homeowners insurance Claim home insurance Claim state farm car insurance Claim comprehensive insurance Claim commercial insurance Claim cheap auto insurance Claim cheap health insurance Claim indemnity Claim car insurance companies Claim progressive quote Claim usaa car insurance Claim insurance near me Claim term life insurance Claim auto insurance near me Claim state farm car insurance Claim comprehensive insurance Claim progressive home insurance Claim house insurance Claim progressive renters insurance Claim state farm insurance quote Claim metlife auto insurance Claim best insurance companies Claim progressive auto insurance quote Claim cheap car insurance quotes Claim allstate car insurance Claim rental car insurance Claim car insurance online Claim liberty mutual car insurance Claim cheap car insurance near me Claim best auto insurance Claim home insurance companies Claim usaa home insurance Claim list of car insurance companies Claim full coverage insurance Claim allstate insurance near me Claim cheap insurance quotes Claim national insurance Claim progressive home insurance Claim house insurance Claim health insurance quotes Claim ameritas dental Claim state farm renters insurance Claim medicare supplement plans Claim progressive renters insurance Claim aetna providers Claim title insurance Claim sr22 insurance Claim medicare advantage plans Claim aetna health insurance Claim ambetter insurance Claim umr insurance Claim massmutual 401k Claim private health insurance Claim assurant renters insurance Claim assurant insurance Claim dental insurance plans Claim state farm insurance quote Claim health insurance plans Claim workers compensation insurance Claim geha dental Claim metlife auto insurance Claim boat insurance Claim aarp insurance Claim costco insurance Claim flood insurance Claim best insurance companies Claim cheap car insurance quotes Claim best travel insurance Claim insurance agents near me Claim car insurance Claim car insurance quotes Claim auto insurance Claim auto insurance quotes Claim long term care insurance Claim auto insurance companies Claim home insurance quotes Claim cheap car insurance quotes Claim affordable car insurance Claim professional liability insurance Claim cheap car insurance near me Claim small business insurance Claim vehicle insurance Claim best auto insurance Claim full coverage insurance Claim motorcycle insurance quote Claim homeowners insurance quote Claim errors and omissions insurance Claim general liability insurance Claim best renters insurance Claim cheap home insurance Claim cheap insurance near me Claim cheap full coverage insurance Claim cheap life insurance Claim

อิ่มเอมเคล้าเสียงเพลง ที่ “หลังคาแดง”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 พฤษภาคม 2548 14:23 น.
บรรยากาศร้าน “หลังคาแดง” โต๊ะเก้าอี้สีสันสดใสชวนนั่ง
       ซอยโชคชัย 4 ชื่อนี้เป็นหนึ่งในซอยที่มีของกินมากมาย ตั้งแต่ปากซอย ไปจนถึงท้ายซอย แล้วอย่างนี้มีหรือคนชอบกินอย่าง “ผู้จัดการตระเวนกิน” จะไม่แวะเวียนไป
      
       อย่างมื้อนี้ที่นึกอยากจะหาร้านอาหารนั่ง ที่มีบรรยากาศสบายๆ นั่งรับลมเย็นๆ มีเพลงเพราะๆ ให้ฟังและที่สำคัญมีอาหารรสชาติเด็ดๆ ให้หม่ำ จึงทำให้เราดั้นด้นมาที่โชคชัย 4 มาเสาะหาร้านอาหารอย่างที่ว่ากัน
สุเมธเล่นดนตรีขับกล่อมเสียงเพลงให้ฟังกันสดๆ
       แล้วก็มาเจอะเข้ากับร้านอาหารร้านหนึ่ง ที่สะดุดตาตั้งแต่ชื่อร้านแล้วว่า “หลังคาแดง” แถมด้วยบรรยากาศร้านเป็นแบบที่อยากได้ โต๊ะเก้าอี้ไม้สีสันสดใสแลดูนั่งสบาย แถมอยู่ภายใต้บรรยากาศแมกไม้รับลมเย็นๆ และก็มีนักดนตรีกำลังเล่นเพลงเพราะๆ ให้ฟังด้วย โดนใจขนาดนี้เราเลยไม่รอช้ารีบปรี่เข้าร้านหาที่นั่งทันที
      
