homeowners insurance Claim home insurance Claim state farm car insurance Claim comprehensive insurance Claim commercial insurance Claim cheap auto insurance Claim cheap health insurance Claim indemnity Claim car insurance companies Claim progressive quote Claim usaa car insurance Claim insurance near me Claim term life insurance Claim auto insurance near me Claim state farm car insurance Claim comprehensive insurance Claim progressive home insurance Claim house insurance Claim progressive renters insurance Claim state farm insurance quote Claim metlife auto insurance Claim best insurance companies Claim progressive auto insurance quote Claim cheap car insurance quotes Claim allstate car insurance Claim rental car insurance Claim car insurance online Claim liberty mutual car insurance Claim cheap car insurance near me Claim best auto insurance Claim home insurance companies Claim usaa home insurance Claim list of car insurance companies Claim full coverage insurance Claim allstate insurance near me Claim cheap insurance quotes Claim national insurance Claim progressive home insurance Claim house insurance Claim health insurance quotes Claim ameritas dental Claim state farm renters insurance Claim medicare supplement plans Claim progressive renters insurance Claim aetna providers Claim title insurance Claim sr22 insurance Claim medicare advantage plans Claim aetna health insurance Claim ambetter insurance Claim umr insurance Claim massmutual 401k Claim private health insurance Claim assurant renters insurance Claim assurant insurance Claim dental insurance plans Claim state farm insurance quote Claim health insurance plans Claim workers compensation insurance Claim geha dental Claim metlife auto insurance Claim boat insurance Claim aarp insurance Claim costco insurance Claim flood insurance Claim best insurance companies Claim cheap car insurance quotes Claim best travel insurance Claim insurance agents near me Claim car insurance Claim car insurance quotes Claim auto insurance Claim auto insurance quotes Claim long term care insurance Claim auto insurance companies Claim home insurance quotes Claim cheap car insurance quotes Claim affordable car insurance Claim professional liability insurance Claim cheap car insurance near me Claim small business insurance Claim vehicle insurance Claim best auto insurance Claim full coverage insurance Claim motorcycle insurance quote Claim homeowners insurance quote Claim errors and omissions insurance Claim general liability insurance Claim best renters insurance Claim cheap home insurance Claim cheap insurance near me Claim cheap full coverage insurance Claim cheap life insurance Claim

ใบเตย พืชธรรมดาที่ไม่ธรรมดา


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 สิงหาคม 2547 14:20 น.

       ใบอะไรเอ่ย ใช้ได้สารพัดประโยชน์ ใช้กินก็ได้ ใช้ดื่มก็ดี กลิ่นก็หอมชื่นใจ แถมยังมีประโยชน์มากมายต่อร่างกายอีกด้วย??
      
       หากยังนึกไม่ออก "108 เคล็ดกิน" จะเฉลยให้ก็ได้ว่าใบที่ว่านั่นก็คือ "ใบเตย" พืชพื้นบ้านของไทยเรานั่นเอง
      
       ใบเตย ถูกนำมาใส่เพื่อเพิ่มสีเพิ่มกลิ่นให้ขนมไทยหลายๆ อย่าง ถูกนำมาเป็นเครื่องดื่มดับกระหาย แถมบางครั้ง ก็ยังทำหน้าที่เป็นเหมือนน้ำหอมดับกลิ่นในรถยนต์อย่างที่เห็นในรถแท็กซี่ บ่อยๆ
      
       แต่ถึงอย่างนั้น บางคนก็อาจยังไม่ทราบถึงประโยชน์จริงๆ ของใบเตย ซึ่งจะขอนำมาบอกเล่าให้ทราบกันว่า ในใบเตยนั้นประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหย และคลอโรฟิลด์ ใบของต้นเตยนั้น เมื่อนำมาชงเป็นเครื่องดื่มนอกจากจะช่วยให้ชุ่มคอ ชื่นใจ สามารถลดการกระหายน้ำได้แล้ว ก็ยังช่วยบำรุงหัวใจได้อีกด้วย และถ้านำใบสดมาตำก็สามารถรักษาโรคผิวหนัง และโรคหัดได้ ส่วนรากของใบเตยก็สามารถช่วยขับปัสสาวะและรักษาโรคเบาหวานได้ หากเอามาชงเป็นชาก็จะสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยผู้ป่วยสามารถนำใบเตยมาทำเป็นชาไว้ดื่มเอง เพียงนำใบเตยมาล้างให้สะอาด ตากแดดให้แห้ง นำมาชงกับน้ำร้อนดื่มได้เลย หรือหากจะเก็บไว้ชงได้นานๆ ก็ให้นำไปเตยที่หั่นแล้วนั้นไปคั่วไฟอ่อนๆ จนแห้งดี และเก็บใส่ภาชนะปิดฝาให้เรียบร้อย หากอยากดื่มขึ้นมาเมื่อไรก็นำมาชงได้ทันที
      
       
คราวนี้ก็ได้รู้กันแล้วว่า ใบเตย พืชธรรมดาแต่คุณค่าไม่ธรรมดาที่เราได้เคยพบเคยเห็นกันจนชาชินจนดูเหมือนไม่ มีความสำคัญนั้น จริงๆ แล้ว มีดีมากกว่าที่ใครๆ คิดไว้เสียอีก ว่าแล้วก็คอแห้ง ต้องขอตัวไปหาน้ำใบเตยหอมๆ มาดื่มหน่อยดีกว่า
      
ใบบัวบก...ประโยชน์ที่มากกว่าแก้ช้ำใน
 โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 พฤศจิกายน 2547 16:44 น.

       "108 เคล็ดกิน" เคยได้ยินอยู่บ่อยๆ ว่าหากใครเกิดอาการช้ำในเมื่อไรละก็ ให้ไปหาน้ำใบบัวบกมาดื่มซะ จนกลายเป็นว่า นึกถึงใบบัวบกเมื่อไร ก็ต้องนึกถึงสรรพคุณแก้ช้ำในทุกครั้งไป
      
       แต่นอกจากการแก้ช้ำในแล้ว ใบบัวบกยังมีประโยชน์มากกว่านั้น การ บริโภคใบบัวบกจะช่วยบำรุงสมอง ทั้งช่วยซ่อมแซมสมองส่วนที่ถูกทำลายไปแล้ว และช่วยป้องกันไม่ให้สมองส่วนที่ยังปกติดีอยู่นั้นถูกทำลายลง แถมยังช่วยให้ความทรงจำมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยลดความเครียดได้ด้วย ใบบัวบกยังช่วยกระตุ้นระบบการรับส่งกระแสประสาท ปฏิกิริยารีเฟลกซ์ (Reflex Reaction) หรือปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น จึงช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงาน และยังช่วยควบคุมระดับแรงดันโลหิตให้เป็นปกติ ลดภาวะความเป็นหมันได้อีกด้วย
       

       นอกจากนั้น ในใบบัวบกยังมีสารไกลโคไซด์ (Glycosides) ซึ่งจะช่วยต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระ ที่จะทำให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายเราเสื่อมเร็ว และสารที่ว่านั้นก็ยังช่วยสร้างคอลลาเจน (Collagen) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้แผลสมานตัวกันเร็วขึ้น สำหรับผู้ที่มีแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก หรือฟกช้ำตามร่างกาย ให้ใช้ใบบัวบกตำละเอียดแล้วคั้นเอาน้ำมาทาหรือเอากากมาพอกไว้ที่แผล ก็จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น และยังช่วยเร่งการสร้างเนื้อเยื้อ ลดการติดเชื้อ ช่วยห้ามเลือด ลดการอักเสบ ทั้งยังลดการเกิดแผลเป็นชนิดนูนได้ด้วย ประโยชน์เยอะขนาดนี้ ปลูกเอาไว้ใช้ที่บ้านก็คงไม่เสียหลาย แถมยังคุ้มค่าเสียอีก

 ถอนพิษน้ำเมา...ด้วยผักบุ้ง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 10 มกราคม 2548 18:30 น.

       หลายๆ คนรวมทั้ง “108 เคล็ดกิน” อาจจะเคยได้ยินประโยชน์ของผักบุ้งว่ากินแล้วตาหวาน แต่เจ้าผักพื้นบ้านชนิดนี้ไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่นั้น ผักบุ้งหรือที่เรียกอีกอย่างว่าผักทอดยอดนั้นยังถือเป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่ มีคุณค่าทางยามากอีกด้วย
      
       เราสามารถพบเห็นเจ้าผักบุ้งชูยอดแตกใบได้ทั่วไปตามแหล่งน้ำหรือที่ ชื้นแฉะ ไม่ว่าจะเป็นลำคลอง หนอง บึง ทุ่งนา ร่องน้ำต่าง ๆซึ่งชาวบ้านมักอาศัยเก็บจากแหล่งน้ำทั่วไปโดยไม่ต้องปลูก และไม่ต้องซื้อหาจากตลาด ยิ่งเด็ดมากยอดใหม่ก็ยิ่งแตกเพิ่มมากขึ้น และทุกวันนี้เราอาจจะพบเจ้าผักตาหวานได้ง่ายๆ ในเมนูอย่างก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ แกงเทโพ แกงส้ม แกงคั่ว เกาเหลา แม้แต่ยอดอ่อนสด ๆ ก็นิยมนำมารับประทานกับส้มตำ น้ำพริก ขนมจีนน้ำยา ลาบก้อย ยำต่างๆ หรือถ้าไม่ชอบรับประทานสดจะลวก และราดกะทิเพื่อให้น่ากินยิ่งขึ้นก็ทำได้
      
       ประโยชน์อย่างหนึ่งของผักบุ้งที่ไม่ค่อยมีใครรู้ก็คือ ผักบุ้งเป็นหนึ่งในตำรายาไทย คือถือเป็นยาเย็นแก้ถอนพิษเมื่อเมาอีกด้วย นอกจากนั้นคุณค่าของผักบุ้งอยู่ที่สารเบต้าแคโรทีนอันเป็นแหล่งวิตามินเอ ซึ่งนอกจากจะช่วยบำรุงสายตา ทำให้ดวงตามีน้ำหล่อเลี้ยง เป็นประกายสวยงาม ไม่แสบ หรือรู้สึกแห้งในตาแล้ว ผักบุ้งไทยโดยเฉพาะชนิดต้นขาวจะมีวิตามินซีสูงกว่าชนิดอื่น ๆ ช่วยบำรุงรักษาเหงือก ฟัน ให้แข็งแรง ช่วยทำให้ผิวสวย เลือดดี และเพิ่มความต้านทานโรค ไม่เกิดอาการ แพ้ ต่าง ๆ ง่าย เคล็ดลับอยู่ที่ต้องกินสด ๆ คุณค่าทางวิตามินจะได้ไม่สูญเสียไป
      
       นอกจากนี้ยังมีธาตุเหล็กช่วยบำรุงเลือด มีแคลเซียม และฟอสฟอรัส บำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง รวมทั้งมีเส้นใย อาหารที่ช่วยให้ระบบขับถ่ายคล่องขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นผักบุ้งยังมีสารชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่ช่วยลดน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน และการเอาน้ำผักบุ้งผสมเกลืออมไว้ในปากประมาณ 2 นาที ทำวันละ 2 ครั้ง ก็จะช่วยรักษาแผลร้อนในในปากได้ด้วย

 “ตำลึง”ประโยชน์ล้นเหลือ
 โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 กุมภาพันธ์ 2548 17:54 น.

       ยังจำผักสวนครัวรั้วกินได้ที่มีชื่อว่า “ตำลึง” กันได้ไหมเอ่ย?
       

       ตำลึง ซึ่งมีลักษณะเป็นเถาไม้เลื้อย มีมือจับเกาะยึดต้นไม้อื่นๆ มีดอกสีขาว มีผลเป็นรูปยาวรีคล้ายแตงกวา มีใบเป็นรูปทรงคล้ายหัวใจ เวลาเอาใบและยอดอ่อนๆ มาแกงจืดกับหมูสับแล้วละก็... อร่อยอย่าบอกใคร
      
       ไม่ใช่แค่อร่อยอย่างเดียว แต่ตำลึงยังมีประโยชน์อีกมาก
มี ทั้งสารเบต้าแคโรทีนที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง ลดน้ำตาลในเลือด และหัวใจขาดเลือด มีแคลเซียมช่วยบำรุงกระดูกและฟัน มีฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ไนอาซิน และวิตามินซี ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า หากใครกินตำลึงบ่อยๆ เส้นใยอาหารในตำลึงก็สามารถช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะ อาหารและได้อีกด้วย
       

       นอกจากนั้นตามตำราแพทย์แผนโบราณ
ตำลึงถือเป็น ยาเย็น ใบช่วยขับพิษ และถอนพิษไข้ แก้อาการแพ้ อักเสบ แมลงมีพิษกัดต่อย แก้แสบคัน โดยใช้ใบตำลึงสดๆ ประมาณ 1 กำมือมาล้างให้สะอาด แล้วตำให้ละเอียด ผสมน้ำเล็กน้อย นำมาทาบริเวณที่มีอาการคันก็จะหายได้
       

       ตำลึงเป็นผักที่พบได้ง่าย แถมปลูกก็ยังง่าย เพียงแค่เอาเมล็ดจากผลที่สุกจัดๆ มาเพาะ หรือเอาเถาแก่ยาวประมาณ 6-8 นิ้ว มาปักลงในดินผสมปุ๋ย หมั่นรดน้ำบ่อยๆ และหาไม้มาทำหลักให้ตำลึงเลื้อยเมื่อเถาเริ่มงอก ปลูกเอาเองไม่ต้องซื้อของใคร แค่นี้ก็ได้ต้นตำลึงเอาไว้กินแกงจืดกันได้ทุกมื้อ และถ้ายิ่งเด็ด ยอดตำลึงก็จะยิ่งขึ้นงาม เพราะฉะนั้นจะลองเปลี่ยนเมนูเป็นแกงเลียง ต้มเลือดหมู หรือจะนึ่งจิ้มน้ำพริกก็กินกันได้ไม่มีเบื่อ

 หลากคุณค่าจากแมงลัก…ผักสวนครัว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 กุมภาพันธ์ 2548 17:20 น.
 
