homeowners insurance Claim home insurance Claim state farm car insurance Claim comprehensive insurance Claim commercial insurance Claim cheap auto insurance Claim cheap health insurance Claim indemnity Claim car insurance companies Claim progressive quote Claim usaa car insurance Claim insurance near me Claim term life insurance Claim auto insurance near me Claim state farm car insurance Claim comprehensive insurance Claim progressive home insurance Claim house insurance Claim progressive renters insurance Claim state farm insurance quote Claim metlife auto insurance Claim best insurance companies Claim progressive auto insurance quote Claim cheap car insurance quotes Claim allstate car insurance Claim rental car insurance Claim car insurance online Claim liberty mutual car insurance Claim cheap car insurance near me Claim best auto insurance Claim home insurance companies Claim usaa home insurance Claim list of car insurance companies Claim full coverage insurance Claim allstate insurance near me Claim cheap insurance quotes Claim national insurance Claim progressive home insurance Claim house insurance Claim health insurance quotes Claim ameritas dental Claim state farm renters insurance Claim medicare supplement plans Claim progressive renters insurance Claim aetna providers Claim title insurance Claim sr22 insurance Claim medicare advantage plans Claim aetna health insurance Claim ambetter insurance Claim umr insurance Claim massmutual 401k Claim private health insurance Claim assurant renters insurance Claim assurant insurance Claim dental insurance plans Claim state farm insurance quote Claim health insurance plans Claim workers compensation insurance Claim geha dental Claim metlife auto insurance Claim boat insurance Claim aarp insurance Claim costco insurance Claim flood insurance Claim best insurance companies Claim cheap car insurance quotes Claim best travel insurance Claim insurance agents near me Claim car insurance Claim car insurance quotes Claim auto insurance Claim auto insurance quotes Claim long term care insurance Claim auto insurance companies Claim home insurance quotes Claim cheap car insurance quotes Claim affordable car insurance Claim professional liability insurance Claim cheap car insurance near me Claim small business insurance Claim vehicle insurance Claim best auto insurance Claim full coverage insurance Claim motorcycle insurance quote Claim homeowners insurance quote Claim errors and omissions insurance Claim general liability insurance Claim best renters insurance Claim cheap home insurance Claim cheap insurance near me Claim cheap full coverage insurance Claim cheap life insurance Claim

นั่งกินอาหาร ท่ามกลางสวนบาหลี ที่ “คูพู คูพู บาร็อง”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 มิถุนายน 2548 13:58 น.
บรรยากาศภายในร้าน “คูพู คูพู บาร็อง” ร่มรื่นชวนนั่ง รับลมเย็นๆ
       เคยมีความรู้สึกเช่นนี้ไหม ?? ที่เวลาออกไปกินข้าวที่ร้านอาหารนอกบ้าน แต่เหมือนราวกับว่าเรากำลังนั่งกินข้าวอยู่ในสวนหน้าบ้านของตัวเอง
      
       หลายคนอาจจะบอกว่าเคย และอีกหลายคนอาจจะบอกว่าไม่เคย สำหรับ “ผู้จัดการตระเวนกิน” แล้วบอกได้เลยว่าความรู้สึกที่ว่านี้เพิ่งจะเกิดขึ้น เมื่อได้ไปตระเวนกินที่ร้านอาหารชื่อว่า “คูพู คูพู บาร็อง” (KUPU KUPU BARONG) มา
นั่งกินข้าวท่ามกลางสวนสวยสไตล์บาหลี
       ที่เรากล้าพูดเช่นนี้ ก็เพราะว่าด้วยบรรยากาศของร้าน “คูพู คูพู บาร็อง” แห่งนี้ตกแต่งได้อารมณ์เหมือนได้นั่งกินข้าวอยู่ในสวนจริงๆ แถมสวนที่ว่านี้เป็นสวนสไตล์บาหลีที่สวยงาม มีน้ำพุ รูปปั้น หินแกะสลัก วางอยู่ทั่วทุกมุม โต๊ะเก้าอี้ที่นั่งตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ให้ความรู้สึกร่มรื่น ชวนนั่ง รับลมเย็นๆ รวมไปถึงยังมีซุ้มที่นั่งที่ตกแต่งเป็นลักษณะอาคารไม้สไตล์บาหลีให้เลือก นั่งอีกหลายซุ้ม พร้อมกับมีดนตรีเล่นเพลงสดๆ ให้ฟังเคล้าไปกับบรรยากาศ
กรีนบาหลี
       นอกจากเรื่องบรรยากาศที่ชวนนั่งของที่นี่แล้วเรื่องอาหารก็มีความน่า สนใจไม่แพ้กัน อาหารของที่นี่เป็นอาหารสไตล์ฟิวชั่น รวมทั้งมีอาหารนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย ยุโรป อินโดนีเซีย หลากหลายเมนูให้เลือกลิ้มลอง
      
