homeowners insurance Claim home insurance Claim state farm car insurance Claim comprehensive insurance Claim commercial insurance Claim cheap auto insurance Claim cheap health insurance Claim indemnity Claim car insurance companies Claim progressive quote Claim usaa car insurance Claim insurance near me Claim term life insurance Claim auto insurance near me Claim state farm car insurance Claim comprehensive insurance Claim progressive home insurance Claim house insurance Claim progressive renters insurance Claim state farm insurance quote Claim metlife auto insurance Claim best insurance companies Claim progressive auto insurance quote Claim cheap car insurance quotes Claim allstate car insurance Claim rental car insurance Claim car insurance online Claim liberty mutual car insurance Claim cheap car insurance near me Claim best auto insurance Claim home insurance companies Claim usaa home insurance Claim list of car insurance companies Claim full coverage insurance Claim allstate insurance near me Claim cheap insurance quotes Claim national insurance Claim progressive home insurance Claim house insurance Claim health insurance quotes Claim ameritas dental Claim state farm renters insurance Claim medicare supplement plans Claim progressive renters insurance Claim aetna providers Claim title insurance Claim sr22 insurance Claim medicare advantage plans Claim aetna health insurance Claim ambetter insurance Claim umr insurance Claim massmutual 401k Claim private health insurance Claim assurant renters insurance Claim assurant insurance Claim dental insurance plans Claim state farm insurance quote Claim health insurance plans Claim workers compensation insurance Claim geha dental Claim metlife auto insurance Claim boat insurance Claim aarp insurance Claim costco insurance Claim flood insurance Claim best insurance companies Claim cheap car insurance quotes Claim best travel insurance Claim insurance agents near me Claim car insurance Claim car insurance quotes Claim auto insurance Claim auto insurance quotes Claim long term care insurance Claim auto insurance companies Claim home insurance quotes Claim cheap car insurance quotes Claim affordable car insurance Claim professional liability insurance Claim cheap car insurance near me Claim small business insurance Claim vehicle insurance Claim best auto insurance Claim full coverage insurance Claim motorcycle insurance quote Claim homeowners insurance quote Claim errors and omissions insurance Claim general liability insurance Claim best renters insurance Claim cheap home insurance Claim cheap insurance near me Claim cheap full coverage insurance Claim cheap life insurance Claim

“หยิน หยาง”หม้อไฟเสฉวน รสชาติชวนกิน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 พฤษภาคม 2548 16:24 น.
บรรยากาศภายในร้าน “หยิน หยาง” โต๊ะนั่งหม่ำดูโล่ง โปร่งสบาย
       ความนิยมของอาหารจำพวกหมูกระทะ ปิ้งๆ ย่างๆ และจิ้มจุ่มหรือแจ่วฮ้อนที่ลวกในหม้อไฟร้อนๆ ในบ้านเรายังคงได้รับความนิยมในหมู่นักหม่ำทั้งหลายอย่างไม่เสื่อมคลาย สังเกตได้จากจำนวนร้านที่ขายอาหารประเภทนี้ต่างเปิดร้านใหม่กันอยู่ทั่วทุก มุมเมือง
หน้าตาหม้อไฟเสฉวนเป็นรูปยินหยางมีน้ำซุป 2 แบบ
       อย่างในมื้อนี้ที่ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ได้ไปลองลิ้มชิมรสชาติมาที่ร้าน “หยิน หยาง” ซึ่งนับว่าเป็นร้านอาหารในสไตล์หม้อไฟอีกร้านหนึ่ง แต่ว่าหม้อไฟร้านนี้มีความพิเศษตรงที่เป็น “หม้อไฟเสฉวน” หรือที่ภาษาจีนเรียกว่า “ซื่อฉวน ฮว่อกวอ” (Si Chuan Huo Guo) ซึ่งเป็นอาหารหม้อไฟที่สะท้อนถึงความเป็นเอกลักษณ์และวิถีการบริโภคของคนใน มณฑลเสฉวนที่นิยมรับประทานอาหารรสเผ็ด และพิถีพิถันในการปรุงน้ำซุปที่เต็มไปด้วยเครื่องเทศ ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพนอกเหนือไปจากความอิ่มอร่อยในการบริโภค
      
       สำหรับหม้อไฟเสฉวนของร้านหยิน หยาง จะมีเอกลักษณ์โดดเด่นเก๋ไก๋ตรงที่ทางร้านได้สั่งทำหม้อไฟเป็นพิเศษ คือมีลักษณะเป็นสัญลักษณ์ของเครื่องหมาย “ยิน-หยาง” (ท่าน“เล่าชวนหัว”(อาจารย์สุขสันต์ วิเวกเมธากร) กูรูภาษาจีน ได้ฝากบอกผ่าน “ผู้จัดการตระเวนกิน” มา ว่า คำว่า “หยิน-หยาง” ที่คนไทยนิยมใช้กันนั้น จริงๆแล้วที่ถูกต้องตามความหมายในภาษาจีนคือ “ยิน-หยาง” โดยยิน ตามปรัชญาหมายถึง เย็น หยุดนิ่ง ส่วนหยาง หมายถึง ร้อน เคลื่อนไหว)
อาหารสดๆ ทั้งผักทั้งเนื้อที่มีให้เลือกมาลวกหม่ำลงในหม้อไฟ
       ในส่วนของน้ำซุปนั้นร้านนี้ทำออกมาน่าสนใจไม่น้อย คือเป็นน้ำซุปที่ใช้กระดูกสันหลังของหมูผสมผสานกับเครื่องเทศและสมุนไพรกว่า 14 ชนิด และโสมอีก 3 ชนิด ก่อนที่จะนำไปปรุงและเคี่ยวจนได้ที่และมีรสชาติตามต้องการ จากนั้นจึงนำไปปรุงเพิ่มเป็นน้ำซุป 2 รสชาติ คือน้ำซุปสรรพคุณร้อนและน้ำซุปสรรพคุณเย็น
      
       น้ำซุปสรรพคุณร้อน (หยาง) จะเต็มไปด้วยเครื่องเทศต่างๆหลายชนิดผสมกับกลิ่นอันหอมหวนของน้ำมันงาและ ความเผ็ดร้อนของพริกแห้งกับพริกเสฉวน(ชวงเจีย) ที่มีสรรพคุณในการขับสารพิษ และเป็นยาระบายอ่อนๆ รสชาติออกเผ็ดร้อน หอมกลิ่นเครื่องเทศ ซดแล้วชุ่มคอ ถูกลิ้นคนชอบรสจัด
      
