์บอกไม่ได้เป็นอะไร แต่แล้วอาการก็กำเริบ มะเร็งลุกลามไปถึงต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอ ทำให้พูดไม่ได้และมีเลือดออกที่คอตลอดเวลา อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกัดลิ้นตัวเอง จนสุดท้ายญาติตัดสินใจพาไปโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งหมอก็ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจแบบละเอียด ผลออกมากลายเป็นเนื้อร้าย และเข้ารักษาการผ่าตัดแล้ว
อย่างไรก็ตามหลังจากที่หลายคนรู้เกี่ยวกับ อาการป่วยของ ลินดา แล้วนั้น ก็ทำให้หลาย ๆ คนหวั่นวิตกว่าจะเป็นมะเร็งโคนลิ้นหรือไม่ เพราะบางทีที่คอมักจะมี ตุ่ม ๆ และเป็นแผลในปาก มีอาการเจ็บคอ ไอจนนอนไม่หลับ อาการเหล่านี้จะใช่อาการเริ่มต้นของการเป็นมะเร็งโคนลิ้นหรือเปล่า? แล้วถ้าเป็นจริงๆจะสังเกตอย่างไรว่าจะเป็นมะเร็งที่โคนลิ้น หรือที่คอ เพราะหากมีตุ่ม ๆ ที่คอเวลาไปหาหมอ หมอเพียงแต่ส่องดู จับที่คอดูบอกว่าต่อมทอลซิลอักเสบ ให้ยามากินเท่านั้นเอง? อ่ะ อ่ะ ไม่ต้องซีเรียสไปค่ะ เพราะวันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับ มะเร็งโคนลิ้น และวิธีป้องกันมาฝากกันค่ะ
มะเร็งโคนลิ้น หรือที่ในวงการแพทย์เรียก มะเร็งออโรฟาริ้งค์ (Oropharynx) เป็นมะเร็งที่เกิดในตำแหน่งที่เชื่อมต่อระหว่างช่องปากและช่องคอ โดยส่วนใหญ่มะเร็งโคนลิ้นมักพบในเพศชาย มากกว่าเพศหญิง และกลุ่มบุคคลที่เสี่ยงเป็นโรคนี้มักจะอายุ 50 ปีขึ้นไป
สาเหตุของการเกิด มะเร็งโคนลิ้น ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่าปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญทำให้เกิด มะเร็งโคนลิ้น ได้ คือ
อาการของผู้ป่วยที่เป็น มะเร็งโคนลิ้น
ระยะของโรค มะเร็งโคนลิ้น นั้น แบ่งเป็น 4 ระยะ ด้วยกัน
ปัจจัยที่เสริมความรุนแรงของ มะเร็งโคนลิ้น มีหลายปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่
วิธีการรักษา มะเร็งโคนลิ้น มี 3 วิธี คือ
ดังนั้นก่อนการฉายรังสี ผู้ป่วยจึงต้องได้รับการตรวจรักษาช่องปากและฟันจากทันตแพทย์ก่อน ทันตแพทย์จำเป็นต้องถอนฟันที่มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ออกให้หมดก่อน และจะเริ่มฉายรังสีหลังจากมีการดูแลช่องปากและฟันเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้ามีการถอนฟันก็จะต้องรอจนกว่าแผลถอนฟันจะติดดีก่อน
อย่างไรก็ตามภายหลังครบการรักษาแล้ว แพทย์จะยังนัดตรวจรักษาผู้ป่วยต่อเนื่องเป็นระยะ ๆ ไป โดยใน 1-2 ปีแรก หลังการรักษามักนัดตรวจทุก 1-2 เดือน ภายหลัง 3-5 ปี มักนัดตรวจทุก 2-3 เดือน แต่ถ้าภายหลัง 5 ปีไปแล้วมักนัดทุก 6-12 เดือน
ในการมาตรวจเพื่อติดตามโรคทุกครั้ง ควรนำญาติสายตรงหรือผู้ดูแลมาด้วย เพื่อจะได้ร่วมรักษา พูดคุยกับแพทย์โดยตรง และควรนำยาที่ รับประทานอยู่หรือถ้ามีการตรวจจากแพทย์ท่านอื่น ๆ ด้วย ก็ควรนำผลการตรวจนั้น ๆ มาแจ้งแพทย์ด้วย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมค่ะ
http://health.kapook.com/view5776.html
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
- หน่วยรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
- ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็ง
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
- หน่วยรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี