homeowners insurance Claim home insurance Claim state farm car insurance Claim comprehensive insurance Claim commercial insurance Claim cheap auto insurance Claim cheap health insurance Claim indemnity Claim car insurance companies Claim progressive quote Claim usaa car insurance Claim insurance near me Claim term life insurance Claim auto insurance near me Claim state farm car insurance Claim comprehensive insurance Claim progressive home insurance Claim house insurance Claim progressive renters insurance Claim state farm insurance quote Claim metlife auto insurance Claim best insurance companies Claim progressive auto insurance quote Claim cheap car insurance quotes Claim allstate car insurance Claim rental car insurance Claim car insurance online Claim liberty mutual car insurance Claim cheap car insurance near me Claim best auto insurance Claim home insurance companies Claim usaa home insurance Claim list of car insurance companies Claim full coverage insurance Claim allstate insurance near me Claim cheap insurance quotes Claim national insurance Claim progressive home insurance Claim house insurance Claim health insurance quotes Claim ameritas dental Claim state farm renters insurance Claim medicare supplement plans Claim progressive renters insurance Claim aetna providers Claim title insurance Claim sr22 insurance Claim medicare advantage plans Claim aetna health insurance Claim ambetter insurance Claim umr insurance Claim massmutual 401k Claim private health insurance Claim assurant renters insurance Claim assurant insurance Claim dental insurance plans Claim state farm insurance quote Claim health insurance plans Claim workers compensation insurance Claim geha dental Claim metlife auto insurance Claim boat insurance Claim aarp insurance Claim costco insurance Claim flood insurance Claim best insurance companies Claim cheap car insurance quotes Claim best travel insurance Claim insurance agents near me Claim car insurance Claim car insurance quotes Claim auto insurance Claim auto insurance quotes Claim long term care insurance Claim auto insurance companies Claim home insurance quotes Claim cheap car insurance quotes Claim affordable car insurance Claim professional liability insurance Claim cheap car insurance near me Claim small business insurance Claim vehicle insurance Claim best auto insurance Claim full coverage insurance Claim motorcycle insurance quote Claim homeowners insurance quote Claim errors and omissions insurance Claim general liability insurance Claim best renters insurance Claim cheap home insurance Claim cheap insurance near me Claim cheap full coverage insurance Claim cheap life insurance Claim

“ไข่แมงดาทะเล” กินผิด มีพิษต่อร่างกาย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 กุมภาพันธ์ 2555 14:48 น.
       สำหรับผู้ที่พิสมัยการกินอาหารทะเล หนึ่งในเมนูเด็ดที่ต้องลิ้มลองก็คือ “ไข่แมงดาทะเล” ซึ่ง ก็มีมีตามฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนกันยายน จะเป็นช่วงที่แมงดาทะเลจะวางไข่ ซึ่งความมันของไข่ ก็เป็นที่ติดอกติดใจของนักชิมหลายๆ คน แต่ที่ “108 เคล็ดกิน” อยากจะตักเตือนกันเสียหน่อย ก็เพราะว่าหากกินไข่แมงดาทะเลผิดชนิด ก็อาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้
      
       โดยแมงดาทะเลนั้นจะมีอยู่ 2 ชนิด คือ แมงดาถ้วย และแมงดาจาน สำหรับที่เราๆ ท่านๆ กินกันนั้นก็คือไข่ของแมงดาจาน แต่ไข่ของแมงดาถ้วยนั้นจะมีพิษ ซึ่งอาจเกิดจาก 2 สาเหตุ คือ ตัวแมงดาถ้วยเกิดไปกินแพลงตอนที่มีพิษเข้าไป ทำให้สารพิษสะสมอยู่ในเนื้อและไข่ของแมงดาถ้วย และอีกสาเหตุคือ ตัวแมงดาถ้วยมีพิษซึ่งเกิดจากแบคทีเรียในลำไส้สร้างพิษขึ้นมาเอง
      
       สารที่ก่อให้เกิดพิษในแมงดาทะเลมีอยู่ 2 ชนิด คือเตโตรโดทอกซินและแอนไฮโดรเตโตรโดทอกซิน เป็นสารพิษที่มีผลต่อระบบประสาทและเป็นสารพิษชนิดเดียวกับที่พบในปลาปักเป้า สารพิษนี้ทนทานความร้อนสูงมากถึง 170 องศาเซลเซียสการหุงต้มก็ไม่สามารถทำลายพิษได้
      
       อาการที่เกิดขึ้นจากการกินไข่แมงดาที่มีพิษนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณที่ กินเข้าไปมากหรือน้อย โดยจะมีอาการชาที่ริมฝีปาก มือและเท้า เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เดินเซ แขนขาไม่มีแรง พูดไม่ออก กลืนลำบาก หายใจไม่ออก กล้ามเนื้อเกี่ยวกับการหายใจเป็นอัมพาต เนื่องจากพิษของ แมงดาทะเลเป็นพิษต่อระบบประสาทที่ควบคุมการหายใจ ซึ่งหากว่าเกิดอาการที่คาดว่าได้รับพิษจากไข่แมงดา ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

