homeowners insurance Claim home insurance Claim state farm car insurance Claim comprehensive insurance Claim commercial insurance Claim cheap auto insurance Claim cheap health insurance Claim indemnity Claim car insurance companies Claim progressive quote Claim usaa car insurance Claim insurance near me Claim term life insurance Claim auto insurance near me Claim state farm car insurance Claim comprehensive insurance Claim progressive home insurance Claim house insurance Claim progressive renters insurance Claim state farm insurance quote Claim metlife auto insurance Claim best insurance companies Claim progressive auto insurance quote Claim cheap car insurance quotes Claim allstate car insurance Claim rental car insurance Claim car insurance online Claim liberty mutual car insurance Claim cheap car insurance near me Claim best auto insurance Claim home insurance companies Claim usaa home insurance Claim list of car insurance companies Claim full coverage insurance Claim allstate insurance near me Claim cheap insurance quotes Claim national insurance Claim progressive home insurance Claim house insurance Claim health insurance quotes Claim ameritas dental Claim state farm renters insurance Claim medicare supplement plans Claim progressive renters insurance Claim aetna providers Claim title insurance Claim sr22 insurance Claim medicare advantage plans Claim aetna health insurance Claim ambetter insurance Claim umr insurance Claim massmutual 401k Claim private health insurance Claim assurant renters insurance Claim assurant insurance Claim dental insurance plans Claim state farm insurance quote Claim health insurance plans Claim workers compensation insurance Claim geha dental Claim metlife auto insurance Claim boat insurance Claim aarp insurance Claim costco insurance Claim flood insurance Claim best insurance companies Claim cheap car insurance quotes Claim best travel insurance Claim insurance agents near me Claim car insurance Claim car insurance quotes Claim auto insurance Claim auto insurance quotes Claim long term care insurance Claim auto insurance companies Claim home insurance quotes Claim cheap car insurance quotes Claim affordable car insurance Claim professional liability insurance Claim cheap car insurance near me Claim small business insurance Claim vehicle insurance Claim best auto insurance Claim full coverage insurance Claim motorcycle insurance quote Claim homeowners insurance quote Claim errors and omissions insurance Claim general liability insurance Claim best renters insurance Claim cheap home insurance Claim cheap insurance near me Claim cheap full coverage insurance Claim cheap life insurance Claim

โรคเกี่ยวกับต่อมน้ำลาย

วิตามินซีกับต่อมน้ำลาย

เวลาที่ผู้ป่วยมีภาวะต่อมน้ำลายอักเสบ แพทย์จะให้ยาเพื่อลดอาการอักเสบ ลดไข้ แก้ปวด และแนะนำการปฏิบัติตัว รวมทั้งให้อมวิตามินซี (ASCORBIC ACID) วิตามินซีนั้นมีรสเปรี้ยวซึ่งจะกระตุ้นให้ต่อมน้ำลายขับน้ำลายออกมาหล่อเลี้ยงช่องปากมากขึ้น มีผลทำให้ต่อมน้ำลายลดอาการอักเสบและลดอาการบวมได้เร็วขึ้น จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องเป็นวิตามินซีก็ได้ บางท่านอาจดื่มน้ำผลไม้หรือรับประทานผลไม้รสเปรี้ยว หรือแม้แต่อมลูกอมรสเปรี้ยวๆ ก็จะมีผลเช่นเดียวกัน

เนื่องจากเราต้องการรสเปรี้ยวของอาหารมากระตุ้นเพื่อให้ต่อมน้ำลายขับน้ำลายออกมา เพราะฉะนั้นวิตามินซีที่รับประทานจึงควรอมให้ละลายในปากก่อนที่จะกลืน ส่วนวิตามินซีที่มีความเข้มข้นมากๆ นั้น อาจไม่เหมาะในการนำมาอมในช่องปาก เพราะอาจมีรสชาติที่เปรี้ยวเกินไปจนทำให้เกิดภาวะอักเสบของเยื่อบุช่องปากได้

วิตามินซีมีข้อดีต่อต่อมน้ำลาย และยังมีข้อดีในการช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย และทำให้ผิวพรรณสดใส รวมทั้งเป็นหนึ่งในสารต้านมะเร็งด้วย และเป็นวิตามินที่ไม่สะสมในร่างกาย นั้นคือถ้าร่างกายได้รับวิตามินซีเข้าไปในปริมาณที่มากเกินความต้องการ วิตามินวีส่วนเกินก็จะขับออกมาทางปัสสาวะหมด ส่วนข้อเสียของวิตามินซี คือ มีความเป็นกรด จึงระคายเคืองกระเพาะ อาหารและทางเดินอาหารได้ และทำให้ฟันสึกได้ นอกจากนั้นวิตามินซีที่ใช้อมนั้นมักจะมีส่วนผสมของน้ำตาลเพื่อให้ได้รสชาติที่น่าพอใจ น้ำตาลเหล่านี้อาจเป็นตัวก่อให้เกิดภาวะฟันผุได้ วิตามินวีที่มีความเข้มข้นมากๆ ในปัสสาวะ อาจก่อให้เกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ และอาจทำให้เกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้ด้วย

ดังนั้นเมื่อจะรับประทานวิตามินซีควรดื่มน้ำตามเยอะๆ และปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาจะดีที่สุดค่ะ

การผ่าตัดต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร (Submandibular Gland Excision)

ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร (Submandibular gland) เป็นต่อมที่มักมีปัญหาเรื่องการติดเชื้อ มากกว่าต่อมน้ำลายอื่นๆ อันมีสาเหตุมาจาก การมีท่อทางเดินน้ำลายที่ค่อนข้างยาว และอยู่บริเวณพื้นปาก โดยมีรูเปิดที่พื้นปากส่วนหน้าใต้ลิ้น ทำให้มีโอกาสเกิดนิ่วในทางเดินน้ำลาย และนำมาสู่การติดเชื้อของต่อมน้ำลาย ซึ่งผู้ป่วยมักจะมีอาการ ปวด บวม บริเวณใต้ขากรรไกร ในกรณีที่เป็นมาก อาจเป็นมากจนกลายเป็นฝีบริเวณใต้ขากรรไกรได้

นอกจากปัญหาเรื่องการติดเชื้อแล้ว ปัญหาเรื่องเนื้องอก ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการรักษาด้วยการผ่าตัด โดยเนื้องอกของต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร มีโฮกาสเป็นเนื้อร้าย หรือที่เรียกว่า มะเร็ง ได้ประมาณ 50%

โดยสรุป ข้อบ่งชี้ ของการผ่าตัด ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร มีดังนี้

มีการอักเสบติดเชื้อ ซ้ำแล้วซ้ำอีก
การอักเสบเรื้อรังของต่อมน้ำลาย
นิ่วในทางเดินน้ำลาย
ก้อนเนื้อบริเวณต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร
การรักษาด้วยการผ่าตัด จำเป็นต้องดมยาสลบ ใช้เวลาประมาณ 1-2 ชม. โดยลงแผลยาวประมาณ 4-5 ซม. การผ่าตัดนี้มีโรคแทรกซ้อนที่สำคัญ
ดังต่อไปนี้

การเกิดอันตรายกับเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงบริเวณมุมปาก หากเกิดขึ้นทำให้มีปากเบี้ยวขณะที่ยิ้ม หรือห่อปาก มีทั้งเป็นแบบชั่วคราว และบบถาวร หากเป็นแบบชั่วคราว อาการจะค่อยๆดีขึ้นภายในระยะเวลา 2-6 เดือน
การติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัด
เลือดหรือน้ำเหลืองตกค้างบริเวณใต้แผลผ่าตัด
หลังจากตัดต่อมน้ำลายออก แพทย์จะส่งชิ้นเนื้อ เพื่อรับการตรวจทางพยาธิวิทยา และจะวางแผนการรักษาตามผลการตรวจทางพยาธิวิทยาต่อไป

การผ่าตัดต่อมน้ำลายหน้าหู (Parotidectomy)

ต่อมน้ำลายหน้าหู เป็นต่อมน้ำลายที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ตัวต่อมน้ำลาย จะมีเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงใบหน้า วิ่งผ่านกลางต่อม ทำให้แบ่งต่อมน้ำลายหน้าหูได้เป็น ส่วนตื้น และส่วนลึก โดยใช้เส้นประสาทนี้เป็นตัวแบ่ง

การผ่าตัดต่อมน้ำลายหน้าหู มี 2 แบบ

แบบแรก เป็นการผ่าตัดเอาต่อมน้ำลายที่อยู่ในชั้นตื้นกว่า เส้นประสาทที่มาเลี้ยงใบหน้าออก (Superficial Parotidectomy) โดยทั่วไปมักทำการผ่าตัดแบบนี้

แบบที่สอง เป็นการผ่าตัดเพื่อเอาต่อมน้ำลายออกทั้งหมด คือออกทั้งชั้นตื้นและชั้นลึกต่อเส้นประสาท (Total Parotidectomy) ปกติจะทำในกรณีที่เป็นเนื้องออกในชั้นลึก หรือเป็นเนื้อร้าย
ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดต่อมน้ำลายหน้าหูได้แก่

เป็นเนื้องอกของต่อมน้ำลาย ทั้งชนิดไม่ร้าย และชนิดร้ายแรง หรือเป็นมะเร็ง ทำผ่าตัดเพื่อตัดต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ในต่อมน้ำลาย ในกรณีที่สงสัยว่าจะเป็นมะเร็ง ในกรณีที่เป็นต่อมน้ำลายอักเสบเรื้อรัง

การผ่าตัดต่อมน้ำลายหน้าหู มีภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญดังนี้

1.การเกิดอันตรายกับเส้นประสาทที่มาเลี้ยงใบหน้า เป็นได้ทั้งแบบชั่วคราว (มีโอกาสเกิดประมาณ 10%) และแบบถาวร (มีโอกาสเกิดประมาณ 5%) หากเป็นแบบชั่วคราว อาการจะดีขึ้นภายในระยะเวลา 2-6 เดือน โดยอาจมีอาการปิดตาไม่สนิท ปากเบี้ยวเวลายิ้ม ในระหว่างที่รอการฟื้นต้วของเส้นประสาท ควรทำกายภาพบำบัดของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อฝ่อ การเป็นแบบถาวร แพทย์อาจพิจารณาทำการรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การผ่าตัดเพื่อดึงกล้ามเนื้อ เพื่อให้ใบหน้าไม่ผิดรูป หรือการผ่าตัดเพื่อต่อเส้นประสาท เป็นต้น