       ส่วนน้ำซุปสรรพคุณเย็น(ยิน) ใช้น้ำซุปแบบเดียวกับแบบเผ็ด แต่ไม่ใส่พริกลงไป และจะเติมนมสดลงไปด้วย ช่วยทำให้มีกลิ่นหอมของนมสด ใส่ลำไยอบแห้งทั้งลูก และพุทราจีน ช่วยเพิ่มความหวานด้วย รสชาติออกหวานๆ นุ่มๆ หอมกลิ่นนม รสละมุนลิ้น
เนื้อสัตว์และผักลงลวกในน้ำซุปได้ทั้ง2 แบบตามแต่ใจชอบ
       เอาล่ะ เมื่อรู้ว่าน้ำซุปแบบไหนมีรสชาติอย่างไรแล้ว ทีนี้ก็ได้เวลาหม่ำหม้อไฟเสฉวนกันได้แล้ว วิธีการก็เหมือนการกินจิ้มจุ่มตามปกติ คือ แค่นำของสดลงลวกในหม้อน้ำซุป ใครชอบเผ็ดร้อนก็ลวกในน้ำซุปหยาง ส่วนใครชอบเย็น หวาน ก็ลวกในน้ำซุปยิน
      
       ครั้นสุกได้ที่แล้วก็นำไปจิ้มในน้ำจิ้มสูตรเฉพาะของทางร้าน ที่มีให้เลือก 2 รส คือ น้ำจิ้มถั่ว ออกรสหวานหอม มันๆ ไม่เผ็ด กับน้ำจิ้มซีฟู้ด ที่รสแซบเปรี้ยวเผ็ดลิ้น หรือจะผสมน้ำจิ้มทั้ง 2 อย่างให้เข้ากัน ก็ได้รสชาติที่ออกหวานๆ มันๆ เปรี้ยวเผ็ดกำลังดี
สารพัดของหม่ำทั้งส้มตำ หมูปิ้ง น้ำตกหมู และออเดิร์ฟ
       สำหรับหม้อไฟเสฉวนที่นี่เขาจัดเป็นแบบบุฟเฟต์ สนนราคาอยู่ที่ ผู้ใหญ่ 129 บาท เด็ก 69 บาท หม่ำกันได้ไม่อั้น แถมยังมีอาหารอื่นๆ อีก โดยทางร้านจัดออกเป็นซุ้ม มี 3 ซุ้ม คือ ซุ้มของทานเล่น เป็นออเดิร์ฟ จัดมาเป็นคำๆ น่าหม่ำ มีไข่ตุ๋น ปอเปี๊ยะ ลูกชิ้นกุ้งทอด ยำปลาหมึก และของหวานอย่างไอศกรีมกะทิสด ขนมคุกกี้ ให้เลือกตักกินได้ตามใจชอบ
      
       อีกซุ้มคือ ซุ้มของสดที่เอาไว้มาลวกหม่ำกับหม้อไฟ โดยจะอยู่ในตู้แช่ ประกอบด้วยเนื้อสัตว์กว่า 20 อย่าง ทั้งลิ้นหมู ลิ้นวัว กระเพาะหมู กระเพาะวัว ปลาเก๋า ปลากะพง กุ้ง แมงกะพรุน ฯลฯ ผักอีกหลายชนิด อาทิ เห็ดหอม เห็ดเข็มทอง ตั้งโอ๋ ผักบุ้ง ผักกาด ที่ทั้งเนื้อและผักสดๆ ทั้งนั้น
      
       ซุ้มสุดท้ายเป็นซุ้มส้มตำ มีส้มตำไทย-ลาว ลาบ น้ำตก หมูปิ้ง ให้เลือกหม่ำ ซึ่งถ้าใครมีกระเพาะใหญ่ พุงกาง ขอบอกว่ามาหม่ำหม้อไฟเสฉวนที่ร้าน “หยิน หยาง” นี้แล้วคุ้มค่า ได้ลิ้มรสหม้อไฟเสฉวนร้อนๆ ที่หม่ำแล้วดีต่อสุขภาพ รวมไปถึงอาหารอื่นๆ อีกหลายอย่าง หม่ำกันจนพุงกางเลยล่ะ
      
       
*    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *
       

       รายละเอียดการเดินทางไปที่ร้าน "หยิน หยาง" 
       

ปิ้ง-ย่าง สไตล์ญี่ปุ่น ที่ “Kabuto Yakiniku”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 มิถุนายน 2548 11:08 น.
ร้าน Kabuto จำลองแบบมาจากบ้านซามูไรญี่ปุ่น
       พูดถึงอาหารญี่ปุ่นในบ้านเราที่ถือเป็นหนึ่งในเทรนด์อาหารต่างชาติ ยอดฮิตของยุคนี้แล้ว ส่วนใหญ่เมนูคุ้นลิ้นของหลายต่อหลายร้านก็มักจะเป็นอาหารพวก ปลาดิบอย่างซูชิเซ็ท กุ้งเทมปุระ ปลาซาบะ แซลมอน ซึ่งส่วนมากก็เป็นที่ถูกปากถูกใจของบรรดาแฟนานุแฟนอาหารญี่ปุ่นทั้งหลาย
      
       แต่ว่าจริงๆแล้วอาหารญี่ปุ่นในบ้านเรายังมีเมนูที่น่าสนใจอีกหลายเมนู อย่างกับที่ “Kabuto Yakiniku Japanese Restaurant” ที่ พัทยา ก็นับเป็นอีกร้านหนึ่งร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีเมนูอันโดดเด่น แตกต่างออกไปจากเมนูคุ้นลิ้นที่ “ผู้จัดการตระเวนกิน” กล่าวมาในข้างต้น
บรรยากาศผสมผสานเก่า-ใหม่สไตล์ญี่ปุ่นในร้าน Kabuto
       โดยร้าน Kabuto (ขอเรียกสั้นๆ)นั้นชูเมนูประเภทปิ้งๆย่างๆในสไตล์ญี่ปุ่นให้เป็นพระเอกของ ร้าน ที่งานนี้ทางร้านได้เชฟคนไทยฝีมือดีที่ไปเป็นพ่อครัวทำอาหารญี่ปุ่นในแดนปลา ดิบกว่า 15 ปี มาเป็นผู้ดูแลการทำอาหารแต่ละเมนู ที่จะเน้นเป็นพิเศษในเรื่องคุณภาพความสด-ใหม่ของอาหาร รวมถึงรสชาติ ส่วนผสม เครื่องปรุงที่คงไว้ด้วยความเป็นญี่ปุ่นตามแบบฉบับ
      