       อย่างที่ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ได้ลองสั่งมาลองลิ้มชิมรสชาติก็มีหลายเมนู เริ่มที่เมนูนี้ กรีนบาหลี (100 บาท) หน้าตาเหมือนเมี่ยงก๋วยเตี๋ยวจัดมาเป็นคำๆ เป็นแผ่นก๋วยเตี๋ยวที่ห่อด้วยไส้ข้างในมีเนื้ออกไก่ฉีกที่คลุกเคล้ากับ เครื่องเทศไทย ใส่เห็ดหอมกับแห้ว และมีน้ำซอสพริกเขียวราดหน้ามาอีกที เวลากินส่งเข้าปากเคี้ยวกร้วมทั้งคำแป้งก๋วยเตี๋ยวนุ่มเข้ากับไส้ไก่ข้างใน ที่รสชาติกลมกล่อมได้ที่ ผสานกับน้ำซอสที่ออกเผ็ดนิดหน่อยกำลังดี เคี้ยวเพลินแบบส่งเข้าปากคำต่อคำกันเลย
      
       ถัดมาเป็น สะเต๊ะกุ้ง (160 บาท) หน้าตาชวนหม่ำไม่น้อย เป็นกุ้งแม่น้ำสดๆ หมักกับพริกแกงของอินโดนีเซียและผงกะหรี่นานกว่า ครึ่งชม. และเสียบด้วยตะไคร้ (ซึ่งใช้ตะไคร้ทุบเพราะกลิ่นตะไคร้จะซึมเข้าไปในตัวกุ้ง) แล้วนำไปย่างจนเนื้อกุ้งสุกได้ที่กำลังดี พร้อมเสิร์ฟราดด้วยซอสพริกเขียวที่ผสมกับเครื่องสมุนไพรไทย (ตัวน้ำซอสคล้ายๆ น้ำจิ้มซีฟู้ด) ลิ้มรสชาติเนื้อกุ้งหวานได้รสชาติเครื่องแกงที่หมักถึงเนื้อใน หอมกลิ่นเครื่องแกงและผงกะหรี่อ่อนๆ ส่วนน้ำซอสที่ราดมาออก3 รสเปรี้ยว เค็ม เผ็ด
สะเต๊ะกุ้ง
       ต่อด้วย ลาบเป็ดย่าง (160 บาท) ที่ไม่เหมือนลาบเป็ดทั่วๆ ไป ตรงที่ทางร้านเลือกใช้เป็ดเชอรี่เอาแต่ตรงส่วนเนื้ออกเท่านั้น เพราะจะได้เนื้อเป็ดที่เนื้อแน่น ไม่เหนียว และนำมาหมักกับเครื่องเทศไทยทิ้งไว้ 15 นาที ให้เครื่องหมักซึมถึงเนื้อในแล้วถึงจะเอาไปย่างจนเนื้อเป็ดสุก แล้วก็ทำน้ำลาบที่ใช้เครื่องลาบครบสูตแต่ว่ามีความพิเศษตรงที่จะใส่เครื่อง เทศของอินโดนีเซียผสมลงไปด้วย ทำให้ลาบเป็ดย่างจานนี้รสชาติเด็ด เนื้อเป็ดไม่เหนียว เคี้ยวนุ่มลิ้น รสจัดจ้านแซบครบเครื่องลาบ หอมกลิ่นข้าวคั่วและเครื่องสมุนไพรที่ใส่มาด้วย
      
       ปิดท้ายมื้อด้วยเมนูปลาชื่อเก๋ไก๋ว่า ซีบาส บาร็อง (240 บาท) เป็นปลากะพงขาวแร่เอาก้างออกหมดแล้วมาทอดกรอบ แล้วราดด้วยเครื่องยำน้ำสมุนไพร เครื่องที่ราดมาคล้ายๆ กับเครื่องเมี่ยงคำ มีทั้งกุ้งแห้ง ขิง ตะไคร้ หัวหอม มะนาว พริก ตักชิ้นปลาพร้อมกับเครื่องยำเข้าปาก เคี้ยวแล้วสัมผัสได้ถึงรสชาติที่คล้ายๆ กับกินเมี่ยง แต่รสชาติออกเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดกว่า และเนื้อปลากะพงเคี้ยวกรุบกรอบ
ลาบเป็ดย่างรสแซบ
       แต่อย่าเพิ่งนึกว่าอาหารที่น่าลิ้มลองจะมีแค่เท่าที่ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ได้สั่งมาลองลิ้มนี้เท่านั้น เพราะว่ายังมีเมนูอื่นๆ ที่ชวนกินอีกหลายรายการ อาทิ สเต็กภารตะ (300 บาท) ก๋วยเตี๋ยวกุ้ง 2 จอมพล (120 บาท) หอยเชลล์ผักขม (150 บาท) หมึกหยุมหยิม (140 บาท) รวมทั้งมีของหวานอย่าง ขนมนายช้าง (100 บาท) และไอศกรีมโฮมเมดที่ทางร้านทำเองอีกหลากหลายรสให้เลือกกินกัน
      