       "แมงลัก" ผักสวนครัวชื่อแปลก ที่มีหน้าตาคล้ายกับกะเพราและโหระพา เป็นผักที่แม่บ้านชาวไทยรู้จักกันดี เนื่องจากนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารได้หลากหลาย เช่น เอาใบมาใส่ในแกงเลียง หรือกินสดๆ คู่กับขนมจีนก็อร่อยเด็ด
      
       ใบแมงลักนี้มีประโยชน์มาก
ทั้งช่วยขับเหงื่อ ขับลมในลำไส้ แก้วิงเวียน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ หรือใครจะนำใบแมงลักมาต้มกับน้ำ ดื่มเป็นประจำก็จะช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับลำไส้หรือโรคทางเดินอาหารได้ด้วย และใบแมงลักยังให้สารเบต้าแคโรทีนและแคลเซียม ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน
      
       แต่สำหรับสาวๆ หลายคนอาจจะรู้จักสรรพคุณของเม็ดแมงลักมากกว่าใบแมงลัก เพราะเม็ดแมงลักนั้น มักจะถูกนำไปทำเป็นอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วน
เนื่อง จากเม็ดแมงลักไม่ก่อให้เกิดพลังงาน และยังมีสรรพคุณเป็นยาระบาย ช่วยให้ขับถ่ายสะดวก แถมยังช่วยลดไขมันในเส้นเลือด และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจอีกด้วย วิธีกินก็ให้นำเมล็ดแมงลักประมาณ 2 ช้อนชา ผสมน้ำร้อน 1 แก้ว หรือจะชงกับน้ำผึ้งหรือน้ำสมุนไพรต่างๆ ก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องรอให้เม็ดแมงลักพองตัวเต็มที่เสียก่อนจึงค่อยกิน มิฉะนั้นละก็ แทนที่จะช่วยระบาย ก็กลับจะทำให้ท้องผูกแทน แล้วจะหาว่า “108 เคล็ดกิน” ไม่เตือน

 อร่อยหน้าร้อนแบบปลอดภัยกับ “ทุเรียน”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 เมษายน 2548 17:51 น.


       ช่วงหน้าร้อนแบบนี้แหละที่เป็นเวลาทองของผู้ที่ชื่นชอบผลไม้ที่มีหนามแหลมอย่าง “ทุเรียน” ที่ได้รับคำยกย่องว่าเป็นถึงราชาผลไม้เลยทีเดียว “108 เคล็ดกิน” เองก็เป็นหนึ่งในผู้รักทุเรียนเช่นกัน จึงรู้สึกดีใจที่มองไปทางไหนก็จะเห็นเหล่าทุเรียนวางสลอนอยู่ตามแผงให้บรรดา คนรักทุเรียนได้เลือกซื้อกัน
      
       หลายๆ คนก็รู้ว่าทุเรียนนั้นเป็นผลไม้ที่เต็มไปด้วยคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล แถมยังให้พลังงานสูงกว่าผลไม้ทั่วๆ ไปถึง 3-4 เท่า แต่ก็อดใจไม่ค่อยไหวทุกทีเวลาที่ได้กิน มักจะต้องมีอันที่สอง สาม สี่ ตามมาเรื่อยๆ แบบหยุดไม่ได้ แต่ดูเหมือนทุเรียนจะมีคนรักกับคนชังเท่าๆ กัน ซึ่งคนที่ไม่ชอบนั้นบางคนถึงกับกับทนกลิ่นของทุเรียนไม่ได้เลย
      
       
สำหรับคนที่ชอบกินทุเรียนมากๆ ก็ต้องระวังให้ดี เพราะที่ผ่านมาก็เคยมีข่าวแล้วว่ามีคนกินทุเรียนมากเกินไปจนตาย เนื่องจากว่าทุเรียนนั้นให้พลังงานมาก เมื่อกินเข้าไปแล้วจะเกิดความร้อนขึ้นในร่างกายสูงกว่าปกติ สังเกตได้จากอาการร้อนในที่มักเกิดขึ้นหลังการกินทุเรียน สำหรับคนที่มีโรคประจำตัวอย่าง โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ความร้อนที่เกิดจากการกินทุเรียนมากๆ นั้นก็จะทำให้โรคกำเริบได้ ถึงกับเสียชีวิตไปเลยก็มี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกินทุเรียนกับเหล้าหรือเบียร์นั้นถือเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะสารซัลเฟอร์ในทุเรียนจะทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ ก่อให้เกิดพิษแก่ร่างกาย เป็นอันตรายถึงชีวิตได้
      
       
แต่ทุเรียนนั้นนอกจากจะกินอร่อยแล้ว ส่วนอื่นๆ ของมันก็ยังมีประโยชน์ทางยาอีกมาก เช่นใช้ใบต้มน้ำอาบแก้ไข้ แก้โรคดีซ่านได้ รากต้นทุเรียนก็ยังนำมาต้มดื่มแก้ไข้แก้ท้องร่วงได้ด้วย รวมทั้งเนื้อที่แสนจะอร่อย ก็ยังช่วยแก้โรคผิวหนังและขับพยาธิได้ เปลือกทุเรียนก็เอามาจุดไฟสุมไล่ยุงก็ได้ ฝากอีกนิดหนึ่งสำหรับคนที่ไม่อยากเป็นร้อนใน โบราณเขาว่าให้กินมังคุดซึ่งเป็นผลไม้ที่มีรสเย็นตามเข้าไป แค่นี้ก็กินทุเรียนได้อย่างมีความสุขแล้ว
 "มะระ" ขม แต่ดี

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 31 พฤษภาคม 2548 16:49 น.