       สำหรับสิ่งน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งที่ร้าน Kabuto ก็คือร้านนี้ได้พยายามสร้างบรรยากาศในอารมณ์แบบญี่ปุ่นที่ผสมผสานระหว่าง ความเก่าและใหม่เข้าด้วยกัน
      
       เริ่มตั้งแต่รูปแบบของร้านที่สร้างให้ดูคล้ายบ้านซามูไรสมัยเอโดะ แต่ว่าเป็นบ้านซามูไรหลังเบ้อเริ่มที่พอเดินเข้าสู่ภายในจะให้ความรู้สึก โอ่โถงด้วยแบบบรรยากาศญี่ปุ่นสมัยใหม่ ซึ่งแนวคิดหลักในการสร้างบรรยากาศของร้าน Kabuto นั้น คุณศักดิ์ดา โรจนาภร เจ้าของร้านได้บอก ว่า ต้องการสร้างบรรยากาศให้ลูกค้าที่เข้ามาในร้าน รู้สึกเหมือนๆกับซามูไรที่ไปรบชนะ แล้วกลับมาบ้าน พอมาถึงบ้านก็มีคนทำอาหารเตรียมไว้ มีคนรับใช้มาบริการอย่างดี เพราะฉะนั้นการบริการจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทางร้านเน้นมาก
ใครชอบเนื้อ หมู ไก่ ซีฟู้ด ทางร้าน Kabuto มีให้สั่งมาสั่งปิ้งย่างได้ตามความชอบ
       เอาล่ะ หลังจากที่“ผู้จัดการตระเวนกิน” รับรู้บรรยากาศร้านกระตุ้นต่อมความหิวแล้ว ทีนี้ก็ได้เวลาหม่ำอาหารญี่ปุ่นกับเสียที โดยเราขอเริ่มด้วยออร์เดิร์ฟเรียกอย่าง ชุดผักรวมลวก (Namuru : 80 บาท) ที่เป็นการรวมผักดองหลายอย่างเข้าด้วยกัน ผักนั้นกรอบ รสชาติกลมกล่อมออกเปรี้ยวนำนิดๆ เหมาะมากสำหรับกินเรียกน้ำย่อย
      
       จากนั้นก็ตามด้วย ข้าวจานร้อนสูตรญี่ปุ่น/เกาหลี (Ishi Yaki Bibimba : 200 บาท) เป็นข้าวที่ผสมผสานมาด้วยเครื่องหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหรือหมู(แล้วแต่ความชอบ) ผักดอง ถั่วงอกหัวโต ไข่ไก่ เสิร์ฟมาในชาม(เหล็ก)ร้อนๆพร้อมซุปและน้ำพริกเผาญี่ปุ่นเอาไว้เพิ่มรสชาติ ซึ่งเวลากินต้องคลุกเคล้าให้ส่วนผสมต่างๆเข้ากัน และถ้าจะให้เด็ดควรคลุกข้าวให้ออกเกรียมนิดๆ(แต่อย่าถึงให้ไหม้)ด้วยการใช้ ช้อนกดข้าวในจานในแนบกับชามร้อนไว้นานๆ เมื่อตักข้าวเข้าปากข้าวแห้งและมีกลิ่นหอม ซึ่งก็เข้ากันได้ดีกับส่วนผสมต่างๆ สำหรับเมนูนี้ใครไม่สันทัดสามารถบอกทางร้านให้คลุกข้าวแบบเกรียมๆให้กินได้
ปิ้งๆย่างๆไสตล์ญี่ปุ่นเมนูไฮไลท์แห่งร้าน Kabuto
       และที่ไม่น่าพลาดด้วยประการทั้งปวงก็คือ เมนูประเภทปิ้งๆย่างๆสไตล์ญี่ปุ่นที่ ถือเป็นไฮไลท์ของร้าน Kabuto ซึ่งก็มีเนื้อสัตว์ให้เลือกกินหลายอย่างทั้ง หมู เนื้อ ไก่ และซีฟู้ด โดยเนื้อสัตว์พวกนี้มีความโดดเด่นตรงที่ทางร้านจะนำไปหมักในสูตรของญี่ปุ่น ที่มีทั้ง หมักเกลือ หมักมิโซ และหมักน้ำทะเหละ(เฉพาะเนื้อ)
      
       สำหรับเนื้อสัตว์ที่น่าลิ้มลองของคนชอบกินเนื้ออย่าง “ผู้จัดการตระเวนกิน” ก็เห็นจะเป็น เนื้อสันนอกชั้นเยี่ยม(400 บาท) เนื้อสันในชั้นเยี่ยม(400 บาท) ซึ่งเป็นเนื้อนำเข้าจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ที่เมื่อย่างให้สุกพอกินแล้จะส่งกลิ่นหอมเตะจมูก จากนั้นก็เลือกจิ้มกับน้ำจิ้มรสกลมกล่อมแบบญี่ปุ่น ส่วนใครที่ชอบรสเข้มข้นก็เติม น้ำพริกเผา(สูตรญี่ปุ่น) มะนาว กระเทียม กันได้ตามใจชอบ
      
       ส่วนใครที่ไม่กินเนื้อก็สามารถเลือกสั่งเนื้อสัตว์ประเภทอื่นกินกัน ได้ตามใจชอบ หรือใครจะลองกินแบบเมี่ยงด้วยการนำเนื้อสัตว์ย่างไปห่อผักซันจุ แล้วด้วยราดน้ำจิ้ม ก่อนส่งเข้าปากก็จะให้รสชาติที่ชวนกินไปอีกแบบ
ข้าวจานร้อนสูตรญี่ปุ่น/เกาหลี
       อีกหนึ่งเมนูที่น่าลิ้มลองก็คือ มิโซซุปปูหม้อไฟ(Kani Miso Soup : 200 บาท) ที่น้ำซุปส่งกลิ่นหอมมาแต่ไกล เมื่อซดน้ำร้อนๆรสกลมกล่อมคล่องคอดีแท้ ส่วนเนื้อปูหากใครขยันแกะกินก็จะให้เนื้อหวานน่าเคี้ยว
      
       และนอกจากเมนูที่ “ผู้จัดการตระเวนกิน” กล่าวมาแล้ว ที่ร้าน Kabuto ก็มีเมนูที่น่าสนใจอีกอย่างเช่น Kabuto Boat Set, California Maki, ซุปแซลมอนกับผักกาดดอง, ชุดย่างรวมที่มีครบ ทั้งหมู เนื้อ ไก่ ซีฟู้ด ส่วนใครที่ชอบกินขนมหวานปิดท้าย อาจจะเลือกสั่ง ถั่วแดงเย็น หรือ ไอศกรีมทอดไส้ชาเขียวมาลิ้มลองก็น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว...