       เราเลือกที่นั่งมุมเหมาะที่ฟังเพลงได้ชัดๆ และเห็นหน้านักร้องด้วย เพราะว่านักร้องที่นี่ร้องเพลงเพราะจนอยากจะเห็นหน้า ครั้นพอได้เห็นหน้าเท่านั้นล่ะ ถึงกับตาโต เพราะว่าเป็นสุเมธ (ที่เป็นนักร้องดูโอชื่อดังกับปั๋งนั่นเอง) และเราก็ได้พูดคุยกับสุเมธว่าเหตุใดจึงมาร้องเพลงที่นี่ได้
      
       หลังจากพูดคุยกันก็ได้รับคำตอบที่ว่า เป็นร้านที่สุเมธร่วมหุ้นกับเพื่อนๆ เปิดเป็นร้านอาหารสไตล์ผับแอนด์เรสเทอรองต์ ขายอาหารที่เน้นเป็นอาหารไทยๆ มากมายหลากหลายรสชาติ รวมทั้งมีนักดนตรีเล่นเพลงสไตล์โฟค์ซองเล่นให้ฟังสดๆ ทุกวัน วันละ 2 ช่วงเวลา คือ 20.00-22.00 น. และ 22.30-24.00 น. (แต่ว่าสุเมธไม่ได้เข้ามาร้องทุกวัน แล้วแต่บางโอกาสเท่านั้น)
ยำตะไคร้หอม
       พอเสียงเพลงบรรเลงขึ้นอีกครั้ง เราก็เริ่มบรรเลงการกินตามทันที ด้วยการขอเมนูมาเปิดสั่งอาหาร โดยมีทางร้านช่วยแนะนำเมนูเด็ดให้สั่งมาลองลิ้มกัน เมนูแรกที่ถูกเสิร์ฟมาเป็น ยำตะไคร้หอม (80 บาท) ที่นำเอาเครื่องสมุนไพรไทยอย่างตะไคร้สดมาซอย คลุกเคล้ายำเข้ากับกุ้งและหมูสับ พร้อมกับน้ำยำที่ใส่หอมแดง ต้นหอม พริกขี้หนูซอย แถมโรยด้วยเม็ดมะม่วงทอดกับกุ้งแห้งทอด ตักยำส่งเข้าปากลิ้มรสชาติตะไคร้ที่หอมเข้ากับน้ำยำออกเปรี้ยว เค็ม เผ็ด กินเป็นกับแกล้มคู่กับเบียร์เย็นๆ เข้าดีนัก
7 ประจัญบาน
       ตามมาด้วย 7 ประจัญบาน (120 บาท) ชื่อเก๋ไก๋หน้าตาชวนหม่ำ เป็นกุ้งกุลาดำตัวกำลังพอดีที่คลุกเคล้ากับงาขาวและเครื่องปรุง คลุกแป้งนิดหน่อย ก่อนจะนำมาทอดจนเหลืองกรอบ ส่งกุ้งเข้าปากเคี้ยวได้ทั้งตัว กุ้งกรอบกรุบออกรสเค็มๆ มันๆ
      
       สันคอหมูพริกไทยดำ (80 บาท) เป็นสันคอหมูที่ติดมันนิดหน่อยหั่นสไลด์ หมักกับเครื่องปรุงทิ้งไว้กว่า 1 ชม. ก่อนจะนำมาผัดกับเครื่องพริกไทยดำ ใส่พริกชี้ฟ้าแดง หอมใหญ่ ก้านต้นหอม และใส่เหล้าจีนกับน้ำมันงาเพิ่มความหอม ทำให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมถึงเครื่องพริกไทยดำ หมูนิ่มเคี้ยวนุ่ม แถมหอมกลิ่นเหล้าจีนและน้ำมันงาอ่อนๆ ด้วย
      