       "หวานเป็นลม ขมเป็นยา"
       

       ข้อความนี้เชื่อวาหลายๆคนคงคุ้นกันดี เพราะขึ้นชื่อว่าของขมๆ แล้ว ใครก็คงไม่อยากกิน แต่ก็มีผักอยู่ชนิดหนึ่งที่ขมแสนขม แต่เราก็ยังนำมาทำอาหารได้ แถมอร่อยเสียด้วย นั่นก็คือ "มะระ" นั่นเอง ที่เมืองไทยเรามีมะระให้เลือกกินถึงสองชนิด คือมะระจีน เป็นมะระลูกใหญ่ที่นิยมนำมาทำแกงจืดมะระหมูสับ หรือกินกับกุ้งแช่น้ำปลา และมะระขี้นกลูกเล็กๆ สีเขียวเข้ม รสขมจัด นิยมนำมาลวกจิ้มน้ำพริก
      
       รสขมๆ ของมะระนั้น มีประโยชน์ตรงที่ช่วยทำให้เจริญอาหาร เพราะรสขมจะช่วยกระตุ้นให้น้ำย่อยออกมามากกว่าปกติ ทำให้เอร็ดอร่อยกับอาหารได้มากขึ้น และให้แร่ธาตุสำคัญอย่างแคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินซี ไนอาซิน และเบต้าแคโรทีน แถมเป็นยาระบายอ่อนๆ และยังช่วยลดน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานได้ รวมทั้งเชื่อว่ามะระช่วยบำรุงน้ำดี แก้ตับม้ามอักเสบ ขับพยาธิ แก้อักเสบจากพิษต่างๆ ที่สำคัญมะระขี้นกนั้น
      
       นอกจากผลแล้ว มะระก็ยังมีประโยชน์ทั้งใบ เมล็ดและราก ใบมีรสขม คั้นเอาแต่น้ำดื่มแก้ท่อน้ำดีอักเสบ ช่วยเจริญอาหาร แต่ถ้าใช้มากอาจทำให้อาเจียนได้ แก้ไข้ตัวร้อน ดับพิษร้อน แก้อักเสบฟกช้ำ ส่วนเมล็ดรสขมมีฤทธิ์ขับพยาธิตัวกลม รากต้มน้ำดื่ม รักษาโรคริดสีดวงทวารได้
      
       ประโยชน์เยอะขนาดนี้ แม้ขมก็ต้องยอมกิน แต่ "108 เคล็ดกิน" มีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ สำหรับคนที่ไม่อยากให้มะระขมจนเกินไป ลองนำมะระไปคลุกกับเกลือป่นก่อนสักครู่ก่อนปรุง ต้มมะระแบบไม่ต้องปิดฝาหม้อ หรือต้มแล้วจะเทน้ำทิ้งความขมไปก่อนสักหนึ่งครั้งแล้วต้มใหม่อีกรอบ ก็จะช่วยลดความขมลงได้

 หญ้าหนวดแมว...หญ้ารักษาโรค

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 สิงหาคม 2548 16:58 น.

       ใครที่วันๆ ดื่มน้ำแค่นิดเดียว แถมยังชอบกลั้นปัสสาวะบ่อยๆ รับรองได้ว่าไม่ช้าไม่นานโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบจะถามหา และขืนทำบ่อยๆ เข้าอาการก็จะหนักจนกลายเป็นโรคนิ่วได้
      
       แต่รู้ไหมว่ามีสมุนไพรไทยอยู่ตัวหนึ่ง ที่มีสรรพคุณช่วยรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ นั่นก็คือ “หญ้าหนวดแมว” พืชล้มลุกที่หน้าตาคล้ายกับกะเพราหรือโหระพา มีดอกสีขาวหรือสีม่วง และเกสรตัวผู้จะมีลักษณะเป็นเส้นยาวออกมาคล้ายหนวดแมว จนเป็นที่มาของชื่อมันนั่นเอง
      
       ในหญ้าหนวดแมวนั้น จะมีธาตุโพแทสเซียมมาก ซึ่งจะช่วยเพิ่มการขับกรดยูริค หรือช่วยขับปัสสาวะ และช่วยให้เกลือยูเรตไม่จับตัวกันเป็นก้อนนิ่ว รวมทั้งหญ้าหนวดแมวยังช่วยป้องกันไม่ให้แคลเซียมตกค้างในไต ลดการเกิดนิ่วได้ แถมยังช่วยขยายท่อไตทำให้อาการปวดลดลง นอกจากนั้นการที่เราปัสสาวะถี่ขึ้น ก็จะทำให้นิ่วก้อนเล็กๆเคลื่อนลงมาได้ ส่วนวิธีบริโภคหญ้าหนวดแมวก็คือ นำใบและดอกที่ตากแห้งประมาณหยิบมือหนึ่งมาต้มกับน้ำ 1 ขวด ต้มน้ำให้เดือดแล้วใส่หญ้าหนวดแมวลงไป ปิดฝาหม้อไว้สัก 20 นาทีเป็นอันใช้ได้
      
       มีข้อควรระวังอย่างหนึ่งคือ ในหญ้าหนวดแมวนั้นมีโพแทสเซียมมาก จึงไม่ควรให้ผู้ที่เป็นโรคหัวใจดื่ม เพราะจะทำให้กระตุ้นหัวใจ เป็นอันตรายได้

 สอนลูกกินผักให้เป็น

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 6 กันยายน 2548 15:41 น.


       ชอบผักๆๆ กินผักๆๆ... บางคนกินผักได้อย่างเอร็ดอร่อย แต่บางคนแค่เห็นก็ถึงกับส่ายหน้า ทำยังไงๆ ก็ไม่ยอมกินและให้เหตุผลว่า...ไม่ชอบกินผัก "108 เคล็ดกิน" ว่า เรื่องแบบนี้เป็นกันมาตั้งแต่เด็ก เพราะฉะนั้นใครที่ไม่อยากให้ลูกเป็นคนเลือกกินละก็ ต้องหัดให้ลูกกินผักไว้ตั้งแต่เด็กๆ เลยเป็นดี
      
       เด็กจะสามารถเริ่มกินผักได้ตั้งแต่อายุ 5 เดือนขึ้นไป ในช่วงนี้ต้องเริ่มให้เด็กกินผักนิ่มๆ อย่างใบตำลึง ผักกาดขาว ฟักทอง เป็นต้น ส่วนผักที่มีกลิ่นฉุนอย่างผักชี ต้นหอมนั้น สามารถให้ลูกกินได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 8-9 เดือน เพราะในช่วงนี้เด็กจะยังไม่รู้จักกลิ่นและรส เป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดที่จะหัดให้กินผัก
      
       การทำรูปลักษณ์ของผักให้น่ากินก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เด็ก ๆ อยากกินผักมากขึ้น เช่น ผักที่แกะสลักเป็นรูปต่างๆ หรือผักชุบแป้งทอด แต่ที่สำคัญที่สุด คือ พ่อและแม่จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูกๆ ด้วยการกินผักให้ลูกเห็น หรือกล่าวชมเชยเวลาที่ลูกกินผักได้เอง และอย่าใช้วิธีบังคับให้กินให้ได้ เพราะเด็กจะเกิดความรู้สึกต่อต้าน
      
       อย่าลืมว่าผักเป็นอาหารชนิดหนึ่งที่สำคัญมากๆ และเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะฉะนั้นหากใครกำลังมีลูกเล็กๆ ก็มาหัดให้ลูกกินผักให้เป็นกันดีกว่า จะได้มีสุขภาพแข็งแรง แถมยังดูเป็นคนกินง่ายไม่เรื่องมากอีกด้วย

 จะทำยังไง...เมื่อคนผอมอยากอ้วน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 กันยายน 2548 17:00 น.