5 ยอดร้านข้าวเหนียวมะม่วง กินได้ กินดี ที่เมืองบางกอก

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 มีนาคม 2548 17:56 น.
"ข้าวเหนียวมะม่วง" เมนูคู่หน้าร้อน
       ท่ามกลางฤดูร้อนที่อากาศแห่งสยามประเทศร้อนระยับ!!!
      
       "มะม่วง" หนึ่งในผลไม้ที่ออกมากมายในฤดูร้อนต่างก็ออกผลกันทั่วถิ่นแดนไทย
       ใครที่หลงใหลในรสชาติของมะม่วงช่วงนี้นับเป็นโอกาสดีอีกครั้งที่จะได้ลิ้มรสความอร่อยของมะม่วงอีกครั้ง
      
       มะม่วงเปรี้ยวกินกับน้ำปลาหวาน จิ้มเกลือ จิ้มกะปิ ให้รสจี๊ดจ๊าดถึงใจ
       มะม่วงสุก ปอกเปลือกส่งเข้าปากให้รสชาติหวานหอมถึงใจ
      
       ส่วนใครอยากเพิ่มดีกรีความอร่อยของมะม่วงสุก
       เมนู"ข้าวเหนียวมะม่วง" นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย
      
       และในร้านข้าวเหนียวมะม่วงที่ซื้อหาได้ทั่วไป ร้านข้าวเหนียวมะม่วงที่ถือว่าเป็นทีเด็ดและมีชื่อในเรื่องของความอร่อยนั้น นับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
      
       สำหรับคนที่ไม่กังวลเรื่องน้ำหนัก "ผู้จัดการตระเวนกิน" มี 5 ยอดร้านข้าวเหนียวมะม่วงชื่อดังที่มีอายุเก่าแก่(ขั้นต่ำ 20 ปีขึ้นไป) มากระตุ้นต่อมน้ำลาย ซึ่งแต่ละร้านมีความโดดเด่นในเลือกรสชาติที่แตกต่างกันออกไป
      
       ใครชอบร้านไหนก็ไปตระเวนกินกันได้ตามใจปาก ส่วนปัญหาความลำบากในเรื่องของน้ำหนักที่ตามมาค่อยไปว่ากันทีหลัง
"ก. พานิช" หนึ่งในตำนานแห่งข้าวเหนียวมะม่วงที่มีอายุเกือบ 80 ปี
       "ก. พานิช" ตำนานความอร่อย คัดสรรแต่ของดี
      
       ก.พานิช นับเป็นร้านข้าวเหนียวมะม่วงเก่าแก่อายุเกือบ 80 ปี ที่ตั้งอยู่ตรงแพร่งภูธร
      
       ผ่านมาถึงวันนี้ ก.พานิช ยังคงไว้ซึ่งสูตรเด็ดของร้านเหมือน เดิมโดยมี พาณี เฉียบฉลาด สะใภ้ของร้านยุคดั้งเดิม เป็นผู้สืบสานตำนานความอร่อย
      
       ย้อนไปเมื่อปี 2472 ร้านนี้ยังไม่มีชื่อร้านอย่างเป็นทางการ แต่ลูกค้ามักเรียกกันว่า"ข้าวเหนียวแม่ภี" จนกระทั่งปี 2475 ชื่อ"ก. พานิช" ได้ถือกำเนิดขึ้นในยุทธจักรข้าวเหนียวมะม่วงแห่งบางกอก โดยชื่อ "ก." มาจากชื่อ"นายกาบ เฉียบฉลาด" เจ้าของร้าน ส่วน"พานิช" มาจากการค้าขาย เมื่อรวมกันแล้ว ก.พานิช ก็คือ การทำมาค้าขายของนายกาบนั่นเอง
      
       แต่ว่าจริงๆแล้วคนทำข้าวเหนียวมะม่วงตัวจริงเสียงจริง คือ "สารภี เฉียบฉลาด" ภรรยาของนายกาบ(ลักษณะคล้ายๆพรรคการเมืองพรรคใหญ่ในบ้านเราเหมือนกัน ที่หลังบ้านคือผู้ดูแลพรรคตัวจริงเสียงจริง) ที่เรียนรู้สืบทอดสูตรมาจากมารดาคือ"ลี้ ขำอัมพร" ผู้ซึ่งเคยเป็นช่างเครื่องอยู่ในวัง
      
       
       สำหรับรสชาติที่ออกมากลมกล่อม เค็ม หวาน มัน ข้าวเหนียวเม็ดนุ่ม ถูกอกถูกใจลูกค้านั้น ทางร้านต่างเลือกสรรแต่ของที่ดีที่สุด โดยต้องเป็นข้าวเหนียวเขี้ยวงู จาก อ.แม่จัน จ. เชียงราย เท่านั้น เพราะจะไม่มีข้าวเจ้าเจือปน และข้าวพันธุ์นี้ยังมีเมล็ดข้าวที่เรียวเล็กทำให้เมื่อมูนออกมาดูน่ากินนัก
      
       ส่วนมะพร้าวที่ใช้ต้องเป็นมะพร้าวจากชุมพรที่แก่จัด ไม่มีจาวมะพร้าว เมื่อคั้นออกมาแล้วจะให้กะทิที่เข้มข้น ด้านน้ำตาลต้องเป็นน้ำตาลเมืองกาญจน์ โดยใช้เกลือไอโอดีนเป็นส่วนผสมเท่านั้น
      
       ไม่เพียงแต่ใช้ของดี แต่ที่ร้าน ก.พานิช ยังเน้นเรื่องความสะอาดในทุกขั้นตอน ทำให้ข้าวเหนียวมูน "ก.พานิช" สามารถเก็บไว้ในอุณหภูมิปกติได้นานถึง 3 วัน โดยไม่ต่องพึ่งพาสารกันบูดแต่อย่างใด
      
       ในส่วนวิธีการมูนข้าวเหนียวของ "ก.พานิช" เริ่มจากแช่ข้าวเหนียวประมาณ 2-3 ชั่วโมง แล้วนำไปนึ่งอีกประมาณ 1 ชั่วโมง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อทำให้เมล็ดข้าวอ่อนนุ่มขึ้น จากนั้นนำน้ำกะทิที่ใส่น้ำตาล เกลือ แล้วละลายให้เข้ากัน และกรองน้ำกะทิอีกรอบให้สะอาด
      