2.มีเหงื่อออกที่บริเวณแก้มข้างที่ผ่าตัด ขณะเคี้ยวอาหาร (Frey’s Syndrome) บางรายอาจเป็นแค่ชื้นๆ แต่บางราย อาจเป็นมากถึงขนาดเหงื่อหยดเป็นเม็ดๆขณะที่กินอาหารได้ โดยทั่วไป การผ่าตัดต่อมน้ำลายมี จะมีโอกาสเกิดภาวะนี้ประมาณ 30-40 % มักเกิดในช่วง 1-12 เดือนหลังการผ่าตัด มีสาเหตุมาจาก เส้นประสาทที่มาเลี้ยงต่อมน้ำลาย มีการเชื่อมต่อกลับเส้นประสาทที่มาเลี้ยงต่อมเหงื่อบริเวณแก้ม ทำให้ขณะกินอาหาร มีการกระตุ้นต่อมน้ำลายเพื่อสร้างและปล่อยน้ำลาย ก็จะมีการกระตุ้นต่อมเหงื่อที่แก้มร่วมไปด้วย อาจแก้ไขโดยใช้ยากำจัดกลิ่นใต้วงแขนชนิดครีม ทาบริเวณแก้ม เพื่อทำให้ต่อมเหงื่อบริเวณดังกล่าวฝ่อลง หากไม่ได้ผล อาจทำการรักษาด้วยการผ่าตัด เพื่อหาเนื้อเยื่อรอบๆมากั้นไม่ให้เส้นประสาทเหล่านี้ มีการเชื่อมโยงกัน นอกจากนี้ ยังมีการรักษาด้วยการฉีดโบท๊อกซ เพื่อให้ต่อมเหงื่อบริเวณแก้มหยุดทำงาน ได้ผลค่อนข้างดี

3.อาการชาบริเวณใบหู เกิดจากมีการตัดเส้นประสาทที่รับความรู้สึกบริเวณใบหู เนื่องจากทางเดินของเส้นประสาทนี้ ขวางต่อมน้ำลาย แพทย์จึงจำเป็นต้องตัดออก หลังผ่าตัด ใบหูจะชาหรือไม่ค่อยรู้สึกอยู่นาน 6-12 เดือน หลังจากนั้นเส้นประสาทรอบๆ จะงอกมากทดแทน ทำให้อาการชาน้อยลง อาการชาใบหูนี้ ไม่เกี่ยวเนื่องกับการได้ยินแต่อย่างใด

4.การติดเชื้อที่แผลผ่าตัด มักไม่เป็นปัญหา เนื่องจากจะมีการเตรียมให้ปราศจากเชื้อในแผลที่จะทำผ่าตัด รวมทั้งการให้ยาปฏิชีวนะทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด

5.เลือดออกใต้แผลผ่าตัด มักไม่เป็นปัญหาเนื่องจากแพทย์มักใส่ท่อระบายเลือด หลังผ่าดัด และจะนำท่อนี้ออกหลังผ่าตัด 2-3 วัน

6.น้ำลายขังใต้แผล (Seroma) เกิดจากต่อมน้ำลายชั้นลึก สร้างน้ำลายออกมาขังใต้แผล และทำให้มีน้ำลายซึมออกมาที่แผลได้ ป้องกันและรักษาได้โดยการทำแผล เจาะดูดน้ำลายออก และใช้ผ้าพันบริเวณแผลให้แน่น เพื่อไม่ให้มีน้ำลายตกค้าง

7.อาการอ้าปากได้น้อยลง ส่วนใหญ่เป็นแบบชั่วคราว เกิดมาจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคี้ยวอาหาร สามารถรักษาได้โดยการบริหารอ้าปาก

8.แผลเป็นหลังการผ่าตัด โดยปกติ แผลมักเห็นชัดขึ้นภายใน 3 เดือนแรก และจะค่อยๆจางหายไปในระยะเวลา 1 ปี

ทั้งหมดนี้ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ในการผ่าตัดต่อมน้ำลาย หากมีข้อสงสัยประการใด อย่าลืมสอบถามแพทย์ที่ให้การรักษาก่อนการผ่าตัดนะครับ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วย

เนื้องอกของต่อมน้ำลาย

เนื้องอกของต่อมน้ำลาย มีทั้งแบบไม่ร้าย และเนื้องอกแบบร้าย หรือที่เรียกกันว่า เป็นมะเร็งนั่นเอง จากอุบัติการณ์พบว่า ต่อมน้ำลายที่มีขนาดเล็ก จะมีโอกาสเป็นมะเร็งได้มากกว่า มีหลักในการจำง่ายๆ คือ ต่อมน้ำลายหน้าหู ซึ่งเป็นต่อมน้ำลายที่ใหญ่ที่สุด มีโอกาสเป็นมะเร็ง 1 สลึง หรือ 25% ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร มีโอกาสเป็นมะเร็ง 50 สตางค์ หรือ 50% และต่อมน้ำลายใต้ลิ้น มีโอกาสเป็นมะเร็งประมาณ 3 สลึง คือประมาณ 75%

อาการที่สำคัญของเนื้องอก ก็คือการมีก้อนบริเวณต่อมน้ำลาย ซึ่งมักค่อยๆโตขึ้น และมักไม่ค่อยมีอาการอะไร ผู้ป่วยอาจคลำพบก้อนโดยบังเอิญ หรือมีคนทัก หรือไปรับการตรวจร่างกายประจำปีแล้วพบ ในบางราย อาจมาด้วยอาการต่อมน้ำลายอักเสบ จากการที่ก้อนอุดกั้นทางเดินน้ำลาย เมื่อต่อมน้ำลายยุบบวม จึงตรวจพบก้อน

