homeowners insurance Claim home insurance Claim state farm car insurance Claim comprehensive insurance Claim commercial insurance Claim cheap auto insurance Claim cheap health insurance Claim indemnity Claim car insurance companies Claim progressive quote Claim usaa car insurance Claim insurance near me Claim term life insurance Claim auto insurance near me Claim state farm car insurance Claim comprehensive insurance Claim progressive home insurance Claim house insurance Claim progressive renters insurance Claim state farm insurance quote Claim metlife auto insurance Claim best insurance companies Claim progressive auto insurance quote Claim cheap car insurance quotes Claim allstate car insurance Claim rental car insurance Claim car insurance online Claim liberty mutual car insurance Claim cheap car insurance near me Claim best auto insurance Claim home insurance companies Claim usaa home insurance Claim list of car insurance companies Claim full coverage insurance Claim allstate insurance near me Claim cheap insurance quotes Claim national insurance Claim progressive home insurance Claim house insurance Claim health insurance quotes Claim ameritas dental Claim state farm renters insurance Claim medicare supplement plans Claim progressive renters insurance Claim aetna providers Claim title insurance Claim sr22 insurance Claim medicare advantage plans Claim aetna health insurance Claim ambetter insurance Claim umr insurance Claim massmutual 401k Claim private health insurance Claim assurant renters insurance Claim assurant insurance Claim dental insurance plans Claim state farm insurance quote Claim health insurance plans Claim workers compensation insurance Claim geha dental Claim metlife auto insurance Claim boat insurance Claim aarp insurance Claim costco insurance Claim flood insurance Claim best insurance companies Claim cheap car insurance quotes Claim best travel insurance Claim insurance agents near me Claim car insurance Claim car insurance quotes Claim auto insurance Claim auto insurance quotes Claim long term care insurance Claim auto insurance companies Claim home insurance quotes Claim cheap car insurance quotes Claim affordable car insurance Claim professional liability insurance Claim cheap car insurance near me Claim small business insurance Claim vehicle insurance Claim best auto insurance Claim full coverage insurance Claim motorcycle insurance quote Claim homeowners insurance quote Claim errors and omissions insurance Claim general liability insurance Claim best renters insurance Claim cheap home insurance Claim cheap insurance near me Claim cheap full coverage insurance Claim cheap life insurance Claim

มือชา-นิ้วล็อค โรคฮิตของคนทำงาน

เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ มีผู้เข้ามาปรึกษาแพทย์ทางกระดูกและข้อเกี่ยวกับความผิดปกติที่เกิดกับมือ และต้องเข้ารับการฟื้นฟูทำกายภาพบำบัดจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหญิงและชาย ที่พบเป็นประจำได้แก่ อาการมือชาจนอ่อนแรงหยิบจับอะไรแทบไม่ได้ และอาการของนิ้วล็อค คือนิ้วบางนิ้วแข็งเกร็งขยับแทบไม่ได้ เมื่องอ หรือเหยียดนิ้วออกแล้วจะเจ็บปวดมาก

เมื่อสอบถามประวัติแต่ละคนก็ได้คำตอบคล้ายๆ กันคือ ส่วนใหญ่เป็นคนที่ต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นประจำ บางคนมีอาชีพเป็นโปรแกรมเมอร์ นักออกแบบ พนักงานบัญชี นอกเหนือไปจากนั้นก็ได้แก่ หนุ่มๆ นักกอล์ฟ กลุ่มสาวๆ พนักงานนวด (แผนไทย) คนทำงานตามโรงงานที่ต้องใช้มือหยิบจับสิ่งของต่างๆ ซ้ำๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ พ่อครัวที่ต้องสับเนื้อหั่นผักตลอดเวลา แม้กระทั่งแม่บ้านที่ทำงานซักผ้า ถูบ้านต้องออกแรงบิดผ้าเสมอๆ

เรามาดูกันดีกว่าครับว่าอาการผิดปกติเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร หากใครที่กำลังเริ่มเป็นจะได้ไหวตัวทันและไปรับการรักษาก่อนอาการจะเป็นมากขึ้นนะครับ