       สำหรับมิตรรักนักกินทั้งหลาย ถ้าหากกำลังมองหาร้านอาหารที่มีบรรยากาศสบายๆ ราวกับว่าได้มานั่งกินข้าวอยู่ในสวนที่บ้านของตัวเอง พร้อมกับมีเมนูอาหารรสเลิศให้ได้ลิ้มลองแล้วล่ะก็ ลองแวะมาที่ร้าน “คูพู คูพู บาร็อง” แห่งนี้กันดู แล้วจะรู้ว่าเวลาได้นั่งกินข้าวในบรรยากาศสวน (สไตล์บาหลี) สวยๆ อย่างนี้มันช่างสำราญใจเสียจริง

กินได้ กินดี ที่ธาราคอฟฟีชอป กับ “เมี่ยงนานาชาติ”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 มิถุนายน 2548 14:53 น.
ธาราคอฟฟีชอป จัดเทศกาลเมี่ยงนานาชาติให้ผู้สนใจได้ไปเลือกชิม ตั้งแต่วันนี้ ถึง 17 ก.ค. นี้
       “เมี่ยง : น.ของกินเล่นที่ใช้ใบไม้บางชนิด เช่น ใบชาหมัก ใบชะพลู ใบทองหลาง ห่อเครื่อง มีถั่วลิสงมะพร้าว กุ้งแห้ง หัวหอม ขิง เป็นต้น มีหลายชนิด เรียกชื่อต่างๆกัน เช่น เมี่ยงคำ เมี่ยงลาว เมี่ยงส้ม”
      
       ข้อความข้างต้นคือ ความหมายของเมี่ยงจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542
สารพัดเมี่ยงให้เลือกกินในงานเทศกาลเมี่ยงนานาชาติ
       สำหรับ “ผู้จัดการตระเวนกิน” แม้ว่าจะเคยกินเมี่ยงมาแล้วหลายชนิด แต่เมื่อโรงแรม อิมพีเรียลธารา จัดเทศกาล “เมี่ยงนานาชาติ” ขึ้น ที่ “ธาราคอฟฟีชอป” ทำให้เราเกิดความรู้สึกเกิดอาการอยากจะกินเมี่ยงขึ้นมาไม่น้อย เพราะว่าในงานนี้มีเมี่ยงให้เลือกกินกว่า 50 ชนิด แถมเมี่ยงหลายๆชนิด เป็นชื่อใหม่ ที่ “ผู้จัดการตระเวนกิน”เพิ่งเคยได้ยินชื่อเป็นครั้งแรก
      
       ซึ่งเมี่ยงนั้นนอกจากจะเป็นอาหารกินเล่นๆเพลินปากแล้ว(หรือใครจะกิน อย่างจริงจังก็ได้) เมี่ยงยังถือเป็นหนึ่งในอาหารเพื่อสุขภาพ เพราะว่าเมี่ยงส่วนใหญ่มีส่วนประกอบของผักและผลไม้เป็นหลัก
      
       อย่ากระนั้นเลยมื้อนี้เราไปตระเวนกินเมนูเมี่ยงที่เด่นๆ ในเทศกาลเมี่ยงนานาชาติกันดีกว่า
      