       ส่งท้ายด้วย ปลากะพงโบราณ (180 บาท) ปลากะพงขาวสดๆ ที่ทอดจนกรอบ แล้วราดด้วยเครื่องน้ำยำสูตรเด็ดของทางร้าน เต็มไปด้วยเครื่องสมุนไพร ทั้งตะไคร้ หอมแดง ขิงสด พริกขี้หนู มะนาวหั่น ปรุงรสชาติใส่น้ำพริกเผาด้วย รสชาติเด็ดตรงที่ปลากะพงสดทอดกรอบเนื้อจะหวาน และเครื่องน้ำยำออกรสจัดจ้าน เผ็ดลิ้นกำลังดี
ปลากะพงโบราณ
       นอกจาก 4 เมนูเด็ดที่เราได้สั่งมาชิมลิ้มรสชาติแล้วนั้น ขอบอกว่ายังมีเมนูอื่นๆ ที่น่าลิ้มลองอีกหลายอย่าง อาทิ ลาบหมูทอด (70 บาท) แกงส้มชะอมกุ้ง (ถ้วยละ 90 บาท หม้อไฟ 150 บาท) ลาบปลาดุก (70 บาท) ปลาช่อนล่องซุง (170 บาท) ยำหอยดอง (70 บาท)
      
       “ผู้จัดการตระเวนกิน” บอกได้เลยว่า การมาตระเวนกินที่ร้าน “หลังคาแดง” ในมื้อนี้ ช่างเป็นมื้อแห่งความอิ่มเอมเสียจริงๆ อิ่มทั้งอาหารที่รสชาติถูกปากและอิ่มเอิบกับเสียงเพลงเพราะๆ โดนใจ เห็นทีว่าคงจะต้องแวะเวียนมาที่ “หลังคาแดง” นี้บ่อยๆ เสียแล้วสิเรา
       

อิ่มอร่อยกับเทศกาลปู...ที่ "โคคาสุกี้"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 พฤษภาคม 2548 17:25 น.
บรรยากาศสบายๆ ใน "ภัตตาคารโคคาสุกี้" สาขาสยามสแควร์
       ถ้าไปถามบรรดาคอสุกี้ ถึงร้านสุกี้ร้านเด็ดในดวงใจ ก็เชื่อว่าน่าจะมีร้าน “ภัตตาคารโคคาสุกี้” รวมอยู่ด้วยเป็นแน่ ก็เพราะร้านนี้เขาเปิดมาได้ถึง 48 ปีแล้ว ถ้าไม่ดีจริงก็คงอยู่ไม่ได้นานขนาดนี้ “ผู้จัดการตระเวนกิน” เลยขอไปลองชิมดูสักหน่อยว่า ที่ร้านนี้มีอะไรเด็ดๆ สมควรบอกต่อบ้าง
      
       นับว่าไม่เสียเที่ยวจริงๆ ที่มาในช่วงนี้ เพราะนอกจากที่ร้านจะมีสุกี้หม้อไฟ และอาหารไทย-จีนให้ได้ลิ้มลองกันแล้ว ทาง "ภัตตาคารโคคาสุกี้" ก็ยังได้เอาใจคนรักปูด้วยการจัด "เทศกาลปูเป็นๆ" ซึ่งจับเอาปูสดๆ ตัวโตๆ น้ำหนัก 450 กรัมขึ้นไป จากน่านน้ำทะเลอ่าวไทย จังหวัดสุราษฎร์ มาทำเป็นอาหารจานเด็ดเสิร์ฟให้ถึงโต๊ะ เป็นที่ถูกใจคนรักปูยิ่งนัก
อาไหว เชฟชาวฮ่องกง กับปูผัดซอสเต้าซี่ฝีมือตัวเอง
       แต่มาถึงโคคาสุกี้ทั้งที ก็ต้องลองชิม "สุกี้หม้อไฟ" ก่อนเป็นอย่างแรก ซึ่งชุดที่ "ผู้จัดการตระเวนกิน" ได้ชิมก็คือ ชุดคอมโบเซ็ท (299 บาท) ที่มีทั้งเนื้อสัตว์ ลูกชิ้น อาหารทะเล และผักต่างๆ แต่ที่พิเศษก็คือหม้อน้ำซุปของที่นี่จะแบ่งเป็น 2 ด้านให้มีน้ำซุป 2 แบบ ในหม้อเดียวกัน คือให้มีพลังร้อนและเย็นแบบยิน-หยาง โดยมีน้ำซุปต้มยำ ใส่เครื่องสมุนไพรรสจัดจ้านตามแบบต้มยำเป็นพลังร้อน และน้ำซุปไก่ ต้มจากโครงไก่เป็นพลังเย็น และเนื่องใน "เทศกาลปูเป็นๆ" ขณะนี้ ทางร้านจึงได้เพิ่ม "น้ำซุปปู" เข้าไปในเมนูสุกี้ด้วย โดยเป็นน้ำซุปที่ต้มกับน้ำสต็อกปู ใส่เม็ดเก๋ากี้ ต้นหอม และขิง ซดเข้าไปแล้วได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของขิง กินคู่กับน้ำจิ้มสุกี้ได้รสชาติดีไปอีกแบบหนึ่ง
ปูทะเลผัดไข่เค็ม
       และเมื่อมีเทศกาลปูทั้งที ถ้าจะไม่กินปูก็จะดูกระไรอยู่ เพราะนอกจากสุกี้แล้ว ที่นี่เขายังมีเมนูปูน่ากินอีกมาก อย่างจานแรกที่ "ผู้จัดการตระเวนกิน" ได้ชิม คือ "ปูกระเทียมผัดสไตล์อ่าวฮ่องกง" (249 บาท) ที่เอาปูทะเลไปทอดจนสุก แล้วนำมาผัดกับหอมใหญ่ พริกหวาน กระเทียมสับ พริกป่น เกลือและเครื่องปรุงรสต่างๆ ได้กลิ่นหอมของกระเทียมมาแต่ไกล แถมได้รสหวานของเนื้อปูสดๆ อีกด้วย
      