“ไข่แมงดาทะเล” กินผิด มีพิษต่อร่างกาย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 กุมภาพันธ์ 2555 14:48 น.
       สำหรับผู้ที่พิสมัยการกินอาหารทะเล หนึ่งในเมนูเด็ดที่ต้องลิ้มลองก็คือ “ไข่แมงดาทะเล” ซึ่ง ก็มีมีตามฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนกันยายน จะเป็นช่วงที่แมงดาทะเลจะวางไข่ ซึ่งความมันของไข่ ก็เป็นที่ติดอกติดใจของนักชิมหลายๆ คน แต่ที่ “108 เคล็ดกิน” อยากจะตักเตือนกันเสียหน่อย ก็เพราะว่าหากกินไข่แมงดาทะเลผิดชนิด ก็อาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้
      
       โดยแมงดาทะเลนั้นจะมีอยู่ 2 ชนิด คือ แมงดาถ้วย และแมงดาจาน สำหรับที่เราๆ ท่านๆ กินกันนั้นก็คือไข่ของแมงดาจาน แต่ไข่ของแมงดาถ้วยนั้นจะมีพิษ ซึ่งอาจเกิดจาก 2 สาเหตุ คือ ตัวแมงดาถ้วยเกิดไปกินแพลงตอนที่มีพิษเข้าไป ทำให้สารพิษสะสมอยู่ในเนื้อและไข่ของแมงดาถ้วย และอีกสาเหตุคือ ตัวแมงดาถ้วยมีพิษซึ่งเกิดจากแบคทีเรียในลำไส้สร้างพิษขึ้นมาเอง
      
       สารที่ก่อให้เกิดพิษในแมงดาทะเลมีอยู่ 2 ชนิด คือเตโตรโดทอกซินและแอนไฮโดรเตโตรโดทอกซิน เป็นสารพิษที่มีผลต่อระบบประสาทและเป็นสารพิษชนิดเดียวกับที่พบในปลาปักเป้า สารพิษนี้ทนทานความร้อนสูงมากถึง 170 องศาเซลเซียสการหุงต้มก็ไม่สามารถทำลายพิษได้
      
       อาการที่เกิดขึ้นจากการกินไข่แมงดาที่มีพิษนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณที่ กินเข้าไปมากหรือน้อย โดยจะมีอาการชาที่ริมฝีปาก มือและเท้า เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เดินเซ แขนขาไม่มีแรง พูดไม่ออก กลืนลำบาก หายใจไม่ออก กล้ามเนื้อเกี่ยวกับการหายใจเป็นอัมพาต เนื่องจากพิษของ แมงดาทะเลเป็นพิษต่อระบบประสาทที่ควบคุมการหายใจ ซึ่งหากว่าเกิดอาการที่คาดว่าได้รับพิษจากไข่แมงดา ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

5 สัญญาณตั้งครรภ์แฝด

ขอบคุณข้อมูลจาก http://women.kapook.com/view25185.html
ตั้งครรภ์

          คุณแม่ที่สงสัยว่าตัวเองกำลังท้องแฝดอยู่แต่ยังไม่แน่ใจ เรามีวิธีสังเกตตัวเองง่าย ๆ ด้วยสัญญาณเหล่านี้ค่ะ
 
 1.มีอาการแพ้ท้องมากกว่าปกติ
          ทั้งอาการคลื่นไส้ อาเจียนที่มักเกิดขึ้นในช่วงเช้าจะเป็นมากกว่าปกติ รวมถึงอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อ่อนเพลียก็มักจะมีอาการรุนแรงตามมาด้วย
 
 2.น้ำหนักขึ้นในไตรมาสแรก

          ช่วง 3 เดือนแรก คุณแม่ลองสังเกตนะคะว่า มีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมากหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับคุณแม่ครรภ์ปกติ เพราะคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝดส่วนใหญ่ จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากในช่วงนี้ล่ะค่ะ
 
 3. มดลูกมีขนาดใหญ่
 
          คุณแม่ท้องซึ่งมีมดลูกขนาดใหญ่ คุณหมอส่วนใหญ่มักจะสันนิษฐานว่าคุณแม่มีแนวโน้มที่จะตั้งครรภ์แฝด ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่า คุณแม่ทุกคนที่มีมดลูกขนาดใหญ่จะตั้งครรภ์แฝดนะคะ
 
 4. หัวใจเต้นเร็ว
          หมายความว่าในช่วงที่คุณแม่มาตรวจครรภ์ คุณหมอจะได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นเร็วผิดปกติ
 
 5. ลูกเคลื่อนไหวมากขึ้น
          หากท้องนี้ไม่ใช่ท้องแรก คุณแม่จะรู้สึกว่าลูกน้อยจะดิ้นมากกว่าท้องแรก