เมื่อพบก้อนที่ต่อมน้ำลาย แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจการทำงานของเส้นประสาทที่เกี่ยวข้อง บางกรณี อาจทำการเจาะดูดเพื่อเอาเซลไปตรวจ (การเจาะดูดเซลไปตรวจในบริเวณต่อมน้ำลาย มีข้อจำกัด) หรือบางครั้ง อาจต้องทำเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อตรวจหาขอบเขตของก้อน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการตรวจและความเห็นของแพทย์ที่ดูแลอยู่

ปกติถ้าพบก้อนที่ต่อมน้ำลาย แพทย์จะแนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัด เนื่องจากการผ่าตัด เป็นทั้งการรักษา และเป็นวิธีที่สามารถให้การวินิจฉัยได้แม่นยำทีสุด จากการได้เนื้อเยื่อมาตรวจ

การผ่าตัดเนื้องอกบริเวณต่อมน้ำลายหน้าหู จำเป็นต้องลงแผลค่อนข้างยาว เนื่องจากมีความจำเป็นต้องเข้าไปหาเส้นประสาทที่มาเลี้ยงใบหน้า และเก็บไว้ให้กับผู้ป่วย หากเกิดอันตรายกับเส้นประสาทเส้นนี้ จะทำให้กล้ามเนื้อที่แสดงอารมณ์ของใบหน้าทำงานผิดปกติ เช่น ปิดตาไม่สนิท ปากเบี้ยวเวลายิ้มหรือทำปากจู๋ ซึ่งอาจเป็นชั่วคราว (ประมาณ 1-2 เดือน) หรือเป็นแบบถาวร ในกรณีที่ช้ำมาก หรือถูกตัดขาดเป็นต้น สำหรับโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการผ่าตัดเนื้องอกของต่อมน้ำลาย จะกล่าวในตอนต่อไป

หากเป็นเนื้องอกของต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร ก็แนะนำให้ตัดออกเช่นเดียวกัน โดยจะลงแผลบริเวณใต้ขากรรไกร ความยาวประมาณ 4-5 ซม. แล้วเข้าไปตัดเนื้องอกออก บริเวณนี้จะมีเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงมุมปาก รวมทั้งเส้นประสาทรับความรู้สึกที่ลิ้น ซึ่งต้องทำการผ่าตัดด้วยความระมัดระวัง หลังการผ่าตัด แพทย์จะส่งชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา หากเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้าย ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพิ่มเติม แต่หากโชกไม่ดี เป็นเนื้องอกชนิดร้ายหรือเป็นมะเร็ง การรักษาขั้นตอนต่อไป จะขึ้นกับชนิดของเซลมะเร็ง บางชนิด อาจไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม ใช้ติดตามการรักษา ก็เพียงพอ บางชนิด จำเป็นต้องผ่าตัดซ้ำเพื่อนำต่อมน้ำลายที่เหลือออกให้หมด หรืออาจจำเป็นต้องตัดต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอออกทั้งหมดด้วย นอกจากนี้แล้ว อาจจำเป็นต้องให้การรักษาเพิ่มเติมด้วยการให้รังสีรักษา หรือให้เคมีบำบัดเพิ่มเติมอีกด้วย

เห็นอย่างนี้แล้ว หากมีก้อนที่บริเวณแก้ม ใต้คาง รีบไปตรวจกับแพทย์ อย่านิ่งนอนใจนะ

นิ่วในทางเดินน้ำลาย

เมื่อพูดถึงนิ่ว คนส่วนใหญ่จะนีกถึงนิ่วในทางเดินปัสสาวะ หรือนิ่วในทางเดินน้ำดี แต่คุณทราบหรือไม่ว่า นิ่ว ก็สามารถเกิดในทางเดินน้ำลายได้เช่นเดียวกัน

ร่างกายเรามีต่อมน้ำลายหลัก อยู่ 3 คู่ ประกอบด้วย

ต่อมน้ำลายหน้าหู (Parotid gland) เป็นต่อมน้ำลายที่มีขนาดใหญ่ที่สุด อยู่บริเวณหน้าหูทั้ง 2 ข้าง อ้อมลงมาที่ติ่งหูและอ้อมไปด้านหลังเล็กน้อย มีท่อน้ำลาย ไปเปิดบริเวณกระพุ้งแก้มในตำแหน่งที่ตรงกับฟันกรามบนซี่ที่ 2
ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร (Submandibular gland) เป็นต่อมน้ำลายขนาดกลาง ที่อยู่ใต้ขากรรไกรทั้ง 2 ข้าง มีท่อน้ำลาย วิ่งมาตามพื้นปากและมีรูเปิดอยู่ที่พื้นปาก ใต้ต่อปลายลิ้นทางด้านหน้า
ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น (Sublingual gland) เป็นต่อมน้ำลายหลักที่มีขนาดเล็กที่สุด อยู่บริเวณใต้ลิ้น
ในบรรดาต่อมน้ำลายเหล่านี้ เราพบนิ่วในทางเดินของต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรมากที่สุด ผู้ป่วยมักจะมาด้วยอาการของท่อน้ำลายอุดตัน ทำให้มีอาการบวมใต้คาง เป็นๆหายๆ โดยเฉพาะเวลาที่จะกินอาหาร เนื่องจากน้ำลายที่ถูกสร้างไม่สามารถไหลออกมาได้ หากมีอาการคั่งของน้ำลายมากๆ ก็ทำให้มีอาการปวดได้ นอกจากนี้ หากมีการติดเชื้อแทรกซ้อน ก็อาจทำให้เกิดการอักเสบ กลายเป็นฝีได้