       สำหรับเมี่ยงที่น่าลองลิ้มในงานนี้ก็มี
      
       เมี่ยงระแหง ชื่อแปลกดี เป็นเมี่ยงตำรับโบราณของหม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล ที่หากินยาก(มาก) รสชาติกลมกล่อมออกเค็มนิดๆ ด้วยสารพัดเครื่องเมี่ยง ทั้ง กุ้งแห้งทอด กระเทียมดิบ ตะไคร้หั่นฝอย ขิงหั่นเป็นแว่น มะนาวหั่น และมะพร้าวแก้ว เมี่ยงระแหงมีให้เลือกกินกับใบชะพลูและข้าวตังทอด ถ้ากินกับใบชะพลูก็คล้ายๆ กับกินเมี่ยงคำ แต่ถ้ากินกับข้าวตัง เวลากินก็เอาเครื่องทุกอย่างวางบนข้าวตัง แล้วราดด้วยน้ำเมี่ยงซึ่งมีเต้าเจี้ยวเป็นส่วนประกอบด้วย เคี้ยวกร้วมกัดทั้งทั้งคำกรุบกรอบข้าวตังและเครื่องเมี่ยงออกรสชาติเค็มนิดๆ และหอมกลิ่นเต้าเจี้ยวหน่อยๆ
เมี่ยงกุ้ง
       เมี่ยงกุ้ง เป็นเมี่ยงโบราณตำรับคุณหญิงอิศราธิราชเสวี ( เอิบอาบ บุนนาค ) ที่มีเครื่องเมี่ยงหลายอย่าง ทั้งมะเขือเปราะ หัวหอม ขิง ถั่วลิสงคั่ว กุ้งนางลวกสุก โดยมีให้เลือกกินกับ ใบผักกาดหอม ใบทองหลาง หรือใบชะพลู เมื่อผสมเครื่องเมี่ยงครบครันก็ราดด้วยน้ำเมี่ยง จากนั้นห่อเป็นคำๆส่งเข้าปาก อ้ำ...เคี้ยวเพลินปากดี น้ำเมี่ยงรสหวานนำแต่มีรสเผ็ดจากน้ำพริกเผาแซม ส่วนใครที่ชอบรสเผ็ดเข้มข้นก็มีพริกขี้หนูสดให้กินแกล้มเพิ่มดีกรีความเผ็ด
เมี่ยงระแหง
       เมี่ยงญี่ปุ่น เป็นเมี่ยงที่นำอาหารญี่ปุ่นมาประยุกต์ โดยการนำเอาเส้นอูด้งซึ่งเป็นเส้นบะหมี่ของญี่ปุ่นมาลวก แล้วให้กินกับเครื่องเมี่ยง อย่าง หมูต้มสุกหั่น ไก่ต้มหั่น กุ้งนางต้มสุก กระเทียมดองปอกเป็นกลีบๆ ถั่วลิสงคั่ว หน่อไม้ต้มสุกหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เวลากินก็ให้นำเส้นอูด้ง พร้อมเครื่องเมี่ยงทุกอย่างใส่ลงในผักกาดแล้วราดด้วยน้ำเมี่ยง เคี้ยวทั้งคำ เส้นอูด้งจะหนึบหนับ เข้ากันดีกับน้ำเมี่ยงที่รสออกเค็มเล็กน้อย
      
       เมี่ยงสามสี เมนูนี้ไม่ใช่สูตรของ ส.ส. สามสี “ไตรรงค์ สุวรรณคีรี” แต่อย่างใด แต่ว่าเป็นเมี่ยงที่ มีสามสีให้เลือก คือมีสีม่วง สีขาว สีเหลือง โดยหน้าตาของเมี่ยงนั้นลักษณะหน้าตาคล้ายๆกับขนมปากหม้อ ข้างในใส่หมูสับ มีน้ำราดคล้ายซีอิ้ว เมื่อส่งเข้าปากแป้งจะนุ่มและรสออกหวานนำจากน้ำจิ้มที่ราด
เมี่ยงสามสี
       เมี่ยงชูชก เป็นเมี่ยงที่จัดอยู่ในตระกูลเมี่ยงก๋วยเตี๋ยว มีแผ่นแป้งก๋วยเตี๋ยว ข้างในใส่หมูต้ม กุ้งต้ม หอมแดง ต้นหอม ผักชี ถัวลิสงคั่ว แล้วห่อเป็นคำไว้เรียบร้อย เวลากินจะราดด้วยน้ำเมี่ยงที่ทำมาจากพริกแห้งเผาโขลกละเอียด น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา น้ำมะนาว แล้วส่งเข้าปากเคี้ยวทั้งคำ เมี่ยงก๋วยเตี๋ยวแป้งเนื้อนุ่มเครื่องเกรี้ยวกรุบและได้รสออกหวานๆ เผ็ดนิดหน่อย
      
       เท่าที่ “ผู้จัดการตระเวนกิน” เอ่ยมานั้นถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของบุฟเฟ่ต์เมี่ยง 51 ชนิดในงาน “เทศกาลเมี่ยงนานาชาติ” ที่จัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ ถึง 17 ก.ค. 2548 เวลา 11.30-14.00 น. ณ ธาราคอฟฟีชอป โรงแรมอิมพีเรียลธารา สุขุมวิท 26 โดยในแต่ละวันทางโรงแรมจะจัดเมี่ยง 15 ชนิดจาก 51 ชนิดหมุนเวียนกันไป พร้อมๆกับสเต็กและบุฟเฟ่ต์นานาชาติมื้อกลางวัน ในสนนราคา 348 บาท/คน ซึ่งใครที่ชื่นชอบการกินเมี่ยงก็ตามไปชิมกันได้ตามสบาย สามารถสำรองที่นั่งได้ที่ โทร.0-2259-2900 ต่อ 602
      
       
*    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    * 
       

รายชื่อเมี่ยง 51 ชนิดในงาน “เทศกาลเมี่ยงนานาชาติ”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 มิถุนายน 2548 14:53 น.
เมี่ยงญี่ปุ่น 1 ในจำนวนเมี่ยงทั้งหมด 51 ชนิด
       เมี่ยงตำรับโบราณ
       