วิธีต้มถั่วและงาของน.พ.เอกชัย

วิธีต้มถั่วและงาของน.พ.เอกชัย
โดย น.พ. เอกชัย จุละจาริตต์
ถั่วและงาเป็นอาหารชั้น ๑ ที่ทุกคนควรรับประทานทุกวันเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ เพราะถั่วและงามีอาหารครบ ๕ หมู่ เช่น มีไขมันไม่อิ่มตัวหรือไขมันดี มีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน แร่ธาตุ ที่ร่างกายนำไปใช้ในการซ่อมสร้างอวัยวะต่าง ๆ และไม่มีโคเลสเตอรอล.
ใน ยุคปัจจุบัน มีคนจำนวนไม่น้อยที่มีไขมันในเลือดชนิดไม่ดีสูง เช่น มีโคเลสเตอรอล(LDL)และไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งเป็นผลให้หลอดเลือดแดงตีบตันจากการมีไขมันไม่ดีไปจับตัวที่ผนังของหลอด เลือดแดง เป็นผลให้หลอดเลือดแดงตีบลง จึงทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่ดี ทำให้หัวใจต้องบีบตัวแรงขึ้นเพื่อให้เลือดไหลผ่านหลอดเลือดที่ตีบตันอย่าง เพียงพอที่จะไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ จนเป็นเหตุให้กลายเป็นโรคความดันโลหิตสูง และมีโรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้นอย่างมากมาย เช่น เป็นโรคเส้นเลือดหัวใจและสมองตีบตัน เป็นต้น. ครั้นเส้นเลือดตีบตันมากขึ้น ความเสื่อมโทรมของร่างกายก็จะมากขึ้นตามสัดส่วนและเวลาด้วย เพราะเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ลดลง.
การรับประทานถั่วและงาในสัดส่วนและปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันและลดปัญหาของไขมันในเลือดสูง จึงทำให้มีสุขภาพดี และมีอายุยืนยาว.

ความเป็นมาและวัตถุประสงค์
หลักการในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ คือ จะต้องตระหนักถึงความสำคัญของการระมัดระวังเรื่องของน้ำตาลและไขมันในเลือด เพราะในทางการแพทย์ เราถือว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นเบาหวานและไขมันในเลือดสูงด้วยกันโดยถ้วนทั่ว. ผู้เขียนได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุได้อย่างชัดเจนว่า ส่วนใหญ่ของผู้สูงอายุจะมีน้ำตาลและไขมันในเลือดสูง ยิ่งอายุมาก ยิ่งมีโอกาสมาก และผู้ที่เป็นเช่นนี้ก็มักจะมีปัญหาทางด้านสุขภาพในรูปแบบต่างๆ ตามมาด้วย.
อาหารเป็นองค์ประกอบสำคัญมากของการสร้างเสริมสุขภาพ ขณะเดียวกัน ก็เป็นต้นเหตุของความเจ็บป่วยด้วย. ดังมีคำพูดอยู่ประโยคหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสุขภาพกายว่า “ You are what you eat.“ โดยมีการประมาณการไว้ว่า ๙๐% ของความเจ็บป่วยมีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง.
ด้วยเหตุที่อาหารเป็นเรื่องที่สำคัญมาก จึงได้พยายามศึกษาเรื่องของอาหาร และการรับประทานอาหารเพื่อป้องกันและลดภาวะน้ำตาลและไขมันในเลือด โดยนำเอาความรู้มาทดลองปฏิบัติในชีวิตประจำวันเพื่อการตรวจสอบและพิสูจน์ข้อ เท็จจริงด้วยตนเอง.
การทดลองรับประทานถั่วและงาขาวด้วยตนเองเพียงลำพังคงจะไม่สนุกและไม่มีโอกาส ศึกษาผลของผู้อื่น ขณะเดียวกัน คงจะทำได้ไม่นานนักเพราะอายุมากแล้ว. จึงขอถือโอกาสนี้เชิญชวนท่านทั้งหลาย มาทดลองศึกษาและปฏิบัติด้วยตนเอง และแบ่งปันประสบการณ์ให้กันและกัน โดยไม่ต้องหลงเชื่อผู้อื่น.
ควรสบาย ใจขึ้นที่วงการอาหารและสุขภาพของประเทศไทยและนานาชาติยอมรับและแนะนำให้รับ ประทานถั่วและงาเป็นประจำ เพราะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพโดยตรง.