การรักษา หากพบนิ่วในบริเวณส่วนปลายใกล้ทางเดินน้ำลาย อาจใช้การดื่มน้ำมากๆ หรือผ่าตัดเพื่อคีบก้อนนิ่วออก รวมทั้งเปิดปากทางออกของท่อน้ำลายให้กว้างขึ้น วิธีนี้มีข้อดีคือ สามารถทำได้ด้วยการฉีดยาชาเฉพาะที่ และไม่จำเป็นต้องพักในโรงพยาบาล แต่มีข้อจำกัดที่ อาจมีการเกิดนิ่วซ้ำได้อีก

การรักษาอีกวิธีหนึ่ง คือการผ่าตัดเอาต่อมน้ำลายข้างที่เป็นนิ่วออกเลย วิธีนี้ ทำให้หายขาด แต่จำเป็นต้องดมยาสลบ รวมทั้งต้องให้ผู้ป่วยพักในโรงพยาบาล ประมาณ 2 วัน มีบาดแผลขนาดยาวประมาณ 5 ซม.บริเวณใต้ขากรรไกร โรคแทรกซ้อนที่สำคัญของการผ่าตัดวิธีนี้ คือการเกิดอันตรายกับเส้นประสาทที่ไปเลีี้ยงมุมปาก หากเกิดขึ้น อาจทำให้ผู้ป่วยมีปากเบี้ยว เวลาแสยะยิ้ม หรือทำปากจู๋ ได้

การป้องกันไม่ให้เกิดนิ่วในทางเดินน้ำลาย ทำได้โดย ดื่มน้ำมากๆ รักษาความสะอาดในช่องปากและฟัน และหากมีปัญหา ควรรีบปรึกษาแพทย์ด้านหู คอ จมูก โดยตรง



ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.plan.msu.ac.th/kmplan/KMDetails.php?stat=read&kmid=48&group=7































การ์ตูนผู้หญิงแบบ PDF สั่งได้เลยที่ไลน์ไอดี fattycatty หรือแสกนคิวอาร์โค้ดไลน์ที่นี่




สั่งซื้อการ์ตูนตาหวาน
การ์ตูนผู้หญิงแบบ PDF
มีเป็นพันเล่มคลิกเข้าไปเลือกดูได้เลยที่นี่

ประโยชน์ของมะละกอ

มะละกอ (Papaya) เป็นไม้ผลชนิดหนึ่ง สูงประมาณ 5-10 เมตร มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง ผลดิบมีสีเขียว เมื่อสุกแล้วเนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม นิยมนำมารับประทานทั้งสดและนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ ฯลฯ หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ก็ได้

นอกจากการนำมะละกอไปรับประทานสด ๆ แล้ว เรายังสามารถนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ แกงส้ม ฯลฯ หรือนำไปหมักเนื้อให้นุ่มได้อีกด้วย เพราะในมะละกอมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งเรียกว่า พาพาอิน (Papain) ซึ่งสามารถนำเอนไซม์ชนิดนี้ไปใส่ในผงหมักเนื้อสำเร็จรูป บางครั้งนำไปทำเป็นยาช่วยย่อยสำหรับผู้ที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อยก็ได้

ประโยชน์ของมะละกอ และ ประโยชน์ของมะละกอสุก

มะละกอเป็นไม้ผลที่มีการปลูกกันมากมาเป็นเวลาช้านานจนหลายคนเข้าใจกันว่าเป็นพื้นเมืองดั้งเดิมของไทย เนื่องจากเป็นพืชที่มีประโยชน์มากจนอาจกล่าวได้ว่าแทบทุกส่วนของต้นมะละกอมีประโยชน์แทบทั้งสิ้นและคนไทยรู้จักคุ้นเคยและนำมะละกอไปใช้ประโยชน์มากมายหลายอย่างในชีวิตประจำวัน แต่บางคนอาจคิดไม่ถึงว่าสิ่งที่ตนเองรับประทานหรือใช้อยู่นั้นเป็นมะละกอหรือมีมะละกอเป็นองค์ประกอบอยู่ ซึ่งประโยชน์ของมะละกอมีดังนี้คือ ผลดิบใช้รับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริก ทำแกงส้มและส้มตำอาหารหลักของชาวอีสาน หรือจะนำมาปรุงเป็นอาหารคาวหวานต่างๆแทนพวกแตงก็ได้ และนอกจากจะใช้เป็นอาหารประจำวันแล้วผลดิบยังสามารถนำมาใช้ผลิตเป็นอุตสาหกรรมอาหารกระป๋องได้หลายชนิด เช่น ทำมะละกอดอง ซึ่งจะดองทั้งผล ครึ่งผลหรือหั่นเป็นชิ้นๆก็ได้ การดองมะละกอทั้งผลนั้นส่วนใหญ่เป็นการดองเพื่อเก็บไว้ใช้ในเวลาขาดแคลน โดยเฉพาะโรงงานผลิตซ๊อสมะละกอเพื่อใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตปลากระป๋อง ส่วนการดองที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ มักจะใช้ผสมกับผักดองอื่นๆบรรจุกระป๋อง เช่นพวกผักกระป๋องดองเป็นต้น นอกจากนี้มะละกอดิบสามารถนำมาผลิตเป็นมะละกอเชื่อม ผลิตเป็นอาหารว่างโดยผสมกับมะม่วง เช่น มะม่วงแช่อิ่ม เป็นต้น