       เดี๋ยวนี้เวลามองไปทางไหนก็เห็นแต่คนอ้วนอยากผอม ดูโฆษณาทางทีวีทีไรก็เห็นมีแต่ผลิตภัณฑ์ขายความผอม แต่ "108 เคล็ดกิน" ก็รู้นะว่ายังมีคนผอมอีกหลายคนที่อยากจะเพิ่มน้ำหนักให้ตัวเองดูมีเนื้อมีหนังขึ้นมาบ้าง แต่กินยังไง้...ยังไงน้ำหนักก็ไม่ขึ้นเสียที
       

       ผู้ที่มีปัญหาเช่นนี้อาจเพราะว่าเป็นคนที่ใช้พลังงานมาก แต่พักผ่อนน้อย กินน้อย แถมเลือกกินอีกต่างหาก หรือสำหรับบางคนอาจเกิดจากปัญหาทางร่างกาย เช่นต่อมธัยรอยด์ทำงานมากเกินไป ทำให้อาหารถูกเผาผลาญมาก หรือลำไส้ดูดซึมอาหารไม่ดี เป็นโรคกระเพาะ โรคลำไส้ เป็นต้น อันนี้ก็ต้องปรึกษาแพทย์กันไปตามอาการ
      
       
แต่ถ้าอยากอ้วนขึ้นด้วยการกินละก็ กองโภชนาการ กรมอนามัย เขาแนะนำมาว่า จะต้องกินอาหารให้ได้แคลอรี่วันละ 3,000-3,500 โดยกินอาหารที่ให้พลังงานสูงอย่าง เนย ไอศกรีม ขนมหวาน ผลไม้ที่ให้พลังงานสูงๆ และต้องกินอาหารจำพวกโปรตีน เช่น นม ไข่ ถั่ว เนื้อสัตว์ให้มากกว่าปกติ อย่ากินอาหารที่มันจัด หรือหวานจัด เพราะจะทำให้กินได้น้อยลง แล้วถ้าใครยังเบื่ออาหารอยู่อีกละก็ ต้องออกกำลังกายให้มากขึ้น และพักผ่อนให้เพียงพอ ทำให้ได้อย่างนี้แล้วน้ำหนักก็จะเพิ่มขึ้นได้

กินข้าวที่ “บ้านย่า” สัมผัสรสชาติอาหารไทย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 กรกฎาคม 2548 10:24 น.
โต๊ะนั่งมุมสบายภายในห้องเรือนกระจกที่ร้าน “บ้านย่า”
       พูดถึง “อาหารไทย” ขึ้นมา ต้องบอกว่าอาหารไทยของเรามีชื่อเสียงโด่งดังขจรไกลไปทั่วโลกเสียจริง ชาวต่างชาติไม่ว่าชาติไหนๆ ก็รู้จักอาหารไทย และหลงใหลในรสชาติของอาหารไทยกันทั้งนั้น
      
       ด้วยเพราะว่าอาหารไทยนั้นมีเสน่ห์ในเรื่องของรสชาติที่ถูกปาก ถูกลิ้น และเรื่องของการตกแต่งอาหารที่ดูสวยงามน่ากินก็เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์อาหาร อาหารไทยที่ทำให้ชวนกินเป็นอย่างยิ่ง
กระเบื้องกรอบบ้านย่า
       พูดไปพูดมาเริ่มเกิดอาการอยากกินอาหารไทยขึ้นมาแล้ว เอาเป็นว่ามื้อนี้ “ผู้จัดการตระเวนกิน”ขอถือโอกาสควงแขนแฟนนานุแฟนนักกินพากันไปกินอาหารไทย ที่ร้านอาหาร “บ้านย่า” ตรงสุขุมวิท ซอย 7 กันดีกว่า
      
       ร้านอาหาร “บ้านย่า” แห่งนี้ เป็นร้านอาหารไทยที่เปิดขายมานานกว่า 4 ปี แล้วมีคุณธนิสา อมาตยกุล (หนึ่ง) เป็นเจ้าของร้าน บรรยากาศเป็นร้านอาหารที่ดัดแปลงจากบ้านทั้งหลัง เป็นบ้านของคุณพัฒนเพิ่ม อมาตยกุล ซึ่งเป็นคุณย่าของคุณหนึ่ง แล้วก็เป็นที่มาของชื่อร้าน “บ้านย่า” นั่นเอง
      
       สำหรับแนวการตกแต่งของร้านนี้เป็นบรรยากาศร่วมสมัยมีสามส่วนด้วยกัน คือ มีโต๊ะนั่งด้านอกร้านรับลมเย็นๆ ด้านในมีส่วนของบาร์ และห้องเรือนกระจก ที่จัดโต๊ะนั่งได้บรรยากาศอบอุ่นเหมือนนั่งกินข้าวอยู่ที่บ้าน แถมมีโทรทัศน์ และนิตยสารไทยและต่างประเทศไว้บริการ
      
       ที่นี้มาถึงเรื่องของอาหารของ “บ้านย่า” นี้เป็นอาหารไทยแท้ๆ แต่โบราณที่หากินได้ยากในปัจจุบัน และก็มีเมนูไทยประยุกต์บ้างเป็นบางเมนู เพื่อให้ถูกปากลูกค้าคนรุ่นใหม่ ทว่าก็ยังคงยึดแนวการปรุงและวัตถุดิบของไทยเอาไว้เพื่อไม่ให้เสียเอกลักษณ์ ของความเป็นอาหารไทย
ข้าวมันส้มตำอัญชัน
       เอาล่ะไม่ขอพล่ามอะไรมากแล้ว ไปดูกันดีกว่าว่าเมนูอาหารไทยเด็ดๆ ที่ว่าน่ากินมีอะไรกันบ้าง เริ่มที่เมนูของกินเล่นๆ กระเบื้องกรอบบ้านย่า (100 บาท) หน้าตาเหมือนขนมเบื้องที่เป็น (ขนม) แต่เมนูนี้เป็นของคาว เป็นแผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะที่มีความบางเป็นพิเศษมาทอดกรอบ และใส่ไส้ข้างในเป็นมะพร้าวคลุกผสมกับเนื้อกุ้ง เหมือนไส้ขนมเบื้องญวน รสชาติหวาน เค็ม มัน หอม แผ่นแป้งกรอบ และมีอาจาดเป็นน้ำจิ้มเพิ่มรสชาติ
      