       จานต่อมา "ปูทะเลผัดไข่เค็ม" (249 บาท) เคล็ดไม่ลับของจานนี้อยู่ที่การเอาไข่แดงเค็มผสมกับน้ำตาลและน้ำมันงาไปนึ่ง จนสุก บดให้ละเอียด แล้วนำมาผัดกับเนยและปูทะเลทอด จนได้ออกมาเป็นปูทะเลผัดไข่เค็มจานเด็ดจานนี้ เนื้อปูขาวๆ แน่นๆ ผสมกับรสชาติออกเค็มนิดๆ มันหน่อยๆ ของไข่เค็ม น่าถูกใจใครหลายๆ คน
ปูกระเทียมผัดสไตล์อ่าวฮ่องกง
       "ปูผัดซอสเต้าซี่" (249 บาท) เมนูนี้ก็น่าสน ตรงที่เอาปูทะเลมาผัดกับซอสเต้าซี่ หรือซอสถั่วดำหมัก และใส่พริกหวาน ต้นหอม กระเทียมเพื่อเพิ่มรสชาติและสีสัน ปรุงรสด้วยน้ำมันหอยอีกนิดให้กลมกล่อม กินแล้วได้กลิ่นหอมๆของซอสเต้าซี่ ได้อารมณ์แบบจีนๆ ดีเหมือนกัน
      
       กินเมนูผัดๆ มาหลายจานแล้ว ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาเเซ่บกับ "ยำปูทะเลสด" (249 บาท) ดู บ้าง เป็นการเอาปูนึ่งมาราดด้วยน้ำยำสูตรเฉพาะของทางร้าน ปรุงใส่กุ้งแห้ง มะม่วงซอย และหอมแดง รสชาติออกเปรี้ยวนิดหวานหน่อย เผ็ดกำลังดีกำลังดี
สุกี้หม้อไฟชุดคอมโบเซ็ท
       นอกจากนี้แล้วก็ยังมีเมนูปูอื่นๆ อีก เช่น ปูอบวุ้นเส้นหม้อดิน ปูผัดผงกะหรี่ ปูผัดพริกไทยดำ ปูนึ่งซีอิ้ว ซึ่งทุกจานราคา 249 บาทเท่ากันหมด หรือใครอยากจะได้ปูทะเลสดๆ ลงต้มในหม้อสุกี้ก็สามารถสั่งได้ในราคา 199 บาท/ตัว
      
       มาที่เดียวได้กินทั้งสุกี้ ทั้งอาหารหลากหลาย ยิ่งใครที่รักปูชอบปูยิ่งไม่น่าจะพลาดชิมเมนูปูใน "เทศกาลปูเป็นๆ" นี้ สำหรับผู้ที่สนใจก็เชิญแวะเวียนกันมาชิมได้ที่ "ภัตตาคารโคคาสุกี้" ทุกสาขา ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ รับรองว่าปูตัวโตๆ เนื้อแน่นๆ รอคุณอยู่ที่นี่แน่นอน

“Antonio’s Trattoria” ร้านหรู คู่เมนูอิตาเลียนรสเด็ด

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 พฤษภาคม 2548 17:51 น.