       จากนั้นเทน้ำกะทิลงไปคลุกเคล้ากับข้าวเหนียวนึ่ง ซึ่งบางเจ้าอาจจะต้องปิดฝาอบไว้สักพักแล้วค่อยตักขาย เรียกว่าเป็นการทำให้ข้าวเหนียวตื่น คือเม็ดพองขยายใหญ่ แต่สำหรับที่นี่พอแห้งสักพักก็ตักขายได้เลย สังเกตว่าเม็ดข้าวจะเรียวเล็ก นุ่มนวล รูปทรงกำลังดี และยังจะทำให้ได้รสชาติความหอมกรุ่นที่ติดจมูก จนเป็นที่ติดใจของลูกค้ามานานหลายสิบปี
      
       สำหรับผู้ที่อยากลองลิ้มชิมรสข้าวเหนียวมะม่วง "ก.พานิช" ควรไปซื้อที่ร้านดั้งเดิมที่แพร่งภูธร เพราะจะได้ข้าวเหนียวมูนร้อนๆ รสชาติกลมกล่อม หอมกรุ่น ละมุนลิ้น มากินอย่างอิ่มหนำ
รัชนี เฉียบฉลาด เจ้าของร้าน "ลูกสาว ก. พานิช" กับข้าวเหนียวมูนรสเด็ด
       "ลูกสาว ก.พานิช" ความอร่อยไม่ทิ้งแถว แนวเดียวกับเจ้าตำรับ
      
       ถ้าใครได้ผ่านไปแถวเทเวศร์ คงจะคุ้นเคยกับร้านขายข้าวเหนียวมูนชื่อคล้ายๆ กันกับร้าน ก.พานิช ซึ่งก็ไม่ต้องแปลกใจเพราะเจ้าของร้านคือ รัชนี เฉียบฉลาด นั้นเป็นลูกสาวคนเล็กของ นายกาบ-และสารภี เฉียบฉลาด เจ้าของ "ร้าน ก.พานิช" นั่นเอง
      
       โดยหลังจากที่คุณแม่สารภีเสียชีวิต รัชนีได้มาเปิดเป็นร้านของตัวเอง โดยใช้ชื่อร้าน"ลูกสาว ก.พานิช" ซึ่งจนถึงปัจจุบันร้านนี้เปิดมาได้กว่า 30 ปีแล้ว
      
       เมื่อเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ ของแม่สารภี และเป็นลูกมือช่วยทำข้าวเหนียวมูนมาตั้งแต่ยังเล็ก เรื่องรสมือจึงไม่ต้องห่วงว่าจะผิดเพี้ยนไปจาก ร้าน ก. พานิช เพราะใช้สูตรเด็ดเคล็ดลับที่เหมือนกัน ปริมาณของส่วนผสมต่างๆ ก็ชั่งตวงเท่ากันเป็นมาตรฐาน รวมถึงข้าวเหนียวที่ใช้ ก็ต้องเป็น ข้าวเหนียวเขี้ยวงู จากเชียงราย ซึ่งเป็นของที่ดีที่สุดเช่นกัน เพียงแต่มะพร้าวที่ใช้ทำกะทินั้น จะต้องเน้นที่ความสดใหม่ จึงมีเจ้าประจำที่อยู่ใกล้ๆ ถ้าหากจะใช้เมื่อไหร่ก็เรียกได้ทันที
      
       ข้าวเหนียวมะม่วงร้าน "ลูกสาว ก.พานิช" สามารถเก็บไว้ได้นาน 24 ชั่วโมง เพราะอย่างที่รู้กันว่าของกินที่เกี่ยวกับกะทิจะเก็บไว้ไม่ได้นาน ถึงแม้ไม่เสียแต่ว่าก็จะออกหืน กระนั้นก็มีลูกค้าบางคนที่เก็บไว้ได้หลายวันเพราะเก็บในตู้เย็น แต่อย่างนั้นคุณรัชนีก็ไม่อยากแนะนำ เพราะว่าถ้าจะกินให้อร่อยก็ต้องกินกันสดๆ ใหม่ๆ
"ลูกสาว ก. พานิช" ร้านข้าวเหนียวมะม่วงชื่อดังย่านเทเวศร์
       ถามถึงสิ่งพิเศษที่เป็นเสน่ห์มัดใจลูกค้ามาตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ก็คงเป็นที่ข้าวเหนียวเม็ดเรียว เล็ก ที่นุ่มนวลกำลังพอดี ไม่แข็งหรือไม่แฉะเกินไป รวมถึงรสชาติที่กลมกล่อม ออกเค็ม หวาน มัน โดยจะไม่เค็มหรือไม่หวานเกินไป ซึ่งถือเป็นสูตรที่สืบทอดมาจากรุ่นคุณแม่ คนที่ชอบใจในรสชาติแบบนี้ ก็จะติดอกติดใจและบอกต่อกันเรื่อยๆ
      
       นอกเหนือจากขายข้าวเหนียวมูนแล้ว ทางร้านยังขายสิ่งที่คู่กัน นั่นก็คือ มะม่วง ซึ่งก็ต้องเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้และมะม่วงอกร่องเท่านั้นจึงจะอร่อย เพราะทั้งสองพันธุ์จะเนื้อหนาสีเหลืองนิ่มละเอียด รสหวานและมีกลิ่นหอม รวมถึงขนมชนิดต่างๆ ทางร้านก็จะทำหมุนเวียนขายคู่กับข้าวเหนียวมะม่วง เพราะถึงแม้เดี๋ยวนี้มะม่วงจะออกผลได้ตลอดปี แต่ช่วงที่คนนิยมกินข้าวเหนียวมูนกันมากก็ยังเป็นช่วงฤดูกาลของมะม่วงอยู่ดี
      
       เพราะฉะนั้นหน้าร้อนนี้ ถ้านึกอยากกินข้าวเหนียวมะม่วง ที่มีฝีมือสูตรเด็ดสืบต่อมาจากรุ่นคุณแม่ และถ่ายทอดสู่ลูกหลาน ถือเป็นตำนานแห่งข้าวเหนียวมูนชื่อดัง ก็ต้องลองไปพิสูจน์ความอร่อยกันดู
บัณฑิตย์ ไทยถนอม ทายาทรุ่นที่ 3 ของร้าน "บุญทรัพย์ (คุณหลวง)"
       "บุญทรัพย์ (คุณหลวง)" คงความเข้มข้น หวานมัน มากว่า 70 ปี
       