       ถัดมาเป็น ข้าวมันส้มตำอัญชัน (130 บาท) ที่มีความโดดเด่นตรงข้าวมันสีสันสดใสออกสีฟ้าอมม่วง เป็นข้าวมันใส่น้ำดอกอัญชัน ส่วนส้มตำเป็นส้มตำไทยรสชาติกลางๆ หวาน เปรี้ยว เค็ม กำลังดี และก็มีปีกไก่ทอดมาให้กินคู่กับข้าวมันและส้มตำด้วย
      
       ต่อด้วยเมนูขนมจีน มีทั้ง ขนมจีนซาวน้ำ (85 บาท) สูตรแบบโบราณ ครบเครื่องขนมจีนซาวน้ำ เด่นตรงน้ำกะทิราดขนมจีนซาวน้ำที่เรียกว่า แจงรอน จะมีหมูเด้งใส่มาด้วย ออกรสชาติหวานปะแล่มๆ เค็มนิดๆ หอมกลิ่นกะทิอ่อนๆ และก็มี ขนมจีนน้ำพริก (100 บาท) มาแบบครบเครื่องเหมือนกัน มีกุ้งชุปแป้งทอด ผักบุ้งชุปแป้งทอด มะละกอดิบ หัวปลี ถั่วฝักยาว เป็นเครื่องเคียง ความเด่นอยู่ตรงน้ำพริกรสชาติหวาน หอม เข้มข้น
ขนมจีนน้ำพริก
       ส่งท้ายด้วยเมนู ข้าวแช่อัญชัน (150 บาท) ที่ปกติจะหากินได้ก็เฉพาะหน้าร้อน แต่ที่นี่มีให้กินตลอดทั้งปี และข้าวแช่ของที่นี่ไม่ธรรมดาตรงที่ข้าวแช่มีสีม่วงครามแช่อยู่ในน้ำใสที่ ลอยด้วยกลีบกุหลาบชมพูและมะลิสีขาวเหนือข้าว สวยงามน่ากิน แถมมีสรรพคุณทางสมุนไพรจากดอกอัญชัน ส่วนเครื่องเคียงที่กินกับข้าวแช่ก็มาแบบครบเครื่องเต็มสูตร ข้าวแช่เมนูนี้เด่นที่ข้าวสีสวย เม็ดร่วน มีกลิ่นหอม กินแล้วเย็นชื่นกายชื่นใจ
ข้าวแช่อัญชัน
       แต่ใช่ว่าจะมีแค่เมนูเด็ดเท่านี้ เพราะว่ายังมีอีกหลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็น เแสร้งว่ากุ้ง ปลาดุกฟู (175 บาท) ต้มโคล้งหมูตุ๋น เสิร์ฟพร้อมเส้นหมี่ลวก (150 บาท) น้ำพริกมะม่วง (180 บาท) น้ำพริกกุ้งสด (180 บาท) ส่วนของหวานก็มี ลูกตาลลอยแก้ว (40 บาท) ไอศกรีมมะพร้าวอ่อน (40 บาท) เผือกแกงบวช (40 บาท) กระท้อนลอยแก้ว (มีเฉพาะตามฤดูกาล 30 - 45 บาท) และอีกสารพัดเมนู ก็ถ้าใครอยากกินอาหารไทยขึ้นมาก็แวะเวียนมาที่ร้าน “บ้านย่า” นี้กันได้ แล้วจะทำให้ยิ่งหลงใหลอาหารไทยกันเข้าไปใหญ่
      
       พิเศษทางร้านมอบส่วนลด 10% (เฉพาะอาหาร) หรือเมนูเซ็ทวันแม่ในราคาพิเศษ สำหรับผู้มารับประทานอาหารกับคุณแม่ในเดือนสิงหาคมนี้

"แพสามพราน" อาหารพื้นบ้านรสเด็ด

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 กรกฎาคม 2548 11:58 น.
บรรยากาศภายใน "แพสามพราน" นั่งกินอาหารบนเรือนแพริมแม่น้ำท่าจีน
       บางครั้งการที่จะคิดออกไปกินอาหารนอกบ้านสักมื้อ นอกจากจะเลือกร้านที่มีเมนูอาหารรสชาติโดนใจโดนปากแล้ว เรื่องของบรรยากาศก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เราตัดสินใจว่ามื้อนี้จะไป กินที่ร้านไหนดี
โต๊ะนั่งติดริมน้ำ บรรยากาศชวนนั่ง
       สำหรับ "ผู้จัดการตระเวนกิน" แล้วในมื้อนี้ เรามีร้านอาหารที่ตอบโจทย์ของเราได้ทั้ง 2 อย่าง คือเรื่องของรสชาติอาหารที่ถูกปาก และบรรยากาศก็ถูกใจ คือ ที่ "แพสามพราน" ตั้งอยู่ในตัวโรงแรมโรสกาเด้น (สวนสามพราน) จ.นครปฐมนี่เอง
ยำยอดน้ำ
       ที่ "แพสามพราน" แห่งนี้เป็นร้านอาหารที่มีลักษณะเป็นเรือนแพไม้ขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน พื้นที่กว้างขวางดูไม่อึดอัด แถมมีนักดนตรีเล่นกีตาร์ขับกล่อมบทเพลงเพราะๆ ให้ฟังอีกด้วย (เล่นทุกวันเวลา 18.30-21.00 น.) หรือถ้าอยากจะร้องคาราโอเกะก็มีให้ร้องเหมือนกัน เรียกว่ามานั่งกินอาหารที่นี่ได้ชมวิวแม่น้ำรับลมเย็นๆ ธรรมชาติอย่างสบายอารมณ์
      
       และสำหรับเมนูอาหารของที่นี่มีมากมายหลายรายการ ส่วนใหญ่เป็นเมนูอาหารไทยพื้นบ้าน และเมนูปลาน้ำจืด ที่มีให้เลือกมากว่า 40 รายการ งานนี้เราเลยเลือกไม่ถูกว่าจะกินเมนูอะไร เพราะล้วนแล้วแต่น่ากินไปหมด เลยต้องขอให้ทางร้านช่วยแนะนำเมนูเด็ดมาชิมกัน
      