บรรยากาศน่านั่งของร้าน Antonio’s Trattoria
       คุณเคยหลงรักอะไรบางอย่างไหม??
      
       หนุ่มๆบางคนอาจหลงรักหญิงสาวนัยน์ตาสวยซึ้งที่อยู่ข้างบ้าน หรือก็มีไม่น้อยที่สาวๆหลงรักดอกไม้ช่อโตพร้อมชอกโกแลตรูปหัวใจของชายหนุ่ม แต่ตามประสาคนชอบกินอย่าง “ผู้จัดการตระเวนกิน” ที่บ่อยครั้งมักจะตกหลุมรักกลิ่นและรสชาติกลมกล่อมหอมอร่อยของอาหารหลายชาติ หลากชนิด
      
       สำหรับอาหารอิตาเลียนก็นับเป็นอาหารประเภทหนึ่ง ที่หาก “ผู้จัดการตระเวนกิน” นิยมชมชอบไม่น้อย ยิ่งช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ร้านอาหารอิตาเลียนพากันผุดขึ้นมากมายในกรุงเทพฯยิ่งทำให้เมนูอิตาเลียนคุ้น ปากเรายิ่งขึ้น ซึ่งหาก “ผู้จัดการตระเวนกิน” มีโอกาสคราใดก็มักไม่จะพลาดการหม่ำอาหารอิตาเลียนด้วยประการทั้งปวง อย่างในมื้อนี้ที่เราได้มีโอกาสไปลิ้มลองอาหารอิตาเลียนรสดี ที่ร้าน “Antonio’s Trattoria” ที่หลายๆคนเห็นชื่อในแนวก็พอเดาได้ว่าต้องเป็นร้านอาหารอิตาเลียนแหงมๆ
PAN FRIED VEAL RACK WITH BREAD CRUMB
       พอ 2 เท้าเหยียบย่างเข้าไปในร้าน“Antonio’s Trattoria” ทำให้ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ต้อง หยิกตัวเองแรงๆทีหนึ่ง เพราะไม่แน่ใจว่าเรากำลังอยู่ในร้านอาหารอิตาเลียนในประเทศอิตาลีหรือไร ไฉนจึงจัดร้านได้อย่างที่เรียกว่าคงกลิ่นอายของความเป็นตะวันตกไว้ด้วยหิน อ่อนสีสวย ตกแต่งร้านด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีโอ๊ก โคมไฟทรงสวยห้อยระย้าลงมาจากเพดานส่องแสงนุ่มนวลชวนสบายตา สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเป็นส่วนตัวก็มีชั้นสองให้นั่งหลบมุมสวีทกันด้วย
      