ชนิดของถั่วและงาที่แนะนำให้รับประทาน
ถั่วเหลืองเป็นถั่วที่ยอมรับกันทั่วโลกว่า เป็นอาหารที่ดี มีคุณค่าสูง มีองค์ประกอบของอาหารครบทั้ง ๕ หมู่ และมีสัดส่วนใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์มาก. ที่สำคัญมาก คือ ไขมันในถั่วเหลืองเป็นไขมันดี คือ ไขมันไม่อิ่มตัวเป็นส่วนใหญ่ และมีปริมาณหรือสัดส่วนของโปรตีนสูงเหมือนกับเนื้อสัตว์.
แต่การรับประทานถั่วเหลืองมากเกินไปก็อาจมีโทษ เพราะถั่วเหลืองมีพิวรีน ซึ่งเป็นสารเริ่มต้นที่จะไปเป็นกรดยูริก. คนที่เป็นเกาต์ไม่ควรรับประทาน แต่คนทั่วไปย่อมรับประทานได้.
หลายคนไม่เข้าใจเรื่องนี้ จึงไปคิดเอาเองว่า การรับประทานถั่วเหลืองจะทำให้เป็นเกาต์. ที่จริงแล้วถั่วเหลืองไม่ทำให้เป็นเกาต์ แต่ทำให้ผู้ที่เป็นเกาต์มีอาการของเกาต์รุนแรงขึ้น และผู้ที่มียูริคในเลือดสูงก็อาจจะมีโอกาสเป็นเกาต์ได้ ถ้ารับประทานมากและนาน. รวมความแล้ว คนที่ยังไม่เป็นเกาต์รับประทานถั่วเหลืองได้ แต่ไม่ควรรับประทานมากเกินไปเป็นเวลานาน.
ในถั่วเหลืองจะมีออกซาเลต. ดังนั้น การกินถั่วเหลืองมากเกินไปจะทำให้ปัสสาวะมี่ออกซาเลตออกมามากด้วย. ออกซาเลตที่ออกมาในปัสสาวะจำนวนมากจะจับกับแคลเซี่ยมในทางเดินปัสสาวะ ก็จะกลายเป็นตะกอนซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้. ดังนั้น การรับประทานถั่วเหลืองจำนวนมาก ควรรับประทานหลังอาหารทันทีเพื่อให้ออกซาเลตจับตัวกับแคลเซี่ยมในอาหารต่าง ๆ และตกตะกอนในทางเดินอาหาร ซึ่งจะไม่ถูกดูดซึม จึงถูกขับออกทางอุจจาระโดยไม่ไปตกตะกอนในทางเดินปัสสาวะ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการเิกิดนิ่วก็ได้.
การรับประทานถั่วเหลืองหรือน้ำถั่วเหลืองจำนวนไม่มากเกินไป ก็สามารถรับประทานเมื่อใดก็ได้.
เพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ เราจึงไม่ควรรับประทานถั่วเหลืองเพียงอย่างเดียว จึงขอแนะนำให้รับประทานถั่วเขียว ถั่วแดง และถั่วดำ หรือรับประทานถั่ว 4 สี เพื่อให้ได้อาหารและแร่ธาตุที่หลากหลาย รวมทั้งป้องกันสารพิษจากถั่วด้วย.
ในการรับประทานถั่วดังกล่าว ควรทำให้สุกเสียก่อน เพราะการรับประทานถั่วดิบจะได้รับสารพิษมากเกินไป.
เนื่องจากถั่วทั้ง 4 สีนั้น มีถั่วที่มีไขมันมากคือถั่วเหลือง ซึ่งเมื่อนำมารับประทานร่วมกับถั่วอื่นแล้ว ก็จะทำให้จำนวนไขมันที่รับประทานมีมากขึ้น.
ไขมันที่ดีมีประโยชน์ต่อร่าง กายมาก เพราะทุกเซ็ลของร่างกายต้องการไขมันเพื่อการซ่อมสร้างและใช้งาน. เพื่อป้องกันปัญหาของการขาดไขมันจึงขอแนะนำให้ใช้งาขาวตราไร่ทิพย์ ซึ่งเข้าใจว่า ผลิตจากการนำเอางาดำมาขัดเอาเปลือกออก.
งาดำที่ขัดเอาเปลือกออกแล้วจนเป็นงาขาวนั้น เมื่อนำมาต้มจะย่อยง่ายกว่าที่ยังไม่ได้ขัดเอาเปลือกออก.
งาดำที่เอามาคั่วจนหอมนั้น เป็นการใช้ความร้อนสูง น้ำมันในงาดำก็จะเป็นไอระเหยและแปรรูปเป็นไขมันแปรรูป ซึ่งเป็นอันตรายต่อหลอดเลือด. ขณะเดียวกัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต(แป้ง) ไขมันและงาบางส่วนที่ถูกคั่วก็จะไหม้เกรียมจนเป็นกลิ่นหอม และมีอนุมูลอิสระเกิดขึ้น ครั้นรับประทานเข้าไป ก็จะเป็นสาเหตุให้เยื่อบุหลอดเลือดแดงเสียหายจนมีคราบไขมันมาเกาะ และยังเป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วย.