โรคมือชาจากเส้นประสาทถูกกดทับ

โรคมือชานี้เกิดจากการที่เส้นประสาทที่พาดผ่านบริเวณข้อมือถูกกดทับ ซึ่งเส้นประสาทนี้จะผ่านจากแขนไปยังข้อมือเพื่อไปรับความรู้สึกที่บริเวณมือ โดยทอดผ่านบริเวณข้อมือและลอดผ่านเอ็นที่ยึดบริเวณข้อมือ (ดังรูป) อาจมีสาเหตุบางประการที่ทำให้เส้นประสาทนี้ถูกกดทับได้ จึงทำให้มือชา ร่วมกับมีอาการปวดชา ร้าวไปยังท่อนแขนหรือต้นแขนได้ และบางคนพบว่ามือข้างที่เป็นอ่อนแรงหยิบจับสิ่งของไม่ถนัด ถ้าทิ้งไว้จะพบว่ากล้ามเนื้อบริเวณโคนนิ้วหัวแม่มืออาจจะแฟบลงเมื่อเทียบกับมืออีกข้างหนึ่ง พบในเพศหญิงมากกว่าชาย ระหว่างวัย 30-60 ปี


อะไรบ้างที่เป็นสาเหตุ...

สิ่งใดก็ตามที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดการบวม และการระคายเคืองของเยื่อบุข้อที่อยู่รอบๆ เส้นเอ็น ทำให้เส้นประสาทถูกกด เช่น เกิดการกระแทกที่บริเวณข้อมืออยู่เป็นประจำ เช่นใช้เครื่องตัดหญ้า เครื่องเจาะสกรู กำไม้เทนนิส ไม้กอล์ฟ กระดูกข้อมือหัก หรือการหลุดเคลื่อนของข้อ ข้ออักเสบรูมาตอยด์ (ไขข้ออักเสบ) คนที่เป็นเบาหวาน ในผู้หญิงตั้งครรภ์ และคนที่มีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนจากการหมดประจำเดือน


ถ้ามีอาการเบื้องต้นต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

* มีอาการชา และรู้สึกซ่าในบริเวณมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการมักจะเกิดในตอนกลางคืน ซึ่งอาจจะเกี่ยวกับท่าทางในการนอน และหลังจากการใช้มือข้างนั้นๆ

* การรับความรู้สึกที่บริเวณนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และบางส่วนของนิ้วนางลดลง ทำให้หยิบจับของไม่ถนัด

* มีอาการรู้สึกแปล๊บๆ หรือคล้ายกับไฟฟ้าช็อตเมื่อทำการเคาะลงตรงข้อมือในบริเวณที่มีเส้นประสาททอดผ่าน อาการเหล่านี้จะเป็นมากขึ้นในคนที่งอมือเข้าหาท้องแขนเป็นเวลา 1 นาที ถ้าเส้นประสาทนี้ถูกกดทับเป็นเวลานานจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณฝ่ามือด้านนิ้วหัวแม่มือแฟบลง


การรักษา
ถ้ามีอาการเพียงเล็กน้อยอาจจะใช้วิธีการรักษาโดยวิธีดังต่อไปนี้

* ใส่เครื่องพยุงข้อมือในช่วงเวลากลางคืน เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้ข้อมืองอเวลานอน และช่วยให้เยื่อบุข้อมือและเส้นเอ็นที่อักเสบยุบจากอาการบวม ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เส้นประสาทถูกกดทับ

* รับประทานยาลดการอักเสบ

* ถ้าอาการเป็นมากขึ้น แพทย์อาจจะแนะนำให้ฉีดยาสเตียรอยด์ เข้าไปในบริเวณที่เส้นประสาททอดผ่าน ซึ่งยานี้จะแพร่กระจายไปยังบริเวณเยื่อบุผิวข้อ และเส้นเอ็นที่มีการอักเสบ และบวม ทำให้อาการบวมยุบลง การกดเส้นประสาทก็น้อยลง ปริมาณของยาที่ใช้ฉีดไม่มากนักและไม่มีอันตรายที่รุนแรง การรักษาด้วยวิธีการเหล่านี้จะได้ผลดีในกรณีที่เส้นประสาทไม่ถูกกดทับมากนัก ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นก็อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด โดยตัดเอาส่วนของพังผืด เส้นเอ็นในส่วนที่กดทับเส้นประสาทออก หลังผ่าตัดอาการก็จะดีขึ้น อาการปวดลดลง อาการชาลดลง แต่อาจไม่ถึงกับหายสนิทยังจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง




ข้อมูลจาก
http://www.healthtodaythailand.com/

วิธีง่ายๆ ต่อสู้กับมะเร็ง

วิธีการรักษามะเร็งแบบธรรมชาติง่ายๆ 4 ข้อคือ :


1. จิตใจต้องสู้ (อันนี้สำคัญจริงๆ)


2. งดเว้นเนื้อสัตว์ หันมารับประทานอาหารที่มะเร็งไม่รับประทาน 15 ชนิด ได้แก่


ธัญพืช 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวกล้อง ข้าวม้ง ข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี และลูกเดือย นำมาหุงด้วยหม้อข้าวไฟฟ้า


ผักผลไม้ 10 ชนิด ได้แก่ หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง
หรือมันเทศ กล้วยน้ำว้าสุก (8 ลูกต่อวัน) ฟักทอง ข้าวโพดหวาน ยอดแค ถั่วพู
บรอกโคลี หรือกะหล่ำดอก ถั่วหวาน และคะน้าฮ่องกง (ผักผลไม้ 5
ชนิดแรกใช้นึ่ง) นำทั้ง 10 ชนิดหั่นเป็นชิ้นๆ นำมาเข้าเครื่องปั่นแบบ
ไม่ต้องละเอียดมาก เพื่อให้กระเพาะอาหารทำหน้าที่ย่อย
จากนั้นนำมารับประทานหนัก 1 กิโลกรัมต่อวัน กับธัญพืช


3. อาบน้ำร้อนสลับเย็น หรือเย็นสลับร้อน อย่างละ 2 นาที รวมเวลา 10 นาที 1 ครั้งต่อวัน


เตรียมน้ำร้อน โดยใช้เครื่องทำน้ำร้อน เตรียมน้ำเย็น โดยหาถังน้ำใส่น้ำแข็ง แล้วอาบร้อนจัดและเย็นจัดเท่าที่ร่างกายทนได้


ภูมิต้านทานโรคทั้งสิ้น 2 จำพวกจะถูกกระตุ้นขึ้นมา
ทำหน้าที่อย่างแข็งขัน
(การทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นมากเป็นเวลานานพอสมควรเสมือนร่างกายเป็นไข้
เม็ดเลือดขาวจะเคลื่อนตัวออกจากหลอดเลือดมาตามเนื้อเยื่อต่างๆ
เมื่อเราทำให้อุณหภูมิร่างกายลดลงทันที จะมีผลให้หลอดเลือดหดตัว
เม็ดเลือดขาวก็จะตกค้างอยู่ในเนื้อเยื่อ
ช่วยดักจับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ)


4. ออกกำลังกายโดยการเดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ ประมาณ 45 นาทีต่อวัน

คันก้น ... จะแก้อย่างไร

มักมีอาการคันรอบๆ ทวารหนัก บางครั้งรู้สึกว่าคันในรูทวารด้วย เคยถ่ายพยาธิแล้วก็ยังไม่หาย อาการคันแบบนี้เกิดได้อย่างไร

อาการคันรอบๆ ทวารหนักพบได้บ่อย โดยอาจคันที่รอบๆ
หรือคันเข้าไปในรูทวารหนักก็ได้ มักจะเกิดกับเพศชายมากกว่าเพศหญิง
แต่ถ้าเกิดกับเด็กและสตรีมักพบว่าจะมีอาการคันอวัยวะสืบพันธุ์ร่วมด้วย
โดยสาเหตุเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยดังนี้

1. การทำความสะอาดบริเวณนี้ไม่ดีพอ ซึ่ง
เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด
ฉะนั้นหลังการขับถ่ายจึงต้องทำความสะอาดด้วยการชำระล้างทุกครั้ง
โดยถ้าหากใช้สบู่แนะนำให้ฟอกสบู่กับมือจนเป็นฟองก่อน
เพราะหากใช้ก้อนสบู่ถูโดยตรงจะเกิดอาการระคายเคืองและมีเศษสบู่ตกค้างได้
ส่วนการใช้กระดาษชำระอย่างเดียวมักจะไม่สะอาดเพียงพอและการเช็ดแรงๆ
ก็จะทำให้เกิดอาการคันได้ สำหรับกระดาษชำระชนิดเปียกที่เรียกกันว่า wipes
ก็จะมีส่วนผสมของยากันเสีย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้และระคายเคือง
นอกจากนี้การนอนแช่น้ำสบู่ในอ่างหรือใช้สบู่ที่ใส่น้ำหอมมากๆ
ก็อาจทำให้ผิวระคายเคืองและคันได้มากขึ้น