       เวลาผ่านไปไม่ทันไร กระเพาะก็เริ่มส่งเสียงเตือน ทำให้เราต้องสอดส่องมองหาเมนูน่าสนใจ และแล้วสายตาก็ไปปะทะกับ PAN FRIED VEAL RACK WITH BREAD CRUMB(600บาท) คุณนกเจ้าของร้านบอกว่าเนื้อลูกวัวจานนี้สั่งตรงมาจากฟาร์มในเมืองเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย เมื่อได้เนื้อมาแล้วก็นำมาหมักด้วยเครื่องปรุงรสพร้อมไวน์แดงนิดหน่อยเพื่อ ให้นุ่ม เสร็จแล้วก็ชุบแป้งสาลีกับเกล็ดขนมปังนิดหน่อยแล้วจึงนำไปทอด เสิร์ฟพร้อมกับ PARSLEY POTATO ทำให้เนื้อลูกวัวจานนี้กรอบนอกนุ่มใน หอมกลิ่นเครื่องปรุงแถมได้รสชาติของเนื้อลูกวัวที่ไม่เหนียว ไม่คาว เคี้ยวเพลินปากดี
RAVIOLI TRUFFLE
       ถัดมากับเมนูน่าสนใจที่ชื่อ RAVIOLI TRUFFLE (550บาท)ที่บอกว่าน่าสนใจก็ตรงที่เมนูนี้คือเกี๊ยวอิตาเลียน ยัดไส้ด้วยเห็ด PORCINI ซึ่งเป็นเห็ดที่หายากและแพงมาก โดยเห็ดชนิดนี้จะขึ้นใต้ดินทำให้ต้องใช้หมูขุดหา เมื่อได้เห็ดแล้วก็นำมาปั่นใส่ชีสป่นและไข่แดง ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยขาว ราดด้วย TRUFFLE SAUCE ที่รสชาติเข้มข้น หวานเค็มกำลังดี เวลากินจะได้รสชาติของชีสเต็มปากเต็มคำ แป้งเนื้อนุ่มเนียนปากแต่ไม่เละ ถือได้ว่าอาหารจานนี้เป็นส่วนผสมของโลกตะวันออกและตะวันตกได้อย่างลงตัว แถมอร่อยอีกต่างหาก
PIZZA VEGETARIANA
       มาถึงร้านอาหารอิตาเลียนจะไม่สั่งพิซซาก็กระไรอยู่ “ผู้จัดการตระเวนกิน”  เลยเลือกที่จะสั่ง PIZZA VEGETARIANA (220บาท)ที่พอเสริฟ์แล้วต้องแอบอุทานในใจ เพราะเนื้อแป้งบางเฉียบ “ผู้จัดการตระเวนกิน”คะเนในใจก็น่าจะประมาณ 3 มิลลิเมตร ส่วนหน้านั้นจะเป็นจำพวกผักต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นซูกินี(ผักชนิดหนึ่ง) มะเขือม่วง โรยหน้าด้วย PARMESEN CHEESE เวลากัดเนื้อแป้งจะกรอบนอกนุ่มใน หอมกลิ่นแป้งสดๆรสชาติออกเปรี้ยวนิดๆ หากต้องการรสชาติที่เข้มข้นขึ้นสามารถโรยชีสเพิ่มได้ อาหารจานนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบผักหรือเป็นมังสวิรัติ
TIRAMISU และ PANNA COTTA AL PISTACCHIO
       อิ่มหนำสำราญกับอาหารคาว ก็มาถึงเวลาของอาหารหวานกันบ้างกับ PANNA COTTA AL PISTACCHIO(160บาท) ขนมหวานเนื้อเจล หอมนม กลมกล่อมด้วยวิปครีม เวลาตักเข้าปากจะได้กลิ่นมะนาวอ่อนๆ เพราะกรรมวิธีการทำนั้นจะนำเปลือกมะนาวไปต้มกับนม ใส่วิปครีมและเจลาตินแล้วนำไปแช่ให้แข็ง ราดด้วยซอส PISTACCHIO เสิร์ฟพร้อมบลูเบอรี่รสเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดถึงใจ หรือหากยังไม่อิ่มหนำ TIRAMISU(160บาท) ก็น่าสนใจ เพราะขนมหวานชิ้นนี้ได้ทั้งความหอมมันของครีมชีสและความเข้มข้นของกาแฟที่ ชุ่มเนื้อขนมปัง เวลาอ้ำเข้าปากแล้วแทบไม่ต้องออกแรงเคี้ยวเลย
      
       สำหรับใครที่ยังเหลือที่ว่างในกระเพาะอีก ทางร้านก็มีอาหารน่าสนใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น TUNA CARPACCIO (350บาท), RISOTTO SPECK (360บาท),MINESTRONE SOUP (200บาท),COZZE ARRABIATA (300บาท)แต่สำหรับ “ผู้จัดการตระเวนกิน” จบ อาหารมื้อนี้แล้ว เห็นทีจะต้องขอตัวไปออกกำลังกายก่อน เพราะแต่ละอย่างที่กินเข้าไป คิดๆดูแล้วก็หลายแคลลอรี่อยู่ แต่ก็อย่างว่าอาหารอร่อยๆใครล่ะจะอดใจไหว
      
       
*    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    * 
         การเดินทางไปร้าน Antonio’s Trattoria
       

       