       เมนูแรกที่แนะนำมาเป็น ยำยอดน้ำ (70 บาท) ชื่อออกจะฟังไม่คุ้นหู แต่ที่จริงแล้วก็คือยำผักบุ้งนั่นเอง เป็นผักบุ้งแม่น้ำนำมาชุบแป้งทอดจนกรอบ ราดมาด้วยน้ำยำออกข้นนิดหน่อย และก็มีพริกทอดโรยหน้ามา ยำจานนี้กินเป็นกับแกล้มคู่เบียร์เย็นๆ ก็เข้าท่า ส่วนถ้ากินกับข้าวร้อนๆ ก็เข้าที รสชาติเด่นตรงน้ำยำออกเปรี้ยวอมหวานนิดๆ และมีรสเผ็ดแซมนิดหน่อย ส่วนผักบุ้งถึงจะโดนน้ำยำแต่ก็ยังคงความกรอบและอุ้มน้ำยำได้รสชาติเข้าลิ้น ดี
เนื้อเค็มต้มกะทิ
       น้ำพริกไข่ปู (120 บาท) ถูกส่งตามมาติดๆ เป็นน้ำพริกที่ใช้ไข่เค็มและเนื้อปูตำรวมกันออกมาเป็นน้ำพริกที่มีรสชาติจัด จ้าน เผ็ดลิ้นถึงเครื่องน้ำพริก ออกรสเปรี้ยว ส่วนไข่เค็มและเนื้อปูนั้นเวลาเคี้ยวจะเค็มๆมันๆ กินกับผักที่เสิร์ฟเคียงคู่มา เพลินปากนัก นอกจากจะมีผักสดแล้วน้ำพริกถ้วยนี้ ยังมีความพิเศษตรงที่มีดอกไม้ที่นำมาทอดกรอบให้กินคู่กัน อย่าง ดอกเข็มทอด เล็บครุฑทอด อีกด้วย
      
       ตามต่อกันด้วย เนื้อเค็มต้มกะทิ (100 บาท) ขอบอกว่าคนชอบกินเนื้อไม่ควรพลาด เพราะเป็นการนำเอาเนื้อแดดเดียวมาต้มกับกะทิ ที่ผสมกับเครื่องแกงสูตรเด็ดของทางร้าน ออกแนวแกงกะทิข้นๆ รสชาตินั้นขอบอกว่าเด่นตรงที่เนื้อเค็มนุ่มเหนียวได้ที่รสชาติกลมกล่อมเข้า กับน้ำกะทิที่ออกหวานหอมมัน คลุกกินกับข้าวสวยร้อนๆ เด็ดสะระตี่ทีเดียว
      
       ปลาเกยตื้น (180 บาท) เมนูปลาตัวเด่นของทางร้านชื่อเก๋ซะไม่มี เป็นปลาทับทิมสดๆ ตัวโต (หรือจะเลือกเป็นปลากะพง ปลาช่อนก็ได้) ชุปแป้งทอดจนปลาเหลืองกรอบ แล้วหั่นมาเป็นชิ้นๆ มีเครื่องน้ำยำเหมือนเครื่องเมี่ยงคำ ราดมาบนตัวปลา มีพริกทอดและเม็ดมะม่วงหิมพานต์โรยหน้าอีกที กินเมนูปลาจานนี้แล้ว เหมือนได้กินสมุนไพรด้วยจากตัวน้ำยำที่เป็นเครื่องเมี่ยง ส่วนรสชาตินั้นเด่นตรงที่เนื้อปลาทับทิมเนื้อนุ่มหวาน กรอบ และน้ำยำออกรสหวานนำ เผ็ดกำลังดีไม่ถึงกับเผ็ดมาก
แกงส้มหลดบัวกุ้ง
       ส่งท้ายมื้ออิ่มด้วยเมนูน้ำๆ ซดคล่องคอกับ แกงส้มหลดบัวกุ้ง (100 บาท) เสิร์ฟมาเป็นหม้อไฟ ร้อนๆ ดูแล้วก็เหมือนแกงส้มกุ้งธรรมดาๆ ทั่วไป แต่ความโดดเด่นของแกงส้มเมนูนี้มันอยู่ตรงที่ หลดบัวกุ้ง (หรือไหลบัว) ที่เคี้ยวกรอบกรุบๆ เข้ากันดีกับน้ำแกงส้มนั้นที่รสเข้มข้นเปรี้ยว เผ็ด ถึงเครื่องแกง
      
       ถึงแม้ว่า "ผู้จัดการตระเวนกิน" จะปิดมื้ออิ่มด้วยเมนูทั้ง 5 อย่างนี้ แล้ว แต่ทางร้านยังแนะนำว่า ที่นี่ยังมีเมนูเด็ดอย่างอื่นอีกเพียบไม่ว่าจะเป็น ปลากะพงแช่น้ำปลา (220 บาท) ปลาคังลวกจิ้ม (180 บาท) ปลากดผัดฉ่า (200 บาท) แกงส้มปลาช่อนชะอมทอด( 180 บาท) ยำเนื้อมะเขืออ่อน (70 บาท) และอีกสารพัดเมนู
      
       สำหรับที่อยากกินอาหารพื้นบ้าน พร้อมๆ กับดื่มด่ำบรรยากาศริมแม่น้ำท่าจีน "แพสามพราน" นับเป็นหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย

“เชียงการีลา หูฉลาม ซีฟู้ด” เมนูจีนหอเจี๊ยะ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 กรกฎาคม 2548 13:20 น.
บรรยากาศชั้นล่างนั่งสบายๆ ของ “เชียงการีลา หูฉลาม ซีฟู้ด”
       เอ่ยชื่อภัตตาคาร “เชียงการีลา” ขึ้นมา คออาหารจีนหลายๆคนคงจะรู้จักกันดี เพราะว่า “เชียงการีลา” ถือเป็นหนึ่งในร้านอาหารจีนที่มีรสชาติถูกปากคนไทยที่เปิดขายมานานกว่า 40 ปี อีกทั้งยังเปิดขายในหลายสาขาอีกด้วย
      