สัดส่วนของถั่วที่นำมาต้ม
เมื่อศึกษาส่วนประกอบของถั่วต่าง ๆ และงาที่พิมพ์ไว้หลังถุงที่บรรจุนั้น จะพบว่า ส่วนประกอบในด้านไขมันและโปรตีนในถั่วอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ถั่วเหลืองนั้น มีจำนวนน้อยกว่าถั่วเหลือง เพราะส่วนประกอบของถั่วแต่ละชนิดมีจำนวนไม่เท่ากัน.
ดังนั้น จึงควรศึกษาส่วนประกอบที่พิมพ์ไว้ที่ถุงใส่ถั่วให้เข้าใจเสียก่อน.
สัดส่วนในขั้นต้น คือ ให้ตวงถั่วและงาเท่ากันหมด คือ อย่างละ 1 ส่วน แล้วจึงเติมงาและถั่วเหลืองลงไปอีกอย่างละครึ่งส่วนเพิ่มขึ้นมาอีก เพื่อจะได้โปรตีนและไขมันอย่างเพียงพอ.
ล้างถั่วและงา 3 ครั้งแล้วแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 4 ชั่วโมงเพื่อให้ถั่วพองน้ำ จะได้นุ่มและสุกง่ายขึ้นในเวลาต้ม.
การแยกงาออกมาล้างต่างหากทำให้การล้างง่ายขึ้น โดยการเอางามาใส่ในตาข่ายโลหะ(กระชอน) และปล่อยให้น้ำลาดหรือลดลงบนงา. ถ้าไม่แยกล้าง ก็ให้ล้างรวมกันแล้วเทเอาน้ำออกโดยเทผ่านตาข่ายดังกล่าวแ้ล้วก็ได้.
เมล็ดถั่วที่ลอยน้ำให้คัดทิ้ง เพราะอาจสกปรกหรือติดเชื้อรา.
นำถั่วมาต้มหรือหุงแบบข้าวก็ได้. ควรต้มจนน้ำเดือดแล้วหรี่ไฟให้ร้อนพอที่จะทำให้น้ำเดือดเบา ๆ 20 – 30 นาที หรือนานกว่านั้นถ้าต้องการความนิ่ม.
เมื่อต้มเสร็จแล้วไม่ต้องเทน้ำออก ให้รับประทานได้เลย ทำให้ไม่ฝืดคอ. เมื่อถั่วและงาเย็นแล้ว ให้เก็บไว้ในตู้เย็น.
ในการต้มถั่วและงาแต่ละครั้ง ควรเพียงพอสำหรับการรับประทานได้ 4 วัน. ถ้า 4 วันแล้วยังไม่หมด ก็ควรต้มซ้ำเพื่อฆ่าเชื้อโรค.

วิธีรับประทานถั่วและงา
โดยหลักการแล้ว เราต้องรับประทานอาหารครบทั้ง ๕ หมู่ในทุกมื้อ. เนื่องจากมื้อเช้ามีความสำคัญต่อสุขภาพมาก เพราะร่างกายขาดอาหารมาทั้งคืน ดังนั้นจึงควรรับประทานถั่วและงาเป็นอาหารเช้า ประมาณ 4-5 ช้อนโต๊ะแทนข้าว. ขณะเดียวกัน เป็นการลดภาระการหุงหาอาหารในตอนเช้า เราจึงใช้วิธีทานถั่วและงาจนเป็นนิสัย.
อาหารที่รับประทานคู่กับถั่วและ คือ นม เพื่อที่จะได้โปรตีนจากนมนั่นเอง. ถึงแม้ถั่วจะเป็นอาหารชั้น 1 แต่ถั่วไม่มีโปรตีนครบถ้วน จึงต้องการโปรตีนจากสัตว์จึงจะครบถ้วน. สำหรับผู้มี่มีไขมันในเลือดสูง ควรรับประทานนมไขมัน 0 เพื่อป้องกันไขมันในเลือดสูง.
แต่เนื่องจากร่างกายต้องการโปรตีน 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน จึงควรรับทานไข่ขาวต้มอีก 2 ฟองใหญ่. สำหรับผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง ไม่ควรรับประทานไข่แดง และในไข่ขาวก็ไม่มีโคเลสเตอรอล.
อย่าลืมว่า ต้องเหลือกระเพาะไว้รับประทานผลไม้ด้วย สำหรับผักนั้น ให้ทานแนมไปกับถั่วและงาได้เลย.
สำหรับผู้ที่มีน้ำตาลในเลือดสูง อาจรับประทานผลไม้และผักก่อนรับทานข้าวจะช่วยให้การดูดซึมน้ำตาลในทางเดิน อาหารช้าลง เป็นผลให้น้ำตาลไม่สูงอย่างรวดเร็ว.
ผู้ที่เป็นไขมันในเลือดสูงและเป็นเบาหวาน ไม่ควรดื่มน้ำผลไม้เพราะน้ำผลไม้เป็นน้ำตาลฟรุกโตสที่ย่อยได้ง่ายและรวดเร็ว จึงทำให้น้ำตาลในเลือดและไขมันในเลือดสูงขึ้น.