       "ขายกันมานานเป็น 70 ปี ลืมตาตื่นขึ้นมาก็เห็นขายกันแล้ว ได้ส่งลูกหลานเรียนจนถึงด๊อกเตอร์กันเป็นแถว"
      
       คือคำกล่าวของ บัณฑิตย์ ไทยถนอม ทายาทรุ่นที่ 3 ผู้สืบต่อกิจการ "บุญทรัพย์ (คุณหลวง)" ร้านข้าวเหนียวมะม่วงชื่อดังและเก่าแก่แห่งย่านบางรัก
      
       บัณฑิตย์ เล่าถึงที่มาของชื่อร้านรวมถึงผู้ให้กำเนิดร้านนี้ว่า ก็คือ คุณตาของเขาเอง ชื่อเดิมคือ สนั่น นาทะสิริ ซึ่งต่อมาได้รับราชทินนามตามตำแหน่งว่า พันตำรวจตรี หลวงนาทสิริวัต ส่วนบุญทรัพย์เป็นนามสกุลเดิมของคุณยายสะอาด (ภรรยาของคุณหลวง) รวมกันเป็นชื่อร้าน "บุญทรัพย์ (คุณหลวง)"
      
       โดยคุณหลวง หรือคุณตาของบัณฑิตย์นั้น เคยเป็นกรรมการโรงงานน้ำตาล และมีฝีมือในการทำของกินและขนมต่างๆ แรกเริ่มที่ร้านขายขนมไทยหลากหลายชนิดเป็นหลัก และจะทำข้าวเหนียวมูนก็เฉพาะช่วงที่มีข้าวเหนียวใหม่ ซึ่งจะออกราวปลายเดือนธ.ค.-ม.ค. เพราะข้าวเหนียวจะยังคงมียาง และมีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ และอีกช่วงคือหน้ามะม่วง ราวเดือน มี.ค.-พ.ค.
       ด้วยรสชาติความเข้มข้น หวานมัน เป็นที่ติดอกติดใจของลูกค้า ชื่อเสียงของร้านก็ขจรขจายไปทั่ว ทำให้ที่ร้านต้องทำข้าวเหนียมมูนออกมาขายตลอดทั้งปี และกลายเป็นเมนูขึ้นชื่อประจำร้าน โดยยังคงเอกลักษณ์ตามสูตรต้นตำรับคุณหลวงทุกประการ จะมียกเว้นบ้างก็เรื่องของมะพร้าวที่คนสมัยก่อนต้องใช้มะพร้าวจากทับสะแก น้ำตาลเมืองเพชร และต้องเป็นน้ำในแม่น้ำเพชรบุรี แต่ปัจจุบันนี้คงจะทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว จึงต้องสั่งส่วนผสมต่างๆจากตลาดแหล่งที่อยู่ใกล้ๆ
      
       แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ ข้าวเหนียวที่ร้านใช้ทำ ยังเป็นข้าวเหนียวเขี้ยวงู ที่มาจากทางภาคเหนือ แต่กระนั้นบัณฑิตย์ก็ย้ำด้วยว่า "แต่ถึงข้าวเหนียวเขี้ยวงูจะดีขนาดไหน มันก็ต้องขึ้นอยู่ที่คนทำด้วย เพราะจะอร่อยไม่อร่อย หัวใจสำคัญอยู่ที่คนทำ"
       

       บัณฑิตย์บอกด้วยว่า เอกลักษณ์เด่นของข้าวเหนียวร้านนี้คือ รสชาติของข้าวเหนียวที่จะออกหวานไม่เหมือนคนอื่น เรียกว่าที่เคยเป็นมาเมื่อ 70 ปี อย่างไร ณ วันนี้ก็เป็นอย่างนั้น คือ เข้มข้น หวาน มัน มีอมเค็มนิดๆ ให้มันกลมกล่อม เพราะบางคนจะตามกระแส ลดกะทิ ลดน้ำตาลลง ซึ่งไม่ใช่เอกลักษณ์ของข้าวเหนียวมูนที่แท้จริง
      
       วิธีมูนข้าวเหนียวของร้าน เริ่มจากแช่ข่าวเหนียวประมาณ 2 -3 ชั่วโมง แล้วนำข้าวไปนึ่งให้พอดี จากนั้นเอาน้ำกะทิที่ใส่น้ำตาลทราย เกลือ ให้ได้ปริมาณหวาน มัน เค็ม เทลงไปในข้าวเหนียว ปิดฝาสักพัก ให้ความร้อนจากข้าวเหนียวเป็นตัวนำ เพื่อกะทิจะได้ซึมเข้าไปให้ข้าวเหนียวพอง บาน ไม่ให้แฉะและไม่ให้แข็งจนเกินไป
      
       ถามถึงว่าวันหนึ่งๆขายข้าวเหนียวได้ปริมาณเท่าไหร่ เรื่องนี้บัณฑิตย์ตอบว่าถ้าเมื่ออดีตตกวันละประมาณ 20 กะละมัง เดี๋ยวนี้เหลือประมาณวันละ 6-7 กะละมัง เท่านั้นเอง เพราะหลายๆ คนกลัวเรื่องแครอสเตลรอลจึงกินข้าวเหนียวมะม่วงกันน้อยลง
      
       แต่ถึงอย่างไร ทุกวันนี้ร้านก็ยังอยู่ได้ เพราะด้วยชื่อเสียงเมื่ออดีตที่สร้างไว้ดี มีคุณภาพจนเป็นที่ยอมรับ ซึ่งตัวบัณฑิตย์เองก็ได้สืบทอดสูตรการทำข้าวเหนียวมูนและพยายามทำให้มี คุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ ตามประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน
       "แม่วารี" พิถีพิถันการมูนข้าวเหนียว ใส่ใจความอร่อย
       

       ข้าวเหนียวมะม่วง "แม่วารี" นับเป็นอีกหนึ่งในร้านข้าวเหนียวมะม่วงรสเด็ด ที่ตั้งขายอยู่ตรงช่วงต้นซอยทองหล่อมานานกว่า 20 ปี โดยมี "วารี จีนสุวรรณ" หรือ "แม่วารี" เป็นเจ้าของร้าน และเป็นเจ้าของสูตรข้าวเหนียวมูนที่โดนใจใครหลายๆ คน
      