       สำหรับ “ผู้จัดการตระเวนกิน” แล้วภัตตาคารเชียงการีลา ถือเป็นหนึ่งในบัญชีร้านชื่อร้านอาหารจีนที่มักจะนึกถึงอยู่บ่อยๆ ครั้นโอกาสเหมาะจึงได้ออกไปตระเวนกินยัง “เชียงการีลา หูฉลาม ซีฟู้ด เรสเทอรองต์” ซึ่งเป็นสาขาเปิดใหม่ย่านถนนนราธิวาส โดยร้านนี้จะเน้นไปที่เมนูหูฉลาม และซีฟู้ดสดๆ ในเมนูอาหารจีนสไตล์กวางตุ้งเป็นหลัก
กุ้งแป๊ะซะเนื้อหวาน
       ทันทีที่มาถึงร้าน “เชียงการีลา หูฉลาม ซีฟู้ด เรสเทอรองต์ ” ก็ทำเอาเราแปลกใจนิดหน่อยกับบรรยากาศของร้านใหม่นี้ ที่ตกแต่งฉีกภาพภัตตาคารจีนรูปแบบเก่า โดยตกแต่งแบบจีนโมเดิร์นสมัยใหม่ ดูกว้างขวางน่านั่งดี ซึ่งที่นี่มีที่ให้เลือกนั่งได้ตามสบาย ถึง 2 ชั้น แถมมีห้องวีไอพีแบบเป็นส่วนตัวถึง 5 ห้องให้เลือกใช้บริการ
      
       หลังจากที่ดูสถานที่จนทั่วและหาที่นั่งได้แล้ว “ผู้จัดการตระเวนกิน” ไม่รีรอ รีบขอเมนูมาเปิดสั่งอาหารทันที
เป็ดปักกิ่ง
       เราเลือกสั่งเมนูซีฟู้ดมาเปิดมื้อเป็น กุ้งแป๊ะซะ (250 บาท) ที่พอยกมาตกกะใจเพราะตอนแรกนึกว่าจะเป็นแบบแป๊ะซะหม้อไฟเดือดๆ ที่ไหนได้คือกุ้งลวก (แป๊ะซะเป็นคำแต้จิ๋วคือการลวก) กุ้งแชบ๊วยตัวใหญ่ลวกมาสดๆ เวลากินแค่แกะเปลือกกุ้งออก เปลือกล่อนออกง่ายไม่มีเนื้อติดเปลือกเลย ส่งเข้ามาปากเคี้ยวได้รสชาติกุ้งเนื้อแน่นหวาน และมี น้ำจิ้ม 2 สไตล์ให้เลือกจิ้ม มีน้ำจิ้มสไตล์ฮ่องกง เป็นน้ำจิ้มซีอิ๊วปรุงรสชาติ ใส่ต้นหอมทุบและพริกแดง จิ้มแล้วออกรสเค็มๆ หวานๆ หอมกลิ่นต้นหอม น้ำจิ้มอีกอย่างเป็นน้ำจิ้มซีฟู้ดแบบไทยๆ รสชาติ เผ็ด เปรี้ยว
      
       ตามติดมาที่ รวมมิตรทะเลผัดซอสซัมบ้า (200, 300, 400 บาท) มีทั้งหอยเชลล์ ปลาหมึก กุ้ง ผัดกับซอสซัมบ้า เป็นซอสที่ทางร้านดัดแปลงมาจากซอสเอ็กซ์โอ โดยการเพิ่มรสชาติของพริกและเครื่องเทศ ทำให้ได้รสชาติเผ็ดยิ่งกว่า ซอสเอ็กซ์โอ รวมมิตรทะเลจานนี้กินแล้วได้รสชาติความสดของอาหารทะเลที่เข้ากันดีกับซอสที่ เผ็ดได้ที่ออกเค็มนิดๆ
หูฉลามแผ่นน้ำแดง
       ต่อด้วยเมนูเด็ด หูฉลามแผ่นน้ำแดง (หม้อเล็ก 800 หม้อใหญ่ 1,200 บาท) ที่มาแล้วไม่ควรพลาดสั่งด้วยประการทั้งปวง หูฉลามแผ่นชิ้นโต (นำเข้าจากฮ่องกง) ปรุงตามสูตรโบราณสไตล์แต้จิ๋ว ออกแนวหูฉลามน้ำแดง น้ำข้นแบบขลุกขลิก เมนูนี้โดดเด่นตรงหูฉลามมาเป็นแผ่น เนื้อนุ่มเคี้ยวกรุบๆ ส่วนน้ำซุปรสนุ่มหวาน กลมกล่อม แถมกินแล้วบำรุงสุขภาพ เพราะน้ำซุปมีส่วนผสมมาจากขาหมูแฮมฮ่องกง โครงไก่ และเครื่องเทศ สมุนไพรจีนหลากชนิด
กล้วยหอมสโนไวท์
       เป็ดปักกิ่ง (ตัวละ 450 บาท) อีกหนึ่งเมนูเด็ดชวนกิน เป็ดเชอรี่ตัวใหญ่พิเศษ ผ่านการย่างด้วยวิธีพิเศษสไตล์ฮ่องกง จนได้เป็ดปักกิ่งที่หนังกรอบสด ไม่เหนียว กินคู่กับแผ่นแป้ง ผักสด และน้ำจิ้มม้วนเป็นคำส่งปากปาก เคี้ยวแล้วสัมผัสถึงความนุ่มของแป้งและหนังเป็ดที่กรอบกรุบเคี้ยวมัน ส่วนเนื้อเป็ดที่เหลือยังเอาไปทำเป็นเมนูเป็ดได้อีก 2 จาน (คิดราคาอย่างละ 100 บาท) ที่นิยมทำก็มี เป็ดทอดกระเทียม, เมี่ยงเป็ด, ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าเนื้อเป็ด, เนื้อเป็ดผัดพริกไทยดำ
      
       เราปิดท้ายมื้อล้างปากด้วยของหวาน กล้วยหอมสโนไวท์ (ชิ้นละ 30 บาท) เป็นแป้งนุ่มๆ คล้ายเค้กฝรั่งเศส ข้างในเป็นไส้กล้วยหอม ผสมพุทราแดง ทอดแล้วราดด้วยน้ำตาลไอซิ่ง เคี้ยวแป้งนุ่มๆ ได้รสความหวานของกล้วยและเปรี้ยวนิดๆ ของพุทราแดง และก็มีน้ำขิงให้ซดดื่มคู่กัน ช่วยให้ชุ่มคอดีนัก
      
       ถึงแม้ว่า “ผู้จัดการตระเวนกิน” จะปิดมื้ออิ่มไปแล้ว แต่ก็ยังมีเมนูอื่นๆ อีกที่น่าลิ้มลองอย่าง ปลาบู่ทอดสิงคโปร์ (350 บาท) แมงกะพรุนน้ำมันงา (80 บาท) และในช่วงกลางวันที่นี่จะมี ติ่มซำ (เข่งละ 30 บาทขึ้นไป) ให้เลือกกินมากกว่า 30 ชนิด อาทิ ปลาทอง ฮะเก๋าสามสี ขนมจีบปู ซาลาเปาไส้หมูแดง กุ้งขนมปังทอด ฯลฯ แต่เห็นทีต้องติดเอาไว้ก่อน เดี๋ยวคราวหน้ามาใหม่จะกินให้ครบทุกอย่างเลย