ทางเลือกในการรับประทานถั่ว
บางครั้งทานถั่ว งา และไข่ต้มมาหลายวันเข้า ก็มักจะเบื่อ จึงอาจหันมารับประทานข้าวโอ๊ตและข้าวซ้อมมือแทนเป็นครั้งคราวก็ได้ แต่คุณค่าทางอาหารนั้นต่างกับถั่วและงาอย่างมากมาย. บางครั้งอาจรับประทานไข่ดาวแทนไข่ต้มก็ได้ หรือเปลี่ยนจากไข่ต้มมาเป็นปลาซาดีน หรือปลาทูน่าบ้างก็ดี.
การโรยผงขมิ้นชันและผงโกโก้ลงไปด้วยจะช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ และได้รับประโยชน์อื่น ๆ จากขมิ้นชันและโกโก้ด้วย. การเติมน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์มาก(extra virgin)ที่กลั่นเย็น 1 ช้อนโ๊ต๊ะลงไปด้วย จะช่วยให้ร่่างกายได้รับไขมันดีหรือไขมันไม่อิ่มตัวมากขึ้น.
ถ้ามื้อไหนที่อาหารมีโปรตีนและไขมันไม่เพียงพอ ก็ควรรับประทานถั่วและงาเสริมเข้าไปด้วย.
ในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่รับประทานอาหารเย็นเร็ว ควรรับประทานถั่ว งา ประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะพูน และไข่ขาวต้มและหรือนมไขมัน 0 อีกครั้งตอนก่อนนอน เพื่อที่จะได้อาหารที่มีส่วนประกอบครบถ้วนไปหล่อเลี้ยงสมอง และซ่อมแซมร่างกายทั้งคืน.
ถั่วลิสงมีคุณค่าและมีไขมันชั้นดีเป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากเชื้อราขึ้นได้โดยง่าย จึงเกิดสารพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็ง. ดังนั้น ถ้าอยากจะรับประทานถั่วลิสง ก็ควรต้มถั่วลิสงที่ปอกเปลือกแล้ว แนะนำว่า ควรรับประทานตราไร่่ทิพย์ เพราะเป็นบริษัทใหญ่ ที่สามารถประชาสัมพันธ์ในโทรทัศน์หลักได้. ไม่ควรรับประทานถั่วลิสงมาก และต่อเนื่อง.

ซื้อถั่วและงาได้ที่ไหน
ถั่วและงาขาวมีขายตามร้านของชำในตลาดสดและที่ซูปเปอมาร์เก็ต. การซื้อที่ตลาดสดมักจะมีครบ.
ควรซื้อตราไร่ทิพย์เพราะน่าไว้วางใจ แต่ถ้าไม่มีก็ซื้อของบริษัทอื่นได้.
ควรซื้อถั่วเหลืองและถั่วเขียวที่ยังมีเปลือกหุ้มอยู่ และถั่วอื่นก็เช่นกัน. เปลือกชั้นในของถั่วจะช่วยป้องกันเชื้อรา.
เวลาซื้อควรตรวจวันที่ผลิตและหมดอายุ โดยเฉพาะถั่วลิสงจะติดเชื้อราได้โดยง่าย ต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ..
ไม่ควรซื้อถั่วลิสงที่อยู่ในถุงขนาดใหญ่ เพราะอาจจะมีเชื้อรากระจายไปทั่ว. ควรซื้อที่อยู่ในถุงหรือซองพลาสติกที่ปิดแน่น ลมไม่เข้า. ถั่วลิสงที่มีสีขาวเกินไปน่าจะเป็นถั่วที่ผ่านการฟอกสีและอาจเคลือบด้วยสาร เคมีที่ป้องกันเชื้อรา ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ.

วาซาบิ

credit  http://www.thaiclinic.com

"วาซาบิ" กล่าว
กันว่าวาซาบิเป็นอาหารประจำชาติญี่ปุ่น ถ้าบนโต๊ะอาหารไทยมีน้ำปลา พริก
อาหารฝรั่งมีเกลือกับพริกไทย บนโต๊ะอาหารญี่ปุ่นก็ขาดวาซาบิไม่ได้เช่นกัน
คนญี่ปุ่นนิยมกินวาซาบิกับปลาดิบ ข้าวปั้นญี่ปุ่นหรือโซบะบางชนิด

วาซาบิ (wasabi) ทำมาจากอะไร?


วาซาบิ เป็นเครื่องปรุงที่ทำมาจากการบดลำต้นของพืชที่ชื่อ canola  (Japanese
horseradish)
ซึ่งจัดเป็นไม้ยืนต้นที่อยู่ในตระกูลเดียวกับพวกบรอกโคลีและกะหล่ำ
เป็นสมุนไพรดั้งเดิมของญี่ปุ่น สามารถปลูกได้ทั้งบนดิน และพื้นน้ำ
โดยปลูกบนพื้นน้ำจะให้คุณภาพที่ดีกว่า ในหลายประเทศมักจะเรียกวาซาบิกันผิดๆ
ว่าฮอร์สแรดิชญี่ปุ่น ฮอร์สแรดิชสีเขียว หรือแม้แต่มัสตาร์ดญี่ปุ่นโดยนำส่วนโคนลำต้นที่มีความหนาออกมาใช้ และหลายๆ คนมักจะเข้าใจผิดว่าเป็นส่วนรากของมัน


ฝนวาซาบิด้วยแผ่นเหงือกปลาฉลาม

เวลา
จะนำไปรับประทาน หรือประกอบอาหารนั้นจะต้องมีกรรมวิธีพิเศษ คือ
นำวาซาบิไปฝนกับเครื่องฝนพิเศษที่ทำมาจากเหงือกปลาฉลาม (Wasabi Oroshi)
ซึ่งจะมีปุ่มขนาดเล็กๆ จนทำให้ผลวาซาบิละเอียดจนมีลักษณะคล้ายครีมสีเขียว
หลังจากนั้นก็นำไปผสมกับ
โชยุใช้เป็นน้ำจิ้มสำหรับปลาดิบ (ซะชิมิ, sashimi) หรือ ซูชิ (sushi) เพื่อให้ได้รสชาติอร่อยยิ่งขึ้น

