พิษปลาปักเป้า



credit bangkokseen1 bloggang.com




พิษปลาปักเป้า

ปลาปักเป้ามีพิษก็เพราะว่ากินอาหารตามธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นพืช หอยเม่น
หอยทะเล หนอนทะเล ซึ่งมีเชื้อแบคทีเรีย
ทำให้ปลาปักเป้าเกิดการสร้างพิษสะสมในตับ ไข่ ต่อมเพศ หนัง กระเพาะ
และลำไส้ เรียกว่าทั้งตัวเต็มไปด้วยพิษ
แต่ปริมาณพิษจะรุนแรงสุดที่รังไข่กับตับ
กินเข้าไปจะรู้สึกชาและคันที่ริมฝีปาก ลิ้นและปลายนิ้วกระตุก ระคายคอ
ปวดท้อง อ่อนเพลีย ชีพจรเต้นเบา และเสียชีวิตในที่สุด


การกินปลาปักเป้าต้องรู้หลักและวิธี
คือจะต้องชำแหละไม่ให้เครื่องในและน้ำดีในตัวปลาสัมผัสแตะต้องกับเนื้อปลา
คือต้องเป็นคนทำเป็นจริงๆ ถึงจะปลอดภัย


เมื่อปี พ.ศ. 2485 มีผู้สกัดสารพิษจากปลาปักเป้าที่เรียกว่า
เตโตรโดทอกซิน ซึ่งสะสมอยู่ในไข่ ตับ น้ำดี กระเพาะ ลำไส้ ผิวหนัง
รวมทั้งอาจมีอยู่ในเนื้อปลาด้วย หากรับประทานเข้าไป อย่างเร็ว 10 นาที หรือ


อย่างช้าไม่เกิน 4 ชั่วโมง พิษก็จะแสดงอาการ
และที่สำคัญพิษนี้จะทนต่อความร้อนมาก แม้ว่าจะใช้
ความร้อนที่อุณหภูมิสูงถึง 70 องศาเซลเซียล นาน 10 นาที
ก็ไม่อาจทำลายพิษนี้ได้


สำหรับสารเตโตรโดทอกซินจะทำลายระบบปราสาทของคนที่กินปลาปักเป้า
โดยขัดขวางการเคลื่อนที่ของโซเดียมอิออนที่อยู่บริเวณผนังเซลล์ปราสาท
และทำให้เส้นปราสาทไม่ทำงาน โดยผู้ป่วยที่รับพิษมีอาการ 4 ขั้น


ขั้นที่ 1 เริ่มจากอาการชาที่ริมฝีปาก ลิ้น ปลายนิ้ว คล้ายฉีดยาชา คลื่นไส้ วิงเวียน อาเจียน กระสับกระส่าย

ขั้นที่ 2 จะมีอาการชา และอาเจียนมากขึ้น แขนขาอ่อนแรงหรือเดินไม่ได้

ขั้นที่ 3 แขน ขา เคลื่อนไหวไม่ได้ กล้ามเนื้อกระตุก คล้ายอาการชัก พูดลำบากออกเสียงเป็นอัมพาต แต่ผู้ป่วยยังมีสติอยู่

ขั้นที่ 4 มีอาการหายใจไม่ออก เพราะกล้ามเนื้อที่ช่วยหายใจเป็นอัมพาต ลำตัวเขียวคล้ำ หมดสติ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีก็จะเสียชีวิต

ปัจจุบันยังไม่มียาแก้พิษดังกล่าวเลย

สำหรับผู้ที่กินปลากปักเป้าแล้วเกิดพิษนั้น ไม่ได้มาจากการแพ้
แต่เพราะกินสารพิษเตโตรโดทอกซิน อาการจะมาหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่า
รับสารพิษเข้าร่างกายมากหรือน้อย และกินส่วนใดของปลา เช่นถ้ากินไข่
หรือตับจะได้รับสารพิษมาก หากกินเนื้อและหนังจะได้รับสารพิษน้อยกว่า


ดังนั้นหากกินสารพิษเข้าไปในปริมาณมาก ก็จะเกิดอาการพิษทุกราย
ไม่มีการยกเว้นว่าแพ้หรือไม่แพ้ปลาปักเป้ารวมถึงการกินปลาปักเป้าในฤดูวาง
ไข่ ซึ่งเป็นฤดูที่ปลาผลิตสารพิษสูงตามไปด้วย


ทางที่ดีถ้าจะให้ปลอดภัยที่สุด ไม่ควรรับประทานจะดีกว่า ปลอดภัยที่สุด