ประโยชน์ของมะละกอ และ ประโยชน์ของมะละกอสุก

ผลมะละกอสุกเป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวานเย็นอร่อยและมีคุณค่าทางอาหารสูงประกอบด้วยน้ำาร้อยละ 88 น้ำตาลร้อยละ 10 โปรตีนร้อยละ 0.5 ไขมันร้อยละ 0.1 กรดร้อยละ 0.1 กากร้อยละ 0.6 และเยื่อใยร้อยละ 0.7 นอกจากนี้เนื้อมะละกอสุกยังมีวิตามิน เกลือแร่ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายสูงมาก กล่าวคือ ในมะละกอจำนวน100 กรัมจะมีวิตามินเอ ถึงประมาณ 2,000 –3,000 หน่วยสากล มีไทอามีน 15 – 64ไมโครกรัม ไรโบฟลาวิน 28 – 83 ไมโครกรัม ไทอะซิน 0.15 – 0.76 ไมโครกรัมและกรดแอสคอบิค 33. – 136 มิลลิกรัมผลมะละกอสุกมีคุณสมบัติเป็นยาระบายแก้การท้องผูกได้ดี โดยส่วนมากจะใช้รับประทานแบบผลไม้สุก เป็นอาหารเช้า ของว่างหรือเป็นส่วนผสมในสลัดผลไม้ หรืออาจนำมาแปรรูปปรุงรสให้มีรสชาติดียิ่งขึ้น เช่นเป็นเครื่องดื่ม เครื่องปรุงไอสครีมทำมะละกอเชื่อม ในปัจจุบันได้มีการนำเอามะละกอสุกมาใช้เป็นวัตถุดิบแทนในการผลิตอาหารมาก โดยเฉพาะการใช้ทดแทนมะเขือเทศเช่น ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตซ๊อสมะเขือเทศ ซ๊อสพริก น้ำมะเขือเทศเป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากมะละกอมีราคาถูกตลอดจนมีรส สี กลิ่นและแร่ธาตุต่างๆไม่ได้แตกต่างไปจากมะเขือเทศเท่าใดนัก จึงทำให้ผู้ผลิตนิยมมาก นอกจากนี้มะละกอสุกยังสามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมในอุตสาหกรรมการผลิตสลัดผลไม้กระป๋อง น้ำแยมและมะละกอผงได้ดีอีกด้วย

นอกจากผลมะละกอแล้วยางมะละกอซึ่งมีสารอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่เรียกกันว่า "ปาเปน" มีคุณสมบัติในการช่วยย่อยโปรตีนได้สูง คล้ายคลึงกับเอมไซม์เป็ปซินสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรมได้หลายอย่างเช่น อุตสาหกรรมการผลิตเบียร์และเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมเนื้อหรือปลากระป๋อง โดยนำไปทำเป็นผงเปื่อยทำให้เนื้อเปื่อย อุตสาหกรรมเวชภัณฑ์ เช่น เป็นยาช่วยย่อยอาหาร ยาใส่แผลฆ่าเชื้อต่างๆ ใช้แช่หนังสัตว์ในอุตสาหกรรมการฟอกหนังและขนสัตว์มีความต้านทานต่อการหดตัว ใช้แยกออกจากไหมแท้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ นอกจากนี้ยังใช้ในอุตสากรรม การทำสบู่ ยาสีฬัน เครื่องสำอาง กระดาษและอุตสาหกรรมหมากฝรั่งส่วนเปลือกมะละกอสามานำมาใช้เป็นผลพลอยได้ โดยใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น เป็นสีส่วนผสมของอาหารเป็นต้น นอกจากนั้นใบอ่อนยังรับประทานเป็นผักได้ เมล็ดใช้ทำยาบีบมดลูกยาแก้อาการละคายเคืองหรือยาถ่ายพยาธิ ยอดหรือลำต้นใช้เป็นอาหารสัตว์ รากและก้านใบก็ยังสามารถใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ยาถ่ายพยาธิ หรือใช้ซักผ้าแทนสบู่หรือผงซักฟอกได้อีกด้วย

แต่โดยทั่วไปแล้ววัตถุประสงค์ใหญ่ๆ ชาวสวนจะปลูกมะละกอเพื่อเก็บผลไปใช้ประโยชน์ในการบริโภคเป็นอาหารและวัตถุดิบในการอุตสาหกรรมต่างๆ ดังกล่าวอาจมีชาวสวนบางรายที่ปลูกมะละกอเพื่อรีดเอาน้ำยางแต่ไม่มากนัก ส่วนประโยชน์อย่างอื่นดังที่กล่าวมาแล้วนั้นเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น


แหล่งข้อมูล : pm.ac.th































การ์ตูนผู้หญิงแบบ PDF สั่งได้เลยที่ไลน์ไอดี fattycatty หรือแสกนคิวอาร์โค้ดไลน์ที่นี่




สั่งซื้อการ์ตูนตาหวาน
การ์ตูนผู้หญิงแบบ PDF
มีเป็นพันเล่มคลิกเข้าไปเลือกดูได้เลยที่นี่

สารพัด 'ความเชื่อ' เมื่อตั้งครรภ์

เรื่อง ที่ควรเข้าใจให้ถูกต้อง!