2. การรับประทานอาหารที่ใส่เครื่องเทศ
อาหารรสจัด แอลกอฮอล์ กาแฟ น้ำชา เครื่องดื่มที่เป็นกรด ซอสมะเขือเทศ
(Ketchups) เนยแข็ง ผลิตภัณฑ์จากนม ช็อกโกแลต ถั่ว กุ้ง
และสัตว์น้ำประเภทที่มีเปลือก ก็ทำให้อาการคันทวารหนักกำเริบได้

3. อาการท้องเสียจนต้องถ่ายบ่อยๆ อาการ
ท้องผูกจนมีก้อนอุจจาระแข็ง การเสียดสีจากเสื้อผ้า เช่น
นุ่งกางเกงยีนส์คับๆ การขี่ม้า การขี่จักรยาน ริดสีดวงทวารหนัก ฝีคัณฑสูตร
ล้วนมีส่วนในการทำให้คันได้
ส่วนคนที่เป็นพยาธิเส้นด้ายจะมีอาการคันมากตอนกลางคืน
เพราะพยาธิตัวเมียจะคลานออกจากลำไส้มาวางไข่ที่ผิวหนังรอบทวารหนัก
นอกจากนี้การติดเชื้อรา เชื้อยีสต์
แม้กระทั่งเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ หรือเริม
ก็ทำให้เกิดอาการคันแบบนี้ได้เช่นกัน

4. โรคผิวหนังบางชนิด เช่น
โรคสะเก็ดเงินที่มีปื้นแดงและมีขุยขาวหนา หรือโรคเซ็บเดิร์ม
ซึ่งเป็นรังแคของผิวหนัง ที่มักเป็นตามร่องก้นและรอบทวารหนัก
ก็ทำให้เกิดอาการคันบริเวณก้นได้บ่อย รวมถึงพบว่าโรคภายใน เช่น
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคขาดแคลนสารไนอาซิน ภาวะขาดวิตามินเอและวิตามินดี
เบาหวาน ตลอดจนอาการแพ้ยาก็ทำให้คันได้
เช่นเดียวกับผู้ที่กินยาแก้อักเสบชนิดเต็ตตราไซคลินเพื่อรักษาสิว
เพราะยาจะทำลายแบคทีเรียเจ้าถิ่นที่คอยคุ้มครองผิวหนังอยู่
ทำให้เชื้อยีสต์และเชื้อแบคทีเรียแปลกปลอมโตเร็วขึ้น
จึงเกิดอาการคันก้นได้บ่อย

5. ความเครียดก็ทำให้คันได้ ด้วยเหตุนี้นักบริหารระดับสูงบางคนเวลาเข้าประชุมแทนที่จะคันศีรษะกลับคันก้นแทน



คันก้น...รักษาอย่างไร ?
คำ
แนะนำทั่วๆ ไปสำหรับผู้ที่มีอาการคันแบบนี้คือ
ควรรักษาความสะอาดบริเวณนี้ทุกครั้งที่ขับถ่ายดังที่กล่าวไปแล้วในข้อก่อน
หน้านี้ นอกจากนี้ยังควรสวมกางเกงในทำด้วยผ้าฝ้ายและมีลักษณะหลวมๆ
หรืออาจเป็นกางเกงในประเภทบ็อกเซอร์
ให้ลมพัดผ่านสะดวกเพื่อทำให้บริเวณนี้แห้ง
รวม
ถึงควรเลือกทำความสะอาดกางเกงในด้วยผงซักฟอกสำหรับ"ผิวหนังที่ระคายเคือง
ง่าย และไม่ควรใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มที่มีกลิ่นหอม
เพราะสารเคมีที่ตกค้างอาจทำให้ผิวส่วนนี้ระคายเคือง

รวม
ถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารดังที่อธิบายไปแล้วด้วย และอาจจะลองทาครีมหรือขี้ผึ้ง
1% hydrocortisone วันละ 2 ครั้ง ถ้าคันมากตอนกลางคืนและอดเกาไม่ไหว
อาจจะสวมถุงมือที่ทำด้วยผ้าฝ้ายก่อนนอน

ส่วน
ถ้าเครียดมากอาจต้องใช้เทคนิคการลดความเครียด เช่น การออกกำลังกาย
หางานอดิเรกทำ นั่งสมาธิ หรือปรึกษาจิตแพทย์ตามความเหมาะสม
เพราะความเครียดเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการคันได้จริง