       1.เมี่ยงระแหง 2.เมี่ยงเนย 3.เมี่ยงญี่ปุ่น 4.เมี่ยงสะท้อน 5.เมี่ยงหมู 6.เมี่ยงมะเขือ 7.เมี่ยงกุ้ง 8.เมี่ยงขนมเรไร 9.เมี่ยงลาว 10.เมี่ยงกระท้อน 11.เมี่ยงคำ 12.เมี่ยงส้ม 13.เมี่ยงข้าวตัง 14.เมี่ยงเนื้อ 15.เมี่ยงมะม่วงแบบยำ 16.เมี่ยงมะพร้าวอย่างโบราณ
      
       เมี่ยงตำรับนานาชาติ และเมี่ยงที่คิดค้นขึ้นใหม่
      
       17.เมี่ยงฮ่องกง(เป็ดย่าง) 18.เมี่ยงนอร์เวย์(ปลาแซลมอน) 19.เมี่ยงนิวซีแลนด์(หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์) 20.เมี่ยงอินโดนีเชีย 21.เมี่ยงสิงคโปร์ 22.เมี่ยงญวน 23.เมี่ยงขนมจีนแบบลาว 24.เมี่ยงขนมจีนแบบไทย 25.เมี่ยงเยอรมัน 26.เมี่ยงอินเดีย 27.เมี่ยงเกาหลี 28.เมี่ยงก๋วยเตี๋ยว 29.เมี่ยงก๋วยเตี๋ยวปลาทับทิม 30.เมี่ยงชูชก 31.เมี่ยงมังคุด 32.เมี่ยงมะม่วง 33.เมี่ยงเงาะ 34.เมี่ยงคำบัวบูชา 35.เมี่ยงว่านหางจระเข้ 36.เมี่ยงชนบท 37.เมี่ยงสาหร่าย 38.เมี่ยงปลาร้อนต้นฝน 39.เมี่ยงข่า 40.เมี่ยงปูเล่ 41.เมี่ยงมังสวิรัติ 42.เมี่ยงแฮม 43.เมี่ยงขาไพ่ 44.เมี่ยงไก่ 45.เมี่ยงไก่กระทงทอง 46.เมี่ยงสะเต๊ะ 47.เมี่ยงปลาริวกิว 48.เมี่ยงปลาทู 49.เมี่ยงกากหมู 50.เมี่ยงปากหม้อ 3 ไส้ 51.เมี่ยงไส้กรอกอีสาน

หม่ำอาหารจีน สไตล์ฝรั่งที่ "ไวท์โลตัส"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 มิถุนายน 2548 16:51 น.
บรรยากาศในห้องอาหารจีนไวท์ โลตัส เมื่อมองออกไปจะเห็นท้องทะเลหัวหินในมุมสูง
       
      
       หมุน.. หมุน..หมุน จะต้องหมุนอีกซักกี่รอบ "ผู้จัดการตระเวนกิน" ถึง จะได้กินหมูหันแผ่นบางกรอบที่แค่เห็นน้ำลายก็พาลจะไหล หรือจะเป็นเป็ดย่างเนื้อนุ่มที่ทำท่าว่าใกล้จะหมด แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าโชคจะเข้าข้างเรา เพราะผู้ร่วมโต๊ะคนอื่นๆก็ยังตั้งหน้าตั้งตาคีบเอาๆ ทำเอาเรานั่งหน้าละห้อยมองตาปริบๆ เป็นอันว่าอาหารจีนมื้อนั้นจบลงด้วยความหิวโหย ทำเอา "ผู้จัดการตระเวนกิน" เข็ดกับการกินโต๊ะจีนไปอีกนาน
       

เป็ดปักกิ่งห่อฟองเต้าหู้ทอด+กุ้งผัดแอปเปิ้ลราดซอสส้มตะไคร้
       และแล้วเมื่อเพื่อนตัวดีชวนเราไปกินโต๊ะจีนอีก ความหลังฝังใจเมื่อครั้งกระนั้นก็ผุดขึ้นมา "ผู้จัดการตระเวนกิน" จึงส่ายหน้าพร้อมให้เหตุผลไปว่าคงจะกินไม่ทันคนอื่น แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเพื่อนคนเดิมบอกว่า เดี๋ยวนี้ที่ห้องอาหารจีน ไวท์โลตัส ซึ่งตั้งอยู่บนชั้นที่ 17 ของโรงแรมฮิลตัน หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.ประจวบคีรีขันธ์นั้น มีการกินอาหารจีนแบบฝรั่งหรือในแบบที่เรียกว่า โมเดิร์น ไชนิส คืออาหารในแต่ละอย่างจะจัดและเสิร์ฟมาสำหรับ 1 คน ทำให้เกิดความเป็นส่วนตัวและถือเป็นความแปลกใหม่ในการกินอาหารจีน แถมรสชาติอาหารจีนที่นี่เป็นการผสมผสานกันระหว่างอาหารเสฉวนกับกวางตุ้ง
      