       แม่วารีบอกว่า เดิมทีครอบครัวของแม่วารีเองขายข้าวเหนียวมูนมานานแล้ว อยู่ที่ตลาดพญาไท แม่วารีเองก็ช่วยครอบครัวขายมาตลอด จนกระทั่งเมื่อแม่วารีได้แต่งงานมีครอบครัว ก็ได้ย้ายครอบครัวออกมา และนำเอาวิชาชีพทำข้าวเหนียวติดตัวมาด้วย แล้วมาเปิดร้านขายข้าวเหนียวมะม่วงเอง โดยได้มีการดัดแปลงสูตรบ้างเล็กน้อย เพื่อให้เป็นสูตรเฉพาะของตัวเอง และใช้ชื่อของตัวเองมาตั้งเป็นชื่อร้านขายมาจนถึงทุกวันนี้
      
       ซึ่งการทำข้าวเหนียวมูนสัก 1 กะละมังที่นำออกมาขายนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แม่วารีบอกว่า จะต้องทำการคัดสรรตั้งแต่วัตถุดิบหลักคือข้าวเหนียว โดยคัดข้าวเหนียวเป็นพิเศษให้ได้ข้าวเหนียวที่เม็ดใหญ่ ไม่มีข้าวเจ้าปน
      
       ส่วนน้ำกะทิก็ต้องเป็นกะทิที่ใช้แต่มะพร้าวเนื้อขาวล้วนๆ และเลือกแต่มะพร้าวแก่ๆ มาคั้น เพราะมะพร้าวแก่จะทำให้ได้น้ำกะทิที่เข้มข้น มีสีขาวสวย และจะคั้นมะพร้าวสดๆ ไม่มีการคั้นตั้งทิ้งไว้ค้างคืน
      
       สำหรับขั้นตอนการทำข้าวเหนียวมูนก็ใส่ใจเป็นพิเศษ โดยจะทำการตวงข้าวเหนียวให้ได้ปริมาณที่ต้องการ และนำข้าวเหนียวมาขัดแห้ง คือเอาข้าวเหนียวมาขัดถูเบาๆ กับสารส้ม เพื่อให้ข้าวเหนียวเกิดความเงา จากนั้นนำข้าวเหนียวมาแช่น้ำ เอามาล้างกับน้ำสารส้มและขัดอีกประมาณ 2-3 น้ำ ซึ่งการล้างและขัดด้วยสารส้มนี้ ก็มีทั้งคุณและโทษ ซึ่งแม่วารีบอกว่า จะต้องทำการล้างเอาสารส้มออกให้หมด โดยจะต้องล้างน้ำเปล่าทิ้งอีกประมาณ 4 น้ำ จนแน่ใจว่าสารส้มโดนล้างออกหมดแล้ว โดยมีวิธีการพิสูจน์ว่าสารส้มออกหมดหรือยัง ด้วยวิธีการแตะชิม เอามือแตะน้ำแตะปลายลิ้นชิมดู ถ้าชิมแล้วรสชาติยังเฝื่อนอยู่ ก็ต้องล้างออกให้จนหมด เพราะถ้าล้างน้ำสารส้มออกไม่หมด จะเป็นปัญหาตรงที่ข้าวเหนียวเมื่อมูนออกมาแล้ว รสชาติจะออกเฝื่อนๆ ลิ้น
      
       หลังจากได้ข้าวเหนียวที่ขัดล้างเรียบร้อยแล้ว ก็แช่ข้าวเหนียวอีกประมาณ ครึ่งชั่วโมง เพื่อให้ข้าวเหนียวนิ่ม จึงจะเอามานึ่ง พอนึ่งสุกก็นำมามูนกับส่วนผสมที่เตรียมไว้ คือ เกลือ น้ำตาล กะทิ โดยการนำเอาเกลือ น้ำตาล และกะทิผสมรวมกันแล้วคนให้ส่วนผสมทั้ง 3 ตัวนี้เข้ากันจนใส เรียกว่าให้ใสปิ๊งเหมือนแก้ว ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นจุดเด่นและเคล็ดลับที่สำคัญของน้ำกะทิที่แม่วารีนำมาทำ การมูนข้าวเหนียว เพราะการคนจนให้น้ำกะทินั้นใสจะส่งผลให้ข้าวเหนียวที่มูนออกมาแล้วนั้นเก็บ ไว้ได้นาน ซึ่งข้าวเหนียวมูนของแม่วารีสามารถเก็บได้นานถึง 2 วันไม่เสีย โดยไม่ต้องแช่ตู้เย็น
       

       แม่วารีแนะนำด้วยว่าการกินข้าวเหนียวมูนถ้าจะให้อร่อยจริงๆ ควรจะกินช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงพฤษภาคม เพราะว่าช่วงนี้จะเป็นข้าวเหนียวใหม่ ที่นำมาทำข้าวเหนียวมูน จะทำให้ได้ข้าวเหนียวมูนที่หอม หวานมัน กินคู่กับมะม่วงหวานๆ เข้ากันดีเชียวนักละ
       "ข้าวเหนียวมูนแม่ประไพศรี" เนื้อนุ่มเค็มมันน้ำกะทิ
       

       อีกหนึ่งร้านข้าวเหนียวมะม่วงชื่อก้อง ที่ถ้าใครชอบไปเดินซื้อของกินที่ตลาด อตก. (จตุจักร) แล้วเป็นต้องแวะซื้อข้าวเหนียวร้านนี้กลับบ้านไปกินทุกราย จะเป็นร้านไหนไปไม่ได้นอกจากร้าน "ข้าวเหนียวมูนแม่ประไพศรี" นี้ที่ตอนนี้ สมพิศ กมลวรรณ ลูกสาวแม่ประไพศรี เป็นผู้สืบทอดการทำข้าวเหนียวมูนจากแม่ประไพศรี
      
       สมพิศ บอกว่า "ข้าวเหนียวมูนแม่ประไพศรี" ก่อกำเนิดจากการที่ คุณแม่ประไพศรี กมลวรรณ เคยบวชชีอยู่ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และที่นั่นมีแม่ชีสอนทำข้าวเหนียวมูน ท่านจึงได้ฝึกทำในช่วงที่ท่านบวชชีอยู่ จนกระทั่งเมื่อท่านสึกจากการเป็นชี ท่านก็ได้นำเอาสูตรการทำข้าวเหนียวมูนนั้นติดตัวมาด้วย และนำสูตรนั้นมาดัดแปลงอีกที มาทำเป็นข้าวเหนียวมูนสูตรของแม่ประไพศรีขึ้นมาขายเอง โดยเปิดร้านขายที่บ้านเกิดเมืองนนท์ (จ.นนทบุรี) เป็นที่แรกและขายมาจนถึงทุกวันนี้ นับอายุได้ก็ปาเข้าไป 30 ปีแล้ว
      