ถ้าดูแลตัวเองตามที่กล่าวมาแล้ว แต่ก้นยังไม่หายคันก็ควรไปพบแพทย์ผิวหนัง
เพื่อรับการตรวจว่าเป็นโรคอะไร
จะได้รักษาอย่างถูกต้องเหมาะสมตามสาเหตุที่เป็

กินกล้วยวันละ 2 ผล เกิดประโยชน์มหาศาล

ถ้า ต้องการให้ระดับพลังงานที่หย่อนยานลงให้กลับคืนมาอย่างรวดเร็วไม่มีอาหาร ว่างใดดีไปกว่ากล้วย อุดมด้วยน้ำตาลธรรมชาติ 3 ชนิด คือ ซูโครส ฟรุคโทส และกลูโคส รวมกับเส้นใยและกากอาหาร กล้วยจะช่วยเสริมเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายทันทีทันใด จากงานวิจัยพบว่ากินกล้วยแค่ 2 ผล ก็สามารถเพิ่มพลังงานให้อย่างเพียงพอ กับการออกกำลังกายอย่างเต็มที่ได้นานถึง 90 นาที

จึงไม่น่าแปลกใจที่กล้วยเป็นผลไม้อันดับหนึ่งของนักกีฬาชั้นนำระดับโลก ไม่ใช่เพียงแค่เพิ่มพลังงานเท่านั้นยังช่วยเอาชนะ และป้องกันโรคต่าง ๆ ที่จะเกิดกับร่างกายได้อีกหลายโรค จึงควรรับประทานทุกวัน

1. โรคโลหิตจาง ในกล้วยมีธาตุเหล็กสูงจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นการผลิตฮีโมโกลบินในเลือด และจะช่วยในกรณีที่มีสภาวะขาดกำลัง หรือภาวะโลหิตจาง

2. โรคความดันโลหิตสูง มีธาตุโปรแตสเซียมสูงสุด แต่มีปริมาณเกลือต่ำ ทำให้เป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่จะช่วยความดันโลหิตมาก อย.ของอเมริกายินยอมให้อุตสาหกรรมการปลูกกล้วยสามารถ
โฆษณาได้ว่า กล้วยเป็นผลไม้พิเศษช่วยลดอันตรายอันเกิดจากเรื่องความดันโลหิตหรือโรคเส้นเลือดฝอยแตก

3. กำลังสมอง นักเรียน 200 คน ที่โรงเรียน Twickenham ได้รับผลดีจากการสอบตลอดปีนี้ ด้วยการรับประทานกล้วย
ในมื้ออาหารเช้า ตอนพัก และมื้ออาหารกลางวันทุกวัน เพื่อช่วยส่งเสริมกำลังของสมองในพวกเขา จากงานวิจัยแสดง
ให้เห็นว่าปริมาณโปรแตสเซียมที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในกล้วยสามารถให้นักเรียนมีการตื่นตัวในการเรียนมากขึ้น

4. โรคท้องผูก ปริมาณเส้นใยและกากอาหารที่มีอยู่ในกล้วยช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ และยังช่วยแก้
ปัญหาโรคท้องผูกโดยไม่ต้องกินยาถ่ายเลย

5. โรคความซึมเศร้า จากการสำรวจเร็ว ๆ นี้ ในจำนวนผู้ที่มีความทุกข์เกิดจากความซึมเศร้าหลายคนจะมี
ความรู้สึกที่ดีขึ้นมากหลังการกินกล้วย เพราะมีโปรตีนชนิดที่เรียกว่า try potophan เมื่อสารนี้เข้าไปในร่างกายจะ
ถูกเปลี่ยนเป็น serotonin เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นตัวผ่อนคลายปรับปรุงอารมณ์ให้ดีขึ้นได้ คือทำให้เรารู้สึกมีความสุข
เพิ่มขึ้นนั่นเอง

6. อาการเมาค้าง วิธีที่เร็วที่สุดที่จะแก้อาการเมาค้าง คือ การดื่มกล้วยปั่นกับนมและน้ำผึ้ง กล้วยจะทำให้
กระเพาะของเราสงบลง ส่วนน้ำผึ้งจะเป็นตัวช่วยหนุนเสริมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดที่หมดไปในขณะที่นมก็ช่วย
ปรับระดับของเหลวในร่างกายของเรา