แม้ว่าวิวัฒนาการทางการแพทย์จะพัฒนาไปไกล แต่ความเชื่อที่เล่าขานกันปากต่อปากของคนโบราณยังคงมีอยู่ แล้วแต่ใครจะเชื่อมากเชื่อน้อย เช่นกันกับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีความเชื่อต่างๆ นานา และย่อมมีผลต่อลูกแทบทั้งสิ้น ซึ่งบางอย่างคุณแม่หลายคนมักเชื่อ และงมงาย จนบางครั้งเกิดเป็นข้อจำกัดให้ระวังตัวเองจนเคร่งเครียดมากเกินไปโดยขาดความ รู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง



ทำให้วันนี้ ได้รวบรวมความเชื่อของคุณแม่ตั้งครรภ์มาไขให้หายข้องใจ โดยมี "รศ.นพ.วิชัย เติมรุ่งเรืองเลิศ" ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ให้คำตอบในแต่ละความเชื่อ



ความเชื่อ : น้ำมะพร้าวทำให้ลูกผิวพรรณเกลี้ยงเกลาได้จริงหรือไม่ อย่างไร?



ข้อเท็จจริง : เป็นเรื่องที่มีคนถามบ่อยที่สุด เพราะเป็นความเชื่อของคนโบราณที่ยึดถือมาตั้งแต่อดีต สำหรับการให้คนท้องดื่มน้ำมะพร้าว จนถึงปัจจุบันยังมีคุณแม่ที่มาฝากครรภ์เลือกปรึกษาเรื่องนี้อยู่ แต่ความเชื่อมีสองด้าน ทั้งดีและไม่ดี อย่างผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะบอกว่าดื่มน้ำมะพร้าวแล้วจะทำให้ผิวพรรณของลูกมี สุขภาพที่ดี บางคนบอกว่าทำให้ลูกเป็นคนฉลาดหลักแหลมก็ยังมีให้เห็นไม่น้อยเหมือนกัน แต่บางคนก็ไม่เห็นด้วยกับความเชื่อเหล่านี้ เพราะเขาได้รับความรู้ว่า ถ้าดื่มน้ำมะพร้าวมากๆ จะทำให้คุณแม่เกิดอาการน้ำเดิน หรือที่เรารู้จักกันคือ ตอนคลอดเด็กยังไม่กลับหัวแต่ถุงน้ำคร่ำแตกก่อน



แต่ทางการแพทย์ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับอาการต่างๆ ที่กล่าวมา เพราะน้ำมะพร้าวก็เป็นน้ำผลไม้ชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ ให้สารอาหารทั้ง วิตามินและแร่ธาตุ เช่นเดียวกับน้ำผลไม้ชนิดอื่นๆ น้ำมะพร้าวมีเกลือแร่หลายชนิดเช่น โปรแตสเซียม แมคนีเซียม แคลเซียมที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย ช่วยลดอาการท้องผูก ทำให้กระปรี้กระเปร่า ป้องกันอาการขาดน้ำ แต่ต้องเป็นน้ำมะพร้าวที่มาจากธรรมชาติจริงๆ ไม่ใช่น้ำมะพร้าวที่ได้จากการเพิ่มเติมสารให้ความหวานและหอมต่างๆ เข้าไป ซึ่งกรณีนั้นการดื่มน้ำมะพร้าวจะไม่ได้ให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่าง กายเลย อีกทั้งยังจะได้รับสารพิษที่ปะปนอยู่ในนั้น



ความเชื่อ : สีของอาหารเปลี่ยนสีผิวลูกได้จริงหรือไม่ อย่างไร?



ข้อเท็จจริง : การรับประทานอาหารที่มีสีขาว เช่น ไข่ต้ม และอาหารที่มีสีดำ เช่น เฉาก๊วยและงาดำ มีความเชื่อว่า จะทำให้ลูกมีสีผิวตามอาหารที่เรารับประทานนั้น ไม่จริงค่ะ เพราะคุณหมอบอกว่า สีผิวของมนุษย์เกิดจากการผสมของยีนเด่น และยีนด้อยจากพ่อและแม่ ซึ่งเป็นพันธุกรรมของแต่ละคนที่จะได้รับจากพ่อแม่ของตัวเอง จะมีความคล้ายพ่อหรือแม่ขึ้นอยู่กับจำนวนเม็ดสีของผิวหนังที่ได้รับ โดยปริมาณของเม็ดสีผิวจะมากหรือน้อยไม่ได้ขึ้นอยู่กับสีของอาหารที่รับ ประทานเข้าไป เนื่องจากอาหารทุกประเภทก็มีประโยชน์อยู่ในตัวของมันเอง ฉะนั้นคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ก็ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และเน้นรับ ประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่



ความเชื่อ : ทำฟันตอนตั้งครรภ์มีอันตรายต่อลูกในท้องจริงหรือไม่ อย่างไร?