       พอ "ผู้จัดการตระเวนกิน" ได้ฟังมาถึงตรงนี้ ก็ไม่รอช้ารีบออกเดินทางไปยังหัวหินทันที แต่มีข้อแม้ว่าเพื่อนตัวดีต้องขับรถให้
ปลากะพงขาวอบซอสพริก
       ประมาณ 4 ชั่วโมงเศษๆจากกรุงเทพฯเราก็เดินทางมาถึงห้องอาหารจีนแห่งนี้ ด้วยความที่อยู่สูงถึงชั้นที่ 17 ทำให้สามารถมองเห็นชายหาดหัวหินในมุมสูง ดื่มด่ำกับบรรยากาศซักครู่ กระเพาะก็เริ่มส่งเสียงเตือนและเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา "ผู้จัดการตระเวนกิน" จึงเลือกสั่ง เป็ดปักกิ่งห่อฟองเต้าหู้ทอด+กุ้งผัดแอปเปิ้ลราดซอสส้มตะไคร้ (350บาท) มาลองลิ้นก่อน แล้วก็ไม่ผิดหวังเพราะกุ้งลายเสือเนื้อแน่น รสชาติออกหวานอมเปรี้ยวที่เวลาเคี้ยวจะได้กลิ่นแอปเปิ้ล หอมไปอีกแบบ ส่วนเป็ดปักกิ่งที่ห่อในฟองเต้าหู้ทอดนั้นก็รสชาติออกหวานๆเค็มเพราะนำเนื้อ เป็ดไปผัดให้แห้งแล้วปรุงรส เสร็จแล้วราดด้วยซอสเป็ดปักกิ่ง กินพร้อมฟองเต้าหู้ทอดทำให้เวลาเคี้ยวหนึบหนับในปาก หวานมันไปอีกแบบ
      
       มาต่ออารมณ์หวานๆมันๆกันด้วย ไก่เส้นผัดเปรี้ยวหวาน (150บาท) อกไก่เนื้อแน่นนำไปชุบแป้งแล้วทอดด้วยไฟแรง จากนั้นปรุงรสเปรี้ยวด้วยน้ำส้มสด ทำให้เวลาเคี้ยวได้กลิ่นหอมของส้ม จานนี้ทำให้ "ผู้จัดการตระเวนกิน" ต้องขอสารภาพว่าไม่เคยกินผัดเปรี้ยวหวานทีไหน รสชาติจัดจ้านถึงใจขนาดนี้มาก่อน
ไก่เส้นผัดเปรี้ยวหวาน
       มาถึงทะเลจะไม่กินปลาก็กระไรอยู่ "ผู้จัดการตระเวนกิน" สอดส่ายสายตามองหาเมนูปลาน่าเจี๊ยะ เลยไปสะดุดเข้ากับ ปลากะพงขาวอบซอสพริก (310บาท) ที่พอเห็นแล้วต้องรีบกลืนน้ำลาย เพราะเนื้อปลากะพงชิ้นหนา ที่พอส่งเข้าปากก็รู้สึกได้ถึงความนุ่มลิ้น เต็มปากเต็มคำของเนื้อปลาที่สด ไม่คาว แถมซอสพริกที่เผ็ดกำลังดี กินแกล้มกับหน่อไม้ฝรั่งผัดซีอิ้วจีนก็หอมอร่อยจนเคี้ยวไม่หยุด
      
       พออิ่มหนาสำราญกับอาหารคาวแล้ว ก็มาถึงคิวของหวานอย่างไอศกรีม+กล้วยหอมทอดราดซอสน้ำผึ้ง (140บาท) กันบ้าง ซึ่งไอศกรีมของไวท์ โลตัสนี้เป็นโฮมเมด สไตล์อิตาเลียน เพราะฉะนั้นรสชาติที่ได้จะเข้มข้น หวานมันถึงเครื่องไอศกรีม เสิร์ฟพร้อมกับเผือกทอดแถมตกแต่งด้วยเส้นหมี่ทอดดูสวยงามแปลกตา เวลากินให้ตักไอศกรีมเข้าปากพร้อมกับกล้วยหอมทอด เคี้ยวพร้อมกันรสชาติจะออกหอมๆมันๆ แถมได้กลิ่นหอมของน้ำผึ้งด้วย
ติ่มซำแฟนตาซี
       ตอนนี้ท้องของ "ผู้จัดการตระเวนกิน" อิ่มแปล้แล้ว แต่ก็ยังมองหาเมนูน่าสนใจอื่นๆ อาทิ ปลาหิมะนึ่งซอสเต้าซี่ (360บาท) เนื้อสันในผัดพริกไทยดำ (420บาท) เนื้อแกะราดซอสกระเทียม (420บาท) หรือจะเป็นติ่มซำแฟนตาซี อีกอย่างที่ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยและความแปลก เพราะเชฟจะบรรจงออกแบบติ่มซำให้เป็นรูปสัตว์ต่างๆดูแปลกตากว่า 20 ชนิด แต่จะมีเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์และในช่วงวันหยุดยาวเท่านั้น ไว้คราวหน้ามีโอกาสมาเยือนหัวหินอีกครั้ง รับรองไม่พลาด