เมื่อ
นำมาเสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร จะมาในรูปของเครื่องปรุงรสที่มีกลิ่นฉุน
รับประทานเข้าไปทำให้แสบจมูกในระยะสั้น ๆ
ก่อนที่รสชาดจะเปลี่ยนไปเป็นความกลมกล่อม ทั้งขมทั้งหวานผสมผสานกันไป

การ
ปลูกวาซาบินั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องลงทุนค่อนข้างสูง
พืชชนิดนี้มักจะปลูกในที่โล่ง แต่จะต้องมีการจำกัดปริมาณแสงแดด
ไม่ให้ส่งลงมาถูกต้นพืชโดยตรงในช่วงฤดูร้อน
เมื่อไม่นานมานี้เกษตรกรชาวญี่ปุ่นถูกแย่งตลาดด้วยการสั่งนำเข้าต้นพืชที่มี
กรรมวิธีการปลูกสมัยใหม่และราคาถูกกว่าจากไต้หวันและฟิลิปปินส์
แม้ว่าผลิตผลจะมีรสเผ็ดเกินกว่าที่จะนำมารับประทานเดี่ยว ๆ
แต่ก็ได้รับการสั่งนำเขาจำนวนมากจากบริษัทใหญ่ ๆ ในญี่ปุ่น
เพื่อที่จะนำมาผสมผสานกับเครื่องปรุงอื่น ๆ เช่น หัวไชเท้าและเครื่องเทศ
ที่เรียกกันว่า เนริวาซาบิ และตลาดของเครื่องปรุงเนริวาซาบิ มีมูลค่าถึง 16
ล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปี ในขณะที่วาซาบิแบบดังเดิมมีมูลค่าในตลาด 36
ล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปี


ลักษณะ

ใบ
ของวาซาบิจะคล้ายกับดอกของต้นโฮลีฮอค ต้นมีความสูงแค่เข่า
ส่วนโคนลำต้นที่ใช้ในการทำอาหารมีลักษณะเป็นหัวเหมือนหัวไชเท้าหรือบอระเพ็ดแต่
เป็นสีเขียวอ่อนๆ เมื่อบดแล้วมีกลิ่นที่ฉุนรุนแรง
ถ้ารับประทานจะให้ความรู้สึกแสบร้อนขึ้นจมูกในระยะสั้นๆ
ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นความกลมกล่อม ทั้งหวานและขมผสมกันไป


แหล่งเพาะปลูก

แหล่ง
ที่ปลูกวาซาบิอยู่ที่ชิมิทสึ แปลว่า น้ำสะอาด
การปลูกวาซาบินั้นไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องลงทุนค่อนข้างสูง
พืชชนิดนี้มักจะปลูกในที่โล่งแต่จะต้องมีการจำกัดปริมาณแสงแดดไม่ให้ส่องลง
มาถูกต้นพืชโดยตรงในช่วงฤดูร้อน

เนื่องจากมีแหล่งปลูกที่จำกัดจึงทำให้วาซาบิมีราคาค่อนข้างสูง ที่ประเทศไทยนั้นตามร้านอาหารมีระดับ หรือตามโรงแรมบางแห่งเท่านั้นที่จะใช้โคนต้นวาซาบิสดบด เพราะต้องนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่นด้วย
ราคากิโลกรัมละหลายพันบาท
ดังนั้นจึงมีวาซาบิเทียมซึ่งมีลักษณะเป็นผงสีเขียวและปรุงแต่งกลิ่นและสี
เพิ่มขึ้น
เมื่อนำมาผสมและกวนกับน้ำเย็นแล้วทิ้งไว้สักครู่ก็จะมีหน้าตาเหมือนกับวาซา
บิของแท้แต่กลิ่นรสจะฉุนจัดจ้านกว่าเรียกว่า "ผงวาซาบิ"



การบริโภควาซาบิที่ถูกวิธี

ควรทาวาซาบิลงบนเนื้อปลา
ดิบแล้วจุ่มเนื้อปลาดิบด้านที่ไม่มีวาซาบิลงในซีอิ๊วญี่ปุ่น
ทั้งนี้วาซาบิจะได้ไม่ลงไปปนเปื้อนอยู่ในถ้วยซีอิ๊ว
วาซาบิที่ดีจะต้องไม่ให้แต่รสเผ็ดเท่านั้น
แต่จะต้องมีกลิ่นที่ช่วยทำให้ปลาดิบคำนั้นมีรสชาติกลมกล่อมยิ่งขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตามคนทั่วไปนิยมผสมวาซาบิลงในซีอิ๊วซึ่งเรียกว่า ‘วาซาบิโซยุ’
แล้วใช้จิ้มปลาดิบ หรือบางคนนิยมใส่ลงไปในชามโซบะซึ่งก็อร่อยไปอีกแบบ


ประโยชน์

กลิ่นฉุนของรสชาติวาซาบินั้นจะช่วยดับกลิ่นคาวของอาหารทะเลได้ทุกชนิด เพราะสารที่อยู่ในวาซาบิเมื่อฝนเป็นแป้งกระทบกับออกซิเจนในอากาศ จะเกิดปฏิกิริยาเป็นทั้งกลิ่นและรสที่ฉุนรุนแรง สารนี้จะมีประโยชน์ในการกระตุ้นต่อมน้ำลายให้ขับออกมาช่วยในการย่อย อีกทั้งในวาซาบิยังอุดมด้วยวิตามินซี