“หยิน หยาง”หม้อไฟเสฉวน รสชาติชวนกิน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 พฤษภาคม 2548 16:24 น.
บรรยากาศภายในร้าน “หยิน หยาง” โต๊ะนั่งหม่ำดูโล่ง โปร่งสบาย
       ความนิยมของอาหารจำพวกหมูกระทะ ปิ้งๆ ย่างๆ และจิ้มจุ่มหรือแจ่วฮ้อนที่ลวกในหม้อไฟร้อนๆ ในบ้านเรายังคงได้รับความนิยมในหมู่นักหม่ำทั้งหลายอย่างไม่เสื่อมคลาย สังเกตได้จากจำนวนร้านที่ขายอาหารประเภทนี้ต่างเปิดร้านใหม่กันอยู่ทั่วทุก มุมเมือง
หน้าตาหม้อไฟเสฉวนเป็นรูปยินหยางมีน้ำซุป 2 แบบ
       อย่างในมื้อนี้ที่ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ได้ไปลองลิ้มชิมรสชาติมาที่ร้าน “หยิน หยาง” ซึ่งนับว่าเป็นร้านอาหารในสไตล์หม้อไฟอีกร้านหนึ่ง แต่ว่าหม้อไฟร้านนี้มีความพิเศษตรงที่เป็น “หม้อไฟเสฉวน” หรือที่ภาษาจีนเรียกว่า “ซื่อฉวน ฮว่อกวอ” (Si Chuan Huo Guo) ซึ่งเป็นอาหารหม้อไฟที่สะท้อนถึงความเป็นเอกลักษณ์และวิถีการบริโภคของคนใน มณฑลเสฉวนที่นิยมรับประทานอาหารรสเผ็ด และพิถีพิถันในการปรุงน้ำซุปที่เต็มไปด้วยเครื่องเทศ ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพนอกเหนือไปจากความอิ่มอร่อยในการบริโภค
      
       สำหรับหม้อไฟเสฉวนของร้านหยิน หยาง จะมีเอกลักษณ์โดดเด่นเก๋ไก๋ตรงที่ทางร้านได้สั่งทำหม้อไฟเป็นพิเศษ คือมีลักษณะเป็นสัญลักษณ์ของเครื่องหมาย “ยิน-หยาง” (ท่าน“เล่าชวนหัว”(อาจารย์สุขสันต์ วิเวกเมธากร) กูรูภาษาจีน ได้ฝากบอกผ่าน “ผู้จัดการตระเวนกิน” มา ว่า คำว่า “หยิน-หยาง” ที่คนไทยนิยมใช้กันนั้น จริงๆแล้วที่ถูกต้องตามความหมายในภาษาจีนคือ “ยิน-หยาง” โดยยิน ตามปรัชญาหมายถึง เย็น หยุดนิ่ง ส่วนหยาง หมายถึง ร้อน เคลื่อนไหว)
อาหารสดๆ ทั้งผักทั้งเนื้อที่มีให้เลือกมาลวกหม่ำลงในหม้อไฟ
       ในส่วนของน้ำซุปนั้นร้านนี้ทำออกมาน่าสนใจไม่น้อย คือเป็นน้ำซุปที่ใช้กระดูกสันหลังของหมูผสมผสานกับเครื่องเทศและสมุนไพรกว่า 14 ชนิด และโสมอีก 3 ชนิด ก่อนที่จะนำไปปรุงและเคี่ยวจนได้ที่และมีรสชาติตามต้องการ จากนั้นจึงนำไปปรุงเพิ่มเป็นน้ำซุป 2 รสชาติ คือน้ำซุปสรรพคุณร้อนและน้ำซุปสรรพคุณเย็น
      
       น้ำซุปสรรพคุณร้อน (หยาง) จะเต็มไปด้วยเครื่องเทศต่างๆหลายชนิดผสมกับกลิ่นอันหอมหวนของน้ำมันงาและ ความเผ็ดร้อนของพริกแห้งกับพริกเสฉวน(ชวงเจีย) ที่มีสรรพคุณในการขับสารพิษ และเป็นยาระบายอ่อนๆ รสชาติออกเผ็ดร้อน หอมกลิ่นเครื่องเทศ ซดแล้วชุ่มคอ ถูกลิ้นคนชอบรสจัด
      