อร่อยกับพิซซ่าเตาถ่านและแดนซ์มันๆ ที่ “สกูซี่” & “เด นอคเต้”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 มิถุนายน 2548 15:36 น.
พิซซ่าของ “สกูซี่ พิซเซอเรีย อิตาเลียน่า” ทำสดๆเข้าอบในเตาที่สั่งทำเป็นพิเศษ
       อยากกินพิซซ่าไหม? อยากกินอาหารอิตาเลี่ยนและซีฟู้ดไหม? อยากฟังเพลงและแดนซ์ไหม?
      
       ถ้าสิ่งที่ทุกคนกำลังจะตอบคือคำว่า “ใช่” แล้วละก็ ตาม “ผู้จัดการตระเวนกิน” มาได้เลย เพราะว่ามื้อนี้เราจะพาไปตระเวนกินและแดนซ์กันให้หนำใจกันที่ร้านอาหารชื่อว่า “สกูซี่” (SCOOZI) (ที่เปิดเป็นร้านพิซซ่าและอีกร้านเปิดเป็นอาหารอิตาเลี่ยนแอนด์ซีฟู้ด) และ คลับหรู “เด นอคเต้”ซึ่งเจ้าของร้านไม่ใช่ใครที่ไหน คุณตุ๊ก ญาณี จงวิสุทธิ์ พิธีกรอารมณ์ดีชื่อดังกับสามี คุณแซมร่วมกันเปิดขึ้น
นั่งกินพิซซ่าในบรรยากาศสบายๆ ที่ “สกูซี่ พิซเซอเรีย อิตาเลียน่า”
       เอาล่ะเราไม่ขอพล่ามอะไรมากแล้ว เพราะรู้ว่าหลายๆ คนชักอยากจะรู้แล้วว่าที่ “สกูซี่” มีอะไรน่ากินบ้าง เอาเป็นเริ่มกันที่กินพิซซ่ากันก่อนเป็นอันดับแรก ที่ “สกูซี่ พิซเซอเรีย อิตาเลียน่า”
       

       “สกูซี่ พิซเซอเรียฯ” เป็นร้านพิซซ่าสไตล์แบบอิตาเลี่ยนแท้ๆ คือพิซซ่าจะเป็นแบบแป้งบางกรอบ เน้นชีส และถึงกับมี เตา(ถ่าน)อบพิซซ่าที่สั่งทำเป็นพิเศษโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นเตาอบแบบนโปเลียนที่ใช้ความร้อนสูงในการอบจากไม้สนและไม้ยูคาลิปตัส ทำให้ได้พิซซ่าที่หอมหวนชวนกิน
       

       สำหรับพิซซ่าของที่นี่ก็มีหน้าให้เลือกสั่งมาหม่ำอยู่ด้วยกันกว่า 30 หน้า อย่างที่ “ผู้จัดการตระเวนกิน” สั่งมาลิ้มรชิมรสชาติก็คือ พิซซ่าซัลมอนกับพิซซ่าเซอร์จิโอ้ (ถาดละ330 บาท 8 ชิ้น) แต่ว่าเราเลือกสั่งมาแบบทูอินวัน 2 หน้าในถาดเดียว (ราคา 330 บาทเท่าเดิม) รสชาติของพิซซ่า 2 ตัวนี้มีความแตกต่างกันตรงเครื่องที่ใส่มา พิซซ่าซัลมอนใส่ซอสมะเขือเทศ ชีสMozzarella และซัลมอนรมควัน รสชาติเด่นตรงซัลมอนรมควันที่เนื้อหวานนุ่ม เข้ากับแป้งพิซซ่าที่บางกรอบ
พิซซ่าซัลมอนกับพิซซ่าเจอร์จิโอ้ แบบทูอินวัน 2 หน้าในถาดเดียว
       ส่วนพิซซ่าเซอร์จิโอ้ ใส่ซอสมะเขือเทศ ชีสMozzarella Salami (ไส้กรอกหมูปนเนื้อวัว) แฮม เห็ด กุ้ง และโรยหน้าด้วยพริกป่น รสชาติเด็ดโดนใจตรงเครื่องทุกอย่างที่ใส่มาเข้ากับพิซซ่าที่แป้งบางกรอบและ ออกเผ็ดลิ้นจากพริกที่ใส่มา กินโดยไม่ต้องใส่ซอสก็รสชาติดีถูกปาก
      