7. อาการเสียดท้อง กล้วยมีสารลดกรดตามธรรมชาติที่มีผลต่อร่างกายของเรา ถ้าปัญาเกี่ยวกับอาการเสียด
ท้อง ลองกินกล้วยสักผล คุณจะรู้สึกผ่อนคลายจากอาการเสียดท้องได้

8. ความรู้สึกไม่สบายในตอนเช้า การกินกล้วยเป็นอาหารว่างระหว่างมื้ออาหาร จะรักษาระดับน้ำตาลใน
เส้นเลือดให้คงที่ เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่สบายในตอนเช้า

9. ยุงกัด ก่อนใช้ครีมทาแก้ยุงกัด ลองใช้ด้านในของเปลือกกล้วยทาบริเวณที่ถูกยุงกัด มีหลายคนพบอย่าง
มหัศจรรย์ว่า เปลือกกล้วยสามารถแก้เม็ดผื่นคันที่เกิดจากยุงกัดได้

10. ระบบระสาท ในกล้วยมีวิตามินบี สูงมาก ช่วยทำให้ระบบประสาทสงบลงได้ โรคน้ำหนักเกินและโรคที่
เกิดในที่ทำงาน จากการศึกษาของสถาบันจิตวิทยาในออสเตรียค้นพบว่า ความกดดันในที่ทำงานเป็นเหตุนำไปสู่
การกินอย่างจุบจิบ เช่นอาหารพวกช็อคโกแล็ต และอาหารประเภททอดกรอบต่าง ๆ ในนจำนวนคนไข้ 5,000 คน
ในโรงพยาบายต่าง ๆ นักวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่เป็นโรคอ้วนมากเกินไป และส่วนใหญ่ทำงานภายใต้ความกดดันสูง
มาก จากรายงานสรุปว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการตื่นตระหนกและนำไปสู่การกินอาหารอย่างบ้าคลั่ง เราจึงต้องควบคุม
ปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือด ด้วยการกินอาหารว่างที่มีปริมาณคาร์โบโฮเดรตสูง เช่น กินกล้วยทุก 2 ชั่วโมง
เพื่อรักษาปริมาณน้ำตาลให้คงที่ตลอดเวลา ไม่ต้องคำนึงถึงเรื่อยยา การกินกล้วยที่มีวิตามินบี 6 ซึ่งประกอบด้วย
สารควบคุมระดับกลูโคสที่สามารถมีผลต่ออารมณ์ได้

11. โรคลำไส้เป็นแผล กล้วยเป็นอาหารที่แพทย์ใช้ควบคุม เพื่อต้านทานการเกิดโรคลำไส้เป็นแผล เพราะ
เนื้อของกล้วยมีความอ่อนนิ่มพอดี เป็นผลไม้ชนิดเดียวที่ทานได้ง่าย ๆ ไม่ยุ่งยากสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องโรค
ลำไส้เรื้อรัง และกล้วยยังมีสภาพเป็นกลางไม่เป็นกรด ทำให้ลดการระคายเคือง และยังไปเคลือบผนังลำไส้และ
กระเพาะอาหารด้วย

12. การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ในวัฒนธรรมของหลายแห่งเห็นว่ากล้วย คือผลไม้ที่สามารถทำให้
อุณหภูมิเย็นลงได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะอุณหภูมิของอารมณ์ของคนที่เป็นแม่ที่ชอบคาดหวัง
ตัวอย่างในประเทศไทย จะให้ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์รับประทานกล้วยทุกวันเพื่อให้แน่ใจว่า ทกรกที่เกิดมา
จะมีอุณหภูมิเย็น

13. ความสับสนของอารมณ์เป็นครั้งคราว กล้วยสามารถช่วยในเรื่องของอารมณ์และความสับสนได้
เพราะในกล้วยมีสารตามธรรมชาติ try potophan ทำให้อารมณ์ดี

14. การสูบบุหรี่ กล้วยสามารถช่วยคนที่กำลังพยายามเลิกสูบบุหรี่ เนื่องจากในกล้วยมีปริมาณของวิตามินซี
เอ บี6 และบี 12 ที่สูงมาก และยังมีโปรแตสเซียมกับแมกนีเซียม ที่ช่วยทำให้ร่างกายฟื้นคืนตัวได้เร็วอันเป็นผล
จากการลดเลิกนิโคตินนั่นเอง