       การทำข้าวเหนียวมูนสูตรของแม่ประไพศรีเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกข้าว เหนียวที่มีลักษณะที่ดี เลือกใช้เฉพาะข้าวเหนียวเขี้ยวงู เม็ดเล็กๆ เรียวยาว ข้าวเหนียวจะได้ออกมาเป็นเม็ดสวย และน้ำกะทิก็เลือกใช้แต่มะพร้าวน้ำหอม มาคั้นทำน้ำกะทิ เพราะจะทำให้ได้น้ำกะทิที่มีความหอมมัน
      
       ส่วนการทำข้าวเหนียวมูนของที่นี่ เริ่มจากการนำข้าวเหนียวไปแช่ ถ้าเป็นข้าวเหนียวใหม่ก็จะแช่จนให้ข้าวเหนียวขึ้นน้ำ แล้วนำข้าวเหนียวนั้นมาซาวเบาๆ เพราะว่าข้าวเหนียวใหม่เม็ดจะเปราะ จะต้องค่อยๆ ซาวและล้างข้าวเหนียวให้สะอาด เพื่อจะได้ข้าวเหนียวที่ไม่หักเป็นรูปที่สวยงาม
      
       พอแช่ข้าวเหนียวเสร็จก็เอาไปนึ่งจนสุก และนำมามูนกับส่วนผสม น้ำกะทิ เกลือ และน้ำตาล จนได้ข้าวเหนียวมูนสูตรของแม่ประไพศรีจะมีลักษณะเด่นตรงที่เม็ดข้าวเหนียวจะ เม็ดเล็กยาว และมีความนุ่ม รสชาติจะออกเค็มมากกว่าหวาน เพราะปกติมะม่วงหวานอยู่แล้ว ข้าวเหนียวเลยออกรสเค็มนิดๆ เค็มตามธรรมชาติของน้ำกะทิ
      
       ซึ่งข้าวเหนียวของที่นี่จะเก็บได้นานประมาณ 3 วัน แค่ตั้งไว้ข้างนอกไม่ต้องเอาแช่ตู้เย็น เพราะถ้าเอาไปแช่ตู้เย็นแล้วหข้าวเหนียวจะมีลักษณะกลายเป็นเม็ดใครเม็ดมัน จะทำให้ข้าวเหนียวไม่อร่อย
      
       และการกินข้าวเหนียวมูนถ้าจะอร่อยมากยิ่งขึ้น สมพิศแนะนำว่า ที่ร้านจะมีมะม่วงยายกล่ำซึ่งเป็นมะม่วงที่กินคู่กับข้าวเหนียวมูนจะเข้ากัน มากที่สุด และก็เป็นมะม่วงอกร่อง หรือจะกินกับหน้าอื่นๆ อาทิ หน้ากุ้ง หน้าปลา หน้ากลอย และหน้ากะฉีก (เป็นมะพร้าวผัดกับน้ำตาลปี๊บ) ซึ่งไม่ว่าจะกินกับมะม่วงอะไรหรือหน้าอะไร ก็อร่อยเข้ากันกับข้าวเหนียวมูนของแม่ประไพศรีได้เป็นอย่างดี
ร้าน "ก. พานิช" ข้าวเหนียวขายดิบขายดี จนแม่ค้าตักข้าวเหนียวใส่ถุงมือเป็นระวิง
       
*    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *   
       เข็มทิศข้าวเหนียวมะม่วง
      
       "ก. พานิช" ตั้งอยู่ที่ 431-433 เยื้องปากซอยแพร่งภูธร ถ.บ้านตะนาว กทม. ร้านอยู่ริมถนน เปิดทุกวัน เวลา 07.30-19.30 น. ข้าวเหนียวมูนกิโลกรัมละ 100 บาท โทร. 0-2221-3554
      
       "ลูกสาว ก. พานิช" ตั้งอยู่ที่ 250/5 ถ. สามเสน เทเวศร์ บางขุนพรหม กทม. ร้านอยู่ริมถนน ตรงข้ามกับไปรษณีย์เทเวศร์ เปิดทุกวัน 07.00-20.00 น. ข้าวเหนียวมูนกิโลกรัมละ 90 บาท โทร. 0-2281-7838
      
       "บุญทรัพย์ (คุณหลวง)" ตั้งอยู่ที่ 1478 เจริญกรุง บางรัก กทม. อยู่ริมถนนเจริญกรุง ตรงข้ามกับร้านแว่นตาท็อปเจริญ เปิดทุกวัน เวลา 07.00-19.00 น. ข้าวเหนียวมูนกิโลกรัมละ 80 บาท ขายปลีกขีดละ 10 บาท ขาย 2 ขีดขึ้นไป โทร. 0-2234-4086
      
       "ข้าวเหนียวมะม่วงแม่วารี" ตั้งอยู่ที่ 1 ซ. สุขุมวิท 55 (ทองหล่อ) ถ.สุขุมวิท คลองเตย กทม. เปิดทุกวัน ตลอด 24 ชม. ข้าวเหนียวมูนกิโลกรัมละ 90 บาท โทร. 0-2392-4804, 0-2714-0419
      
       "ข้าวเหนียวมูนแม่ประไพศรี" มีหลายสาขาด้วยกัน จ. นนทบุรี ตั้งอยู่ที่ 80/200 หมู่ 4 ซ.ศรีพรสวรรค์ สวนใหญ่ จ.นนทบุรี เปิดทุกวัน เวลา 04.00-20.00 น. ข้าวเหนียวมูนกิโลกรัมละ 60 บาท โทร. 0-2527-1407 ตลาดอตก. (จตุจักร) เป็นแผงร้านตั้งอยู่ตรงทางขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน เปิดทุกวัน เวลา 08.00-19.00 น. ข้าวเหนียวมูนกิโลกรัมละ 80 บาท โทร. 0-2271-3315 เมืองทองธานี ตั้งอยู่ที่ตลาดรวมใจ เมืองทองธานี เปิดทุกวัน เวลา 08.00-19.00 น. ข้าวเหนียวมูนกิโลกรัมละ 70 บาท โทร. 0-1913-0656 นอกจากนี้ก็ยังมีขายที่ห้างบิ๊กซีทั้ง 8 สาขา คือ สาขาติวานนท์, รัตนาธิเบศร์, แจ้งวัฒนะ, ลาดพร้าว, สะพานความ, งามวงศ์วาน, ราชดำริ, หัวหมาก เปิดทุกวัน ปิดเปิดตามเวลาของห้างฯ