       ส่วนน้ำซุปสรรพคุณเย็น(ยิน) ใช้น้ำซุปแบบเดียวกับแบบเผ็ด แต่ไม่ใส่พริกลงไป และจะเติมนมสดลงไปด้วย ช่วยทำให้มีกลิ่นหอมของนมสด ใส่ลำไยอบแห้งทั้งลูก และพุทราจีน ช่วยเพิ่มความหวานด้วย รสชาติออกหวานๆ นุ่มๆ หอมกลิ่นนม รสละมุนลิ้น
เนื้อสัตว์และผักลงลวกในน้ำซุปได้ทั้ง2 แบบตามแต่ใจชอบ
       เอาล่ะ เมื่อรู้ว่าน้ำซุปแบบไหนมีรสชาติอย่างไรแล้ว ทีนี้ก็ได้เวลาหม่ำหม้อไฟเสฉวนกันได้แล้ว วิธีการก็เหมือนการกินจิ้มจุ่มตามปกติ คือ แค่นำของสดลงลวกในหม้อน้ำซุป ใครชอบเผ็ดร้อนก็ลวกในน้ำซุปหยาง ส่วนใครชอบเย็น หวาน ก็ลวกในน้ำซุปยิน
      
       ครั้นสุกได้ที่แล้วก็นำไปจิ้มในน้ำจิ้มสูตรเฉพาะของทางร้าน ที่มีให้เลือก 2 รส คือ น้ำจิ้มถั่ว ออกรสหวานหอม มันๆ ไม่เผ็ด กับน้ำจิ้มซีฟู้ด ที่รสแซบเปรี้ยวเผ็ดลิ้น หรือจะผสมน้ำจิ้มทั้ง 2 อย่างให้เข้ากัน ก็ได้รสชาติที่ออกหวานๆ มันๆ เปรี้ยวเผ็ดกำลังดี
สารพัดของหม่ำทั้งส้มตำ หมูปิ้ง น้ำตกหมู และออเดิร์ฟ
       สำหรับหม้อไฟเสฉวนที่นี่เขาจัดเป็นแบบบุฟเฟต์ สนนราคาอยู่ที่ ผู้ใหญ่ 129 บาท เด็ก 69 บาท หม่ำกันได้ไม่อั้น แถมยังมีอาหารอื่นๆ อีก โดยทางร้านจัดออกเป็นซุ้ม มี 3 ซุ้ม คือ ซุ้มของทานเล่น เป็นออเดิร์ฟ จัดมาเป็นคำๆ น่าหม่ำ มีไข่ตุ๋น ปอเปี๊ยะ ลูกชิ้นกุ้งทอด ยำปลาหมึก และของหวานอย่างไอศกรีมกะทิสด ขนมคุกกี้ ให้เลือกตักกินได้ตามใจชอบ
      
       อีกซุ้มคือ ซุ้มของสดที่เอาไว้มาลวกหม่ำกับหม้อไฟ โดยจะอยู่ในตู้แช่ ประกอบด้วยเนื้อสัตว์กว่า 20 อย่าง ทั้งลิ้นหมู ลิ้นวัว กระเพาะหมู กระเพาะวัว ปลาเก๋า ปลากะพง กุ้ง แมงกะพรุน ฯลฯ ผักอีกหลายชนิด อาทิ เห็ดหอม เห็ดเข็มทอง ตั้งโอ๋ ผักบุ้ง ผักกาด ที่ทั้งเนื้อและผักสดๆ ทั้งนั้น
      
       ซุ้มสุดท้ายเป็นซุ้มส้มตำ มีส้มตำไทย-ลาว ลาบ น้ำตก หมูปิ้ง ให้เลือกหม่ำ ซึ่งถ้าใครมีกระเพาะใหญ่ พุงกาง ขอบอกว่ามาหม่ำหม้อไฟเสฉวนที่ร้าน “หยิน หยาง” นี้แล้วคุ้มค่า ได้ลิ้มรสหม้อไฟเสฉวนร้อนๆ ที่หม่ำแล้วดีต่อสุขภาพ รวมไปถึงอาหารอื่นๆ อีกหลายอย่าง หม่ำกันจนพุงกางเลยล่ะ
      
       
*    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *
       

       รายละเอียดการเดินทางไปที่ร้าน "หยิน หยาง"