สรรพคุณทางยาที่น่าสนใจ

ใน
การรับประทานอาหารญี่ปุ่นครั้งหน้า เมื่อจะแต้มเครื่องปรุงรสสีเขียว ๆ
ลงไปในปลาดิบที่คุณชอบ
ลองนึกถึงประโยชน์ต่อร่างกายที่กำลังจะได้รับเข้าไปด้วย
เพราะจากการศึกษาวิจัย พบว่า วาซาบิ
เครื่องปรุงรสเผ็ดสีเขียวของชาวญี่ปุ่นนั้น
มีคุณประโยชน์ทางยาอย่างหลากหลาย อาทิเช่น

(1) ฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค พบว่าวาซาบิมีผลในการฆ่าเชื้อโรค และสามารถต่อต้านการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด
(2) กำจัดพยาธิที่อาศัยอยู่ในปลาได้ เมื่อผ่านเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารของมนุษย์
(3) ฤทธิ์ต่อต้านสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งของกระเพาะอาหาร
(4) ป้องกันเส้นเลือดอุดตัน ฤทธิ์ต้านการเกาะตัวของเกล็ดเลือด
(5) ป้องกันฟันผุ ในอนาคตอาจนำไปประยุกต์เป็นส่วนผสมในยาสีฟัน

ผงวาซาบิ


ผงวาซาบิที่คนส่วนใหญ่เข้า
ใจผิด คิดว่าทำมาจากวาซาบิสดที่ถูกทำให้แห้งแล้วบดเป็นผง
แต่ในความจริงแล้วเป็นวาซาบิเทียมที่ทำจากฮอร์สแรดิชผสมกับผงมัสตาร์ด
(ซึ่งให้ความฉุนแบบเผ็ดร้อนขึ้นจมูกคล้ายวาซาบิ) แป้ง และ สีผสมอาหาร
โดยไม่มีส่วนผสมของวาซาบิเลย แต่ให้รสชาติที่ใกล้เคียงกัน
เพียงแต่ว่าความฉุนนั้นจะหายไปรวดเร็วกว่า
ผงวาซาบิทำขึ้นเพื่อทดแทนวาซาบิบดสดที่มีราคาสูง
และไม่สามารถเก็บรักษาได้นานเท่าผงวาซาบิ


วาซาบิ ช่วยบรรเทาอาการหวัดได้...จริงหรือ ?

คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าวาซาบิ
สามารถช่วยให้หายใจโล่งขึ้น หรือบรรเทาอาการหวัด
เนื่องจากเวลารับประทานวาซาบิแล้วจะรู้สึกฉุนและเผ็ดร้อนขึ้นจมูก

แต่มีผลการทดลองของนัก
วิจัยชาวสหรัฐอเมริกาค้นพบว่า วาซาบิแทนที่จะช่วยให้การหายใจดีขึ้น
กลับอาจทำให้การหายใจที่ติดขัดอยู่แล้วนั้นแย่ลง ศูนย์การแพทย์ Kaiser
Permanente Medical Center ในเมืองโอคแลนด์
มลรัฐแคลิฟอร์เนียได้ทำการศึกษาผลของวาซาบิ กับอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวน 22
คน โดยมีการให้รับวาซาบิหลายๆ ครั้ง และมีการวัดการระบายในช่องจมูก
เพื่อศึกษาผลต่อการหายใจในช่องจมูก...... หลังการศึกษาได้ผลสรุปว่าจริงๆ
แล้ววาซาบิทำให้ทางเดินหายใจติดขัด
ซึ่งผู้รับประทานมักจะรู้สึกและเข้าใจเองว่า
วาซาบิทำให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น
แต่แท้ที่จริงแล้ววาซาบิจะเป็นตัวที่ทำให้การไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงใน
โพรงจมูกเพิ่มขึ้นซึ่งเลือดเหล่านี้จะทำให้ทางเดินหายใจถูกปิดกั้น
หรืออุดตันลง

ส่วนสาเหตุที่ทำให้รู้สึก
เหมือนจมูกโล่งขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนของเลือดที่ว่านี้
ทำให้เกิดความเย็นของลมหายใจที่ผ่านช่องโพรงจมูก
หรืออาจเป็นเพราะการกระตุ้นที่โพรงจมูกในชั่วขณะหนึ่งเพื่อให้อากาศไหล
ผ่านกลับมาได้สะดวกเป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกจมูกโล่งขึ้นได้
































การ์ตูนผู้หญิงแบบ PDF สั่งได้เลยที่ไลน์ไอดี fattycatty หรือแสกนคิวอาร์โค้ดไลน์ที่นี่




สั่งซื้อการ์ตูนตาหวาน
การ์ตูนผู้หญิงแบบ PDF
มีเป็นพันเล่มคลิกเข้าไปเลือกดูได้เลยที่นี่