       นอกจากนี้ยังมีพิซซ่าหน้าอื่นๆ ที่น่าหม่ำอีก อย่างพิซซ่าปาร์ม่าแฮม (330 บาท) พิซซ่า 4 ชีส (330 บาท) พิซซ่าสกูซี่ (330 บาท) และก็อาหารอิตาเลี่ยนอย่างอื่น อาทิ ไส้กรอกอิตาเลี่ยน (150 บาท) ไส้กรอกหมูมี 2 รสชาติคือ แบบเผ็ดกับไม่เผ็ด รสชาติเด็ดตรงที่เป็นไส้กรอกหมูผสมเครื่องเทศเคี้ยวแล้วเนื้อหมูแน่น เคี้ยวหนึบ รสชาติกลมกล่อมถูกลิ้น ส่วนถ้าใครชอบสลัดแนะนำ คาปรีเซ่สลัด (250 บาท) สลัดสไตล์อิตาเลี่ยนแท้ๆ รวมไปถึงยังมีเบเกอรี่โฮมเมดอีกหลายเมนูให้ลิ้มลอง
      
       แต่อย่าเพิ่งอิ่มกับพิซซ่าจนเกินไป เพราะว่ายังมีอาหารอิตาเลี่ยนแอนด์ซีฟู้ดให้ไปเลือกกินกันอีก ที่ร้าน “สกูซี่ อิตาเลี่ยน แอนด์ ซีฟู้ด เรสเตอรองท์” เพียงแค่เดินออกจากร้าน “สกูซี่ พิซเซอเรียฯ” ไม่กี่ก้าวก็ถึงร้านแล้ว
ซี่โครงแกะออสเตรเลียหมักซอสย่าง จากร้าน“สกูซี่ อิตาเลี่ยน แอนด์ ซีฟู้ด เรสเตอรองท์”
       “สกูซี่ อิตาเลี่ยนฯ” ร้านนี้บริการอาหารทั้งสไตล์และรสชาติแบบอิตาเลี่ยนแท้ๆ และก็มีซีฟู้ดด้วย บรรยากาศร้านก็ชวนนั่ง ตัวบ้าน 2 ชั้น ตกแต่งอย่างหรูหรา คลาสสิค ดูอบอุ่นโรแมนติก ด้านอาหารก็มีหลายเมนูให้เลือกหม่ำ อาทิ เมนูเด็ดของที่นี่ Ravioli Di Tartufo Bianco E Ricotta Fresca (490 บาท) ลักษณะคล้ายๆ กับเกี๊ยวที่ไส้ข้างในมีเห็ด ชีส และราดด้วยซอสเห็ด โรยด้วยใบกระเพรา และ Cotolette D’ Agnello Alla Griglia 3 Cutlets (1,050 บาท) ซี่โครงแกะออสเตรเลียหมักซอสย่าง และก็มีเมนูอื่นๆ อีกหลายเมนูที่น่าหม่ำต้องลองมาลิ้มรสกันเอาเอง
บรรยากาศด้านในคลับ “เด นอคเต้” แสงสีเสียงกระหึ่ม
       ครั้นพออิ่มกับการอาหารจนได้ที่ แล้วเกิดอยากย่อยอาหารนั่งฟังเพลงและแดนซ์กันขึ้นมา ก็แค่เดินออกจากร้าน“สกูซี่ อิตาเลี่ยนฯ” ไปต่อที่ “เด นอคเต้” คลับหรู 2 ชั้นที่อยู่ติดๆ กัน มาที่นี่รับรองว่าได้ฟังเพลงและแดนซ์กันกระจายแน่นอน เพราะว่าที่นี่เปิดเพลงหลายสไตล์ทั้งอาร์แอนด์บี, ฮิฟฮอฟ, ฟังค์กี้ เฮาส์ มิวสิค ฯลฯ ซึ่งใช้ระบบเสียงแบบเดียวกับคอนเสิร์ตระดับโลกอย่างไมเคิล แจ๊คสัน แถมเก๋ไก๋มีมุมดีไซด์เป็นพิเศษให้นั่งคุยได้สบายๆ เพราะกันเสียงได้ครึ่งหนึ่ง สำหรับเครื่องดื่มที่นี่บริการแบบฟลูบาร์ อาหารนั้นสามารถสั่งพิซซ่าจากร้าน “สกูซี่ พิซเซอเรียฯ” มาหม่ำได้ เรียกว่าอิ่มและสนุกได้อย่างเต็มที่
      
       สำหรับใครที่ไม่เคยมาที่ “สกูซี่” และ “เด นอคเต้” ขอบอกว่าถ้ามาแล้วจะต้องติดใจ เพราะว่ามาที่นี่แล้วได้ครบรสชาติความอิ่มอร่อยแบบอิตาเลี่ยน และได้ความสนุกสนานกลับบ้านไป มาเมื่อไหร่คุ้มค่าจริงๆ