15. ความเครียด โปรแตสเซียมเป็นสารอาหารสำคัญ ที่ช่วยให้การเต้นของหัวใจเป็นปกติ การส่งออกซิเจน
ไปยังสมอง และปรับระดับน้ำในร่างกาย เวลาเกิดอารมณ์เครียด อัตรา metabolic ในร่างกายของเราจะขึ้นสูง
และทำให้ระดับโปรแตสเซียมในร่างกายของเราลดลง แต่โปรแตสเซียมที่มีอยู่สูงมากในกล้วยจะช่วยให้เกิด
ความสมดุล

16. เส้นเลือดฝอยแตก จากการวิจัยที่ลงในวารสาร "The New England Journal of Medicine" การกิน
กล้วยเป็นประจำสามารถลดอันตรายที่เกิดกับเส้นโลหิตแตกได้ถึง 40%

17. โรคหูด การรักษาหูดด้วยวิธีทางเลือกแบบธรรมชาติ โดยการใช้เปลือกของกล้วยวางปิดลงไปบนหูด
แล้วใช้แผ่นปิดแผลหรือเทปติดไว้ให้ด้านสีเหลืองของเปลือกกล้วยออกด้านนอก ก็จะสามารถรักษาโรคหูดให้
หายได้

เห็น หรือไม่ว่า กล้วยรักษาโรคต่าง ๆ อย่างธรรมชาติได้มากมาย ท่านควรลองพิสูจน์ด้วยตัวเองบ้าง ว่าจะได้ผลตามที่กล่าวหรือไม่ และเมื่อเปรียบเทียบแอปเปิ้ลแล้ว กล้วยมีโปรตีนมากกว่าแอปเปิ้ล 4 เท่า มี คาร์โบรไฮเดรตมากกว่า 2 เท่า มีฟอสฟอรัสมากกว่า 3 เท่า มีวิตามินเอ และธาตุเหล็กมากกว่า 5 เท่า และมีวิตามินรวมทั้งแร่ธาตุอื่น มากกว่าอีก 2 เท่า และกล้วยยังอุดมด้วยโปรแตสเซียม กล้วยจึงเป็นหนึ่งในอาหารที่ดี
ที่สุด

ดัง นั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เคยกินแอปเปิ้ลวันละผลทุกวันไม่ต้องไปหาหมอ หันมาคุ้นเคยกับคำว่า "กินกล้วยวันละผล ก็ไม่ต้องไปหาหมอ" นอกจากนี้มีคนที่เคยเป็นตะคริวที่เท้า ข้อเท้า และน่อง แนะนำให้กิน กล้วยทุกวัน ตั้งแต่นั้นมาไม่เป็นตะคริวอีกเลย และหายไป

(มาจากวารสารสารอโศก อันดับ 261 มิถุนายน 2546 ISSN 0857-7585)

กาแฟร้อนเพิ่มโอกาสเป็นมะเร็ง

กาแฟร้อนเพิ่มโอกาสเป็นมะเร็ง

คอกาแฟคงมึนตึ้บถ้าได้รู้ว่า เครื่องดื่มสุดโปรดกำลัง

เป็นแม่สื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างคุณกับโรคมะเร็ง

หลอดอาหาร เพราะอุณหภูมิของน้ำที่เราใช้ชงกาแฟ

มักจะอยู่ที่ 60-70 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่านั้น

ซึ่งผลวิจัยบอกมาว่า

คนดื่มกาแฟร้อนจัดในอุณหภูมิ 70 องศาขึ้นไปเป็นประจำ

จะมีโอกาสเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น 8 เท่า

คนดื่มชาร้อนจัดในอุณหภูมิ 60-65 องศาขึ้นไปเป็นประจำ

จะมีโอกาสเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น 2 เท่า

การดื่มชาร้อนด้วยความเร็วถ้วยละ 2 นาที จะทำให้มีโอกาส

เป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น 5 เท่า

ทางรอดปลอดภัยของคอชากาแฟก็คือ หลังจากการชงเสร็จ

ต้องรอประมาณ 3 นาทีให้ความร้อนในถ้วยลดลงก่อน แล้ว

จึงค่อยจิบช้าๆ หรือถ้าคุณใส่นมลงไปในชากาแฟด้วยก็จะช่วย

ลดความร้อนลงได้

-----------------------

ขอบคุณนิตยสาร SPICY