ข้อเท็จจริง : เรื่องของการทำฟัน บางคนมีความเชื่อว่าจะส่งผลให้เด็กคลอดง่าย แต่อีกหลายคนสงสัยว่าจะเกิดอันตรายมากกว่า ซึ่งการทำฟันในช่วงที่ตั้งครรภ์คุณหมอบอกว่า สามารถทำได้ แต่คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนต้องมีการแจ้งกับทันตแพทย์ก่อนว่ากำลังตั้งครรภ์ เพราะการทำฟันบางอย่างก็ไม่เหมาะสมในช่วงที่กำลังตั้งครรภ์ เพราะว่ายาบางชนิดอาจส่งผลถึงลูกในครรภ์ได้



ดังนั้น ก่อนที่คุณแม่ตั้งครรภ์ จะไปทำฟัน หรือมีความจำเป็นต้องทำฟันในระหว่างที่ท้องอยู่ จะต้องมีการแจ้งให้ทันตแพทย์ทราบก่อน หรือถ้ามีอาการแพ้ยาจะต้องมีการกรอกประวัติให้แพทย์ทราบก่อน เพื่อทำการรักษาที่ไม่ส่งผลกระทบต่อลูกในท้องและมีความปลอดภัยมากที่สุด



ความเชื่อ : ดูรูปดาราหล่อๆ สวยๆ จะทำให้ลูกหล่อสวยเหมือนดารา เรื่องนี้จริงหรือไม่ อย่างไร?



ข้อเท็จจริง : ไม่ได้เกี่ยวกันเป็นเสมอไป แต่ผลที่วิจัยออกมาได้ผลคือ คุณแม่ที่มีความหวังดีกับลูก คิดถึงลูก พอได้มองดูอะไรที่มันสวยงาม ก็จะมีสภาวะทางจิตใจที่ดี ร่าเริงแจ่มใจและมีความสุข ซึ่งถ่ายทอดไปถึงลูกที่อยู่ในท้องให้อารมณ์ดี แต่ถ้าหากแม่มีอาการเครียด หงุดหงิด ความรู้สึกนั้น จะส่งผลโดยตรงไปยังเส้นประสาท ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้นกว่าปกติ จนมีการหลั่งสารความเครียดออกมา ส่งผลให้ลูกมีการเต้นของหัวใจที่เร็วตามและเกิดภาวะเครียดในครรภ์ได้



ความเชื่อ : กินของแฝด จะได้ลูกแฝด จริงหรือไม่ อย่างไร?



ข้อเท็จจริง : เป็นความเชื่อที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ เพราะการที่เด็กเกิดมาเป็นฝาแฝด มีอยู่ 2 กรณี คือ เด็กแฝดที่เกิดจากอสุจิ 1 ตัว ปฏิสนธิในไข่ใบเดียวกัน เกิดเป็นตัวอ่อน แต่ด้วยความบังเอิญตัวอ่อนเกิดการแบ่งตัวเป็น 2 ตัว ส่วนกรณีที่ 2 เกิดจากที่ผู้หญิงมีการตกไข่ในรอบเดือน ส่วนใหญ่จะมีการตกไข่เพียง 1 ใบ แต่ก็มีบางรายที่มีการตกไข่หลายฟอง แต่พบไม่บ่อยมากนัก และความบังเอิญที่อสุจิก็ผสมกับไข่คนละฟองก็เลยเป็นสาเหตุให้เกิดเป็นเด็ก แฝดได้ ซึ่งบางรายก็มีการตกไข่มากกว่า 2 ใบก็มีโอกาสเช่นกัน



อย่างไรก็ดี ความแตกต่างของทั้ง 2 กรณีนี้ คุณหมอให้ความรู้เพิ่มเติมว่า เด็กที่เกิดจากไข่ใบเดียวกันจะมีลักษณะที่เหมือนทุกประการในเรื่องของพันธุ กรรม และต้องมีเพศเดียวกัน ส่วนเด็กฝาแฝดที่เกิดจากไข่คนละใบ บางครั้งอาจจะไม่เหมือนกัน ซึ่งอาจจะมีเพศเดียวกันหรือตรงข้ามกันก็เป็นได้



ความเชื่อ : "งานอัปมงคล" ถ้าไปแล้วผีจะเข้าสิงลูก จริงหรือไม่อย่างไร?



ข้อเท็จจริง : เมื่อก่อนการไปร่วมงานศพ ของผู้หญิงที่กำลังท้อง อาจเป็นเรื่องต้องห้าม เพราะมีความเชื่อกันว่า จะทำให้วิญาณของผู้ตายมารบกวนลูกที่อยู่ในครรภ์ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ความจริงแล้ว งานดังกล่าว เป็นงานที่หดหู่ เศร้าใจ บางครั้งอาจทำให้ตัวคุณแม่เกิดความรู้สึกนั้นตามไปด้วย และส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของลูกในท้องได้



จากความเชื่อทั้ง 6 เรื่องข้างต้น หรือยังมีความเชื่ออื่นๆ ที่ทีมงานไม่ได้นำมาเขียน ถือเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ถึงกระนั้น รศ.นพ.วิชัยเปิดเผยให้ฟังว่า มีวิจัยทางการแพทย์ที่ทดลองเปรียบเทียบความแตกต่างของคุณแม่ตั้งครรภ์ โดยแบ่งกลุ่มของตัวแปรในการทดลองออกเป็น 2 กลุ่ม เกี่ยวกับความเชื่อต่างๆ เหล่านี้ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง



จากการเปรียบเทียบลูกที่คลอดออกมาจากแม่ที่ยึดหลักตามความเชื่อกับ แม่ที่ทำตามหลักปฏิบัติทางการแพทย์ ผลออกมาก็ไม่มีความแตกต่างกันเลย เพราะฉะนั้น คุณหมอแนะนำว่า ยังมีทางเลือกอีกมากมาย ทั้งหนังสือ หรือคู่มือในการดูแลสุขภาพครรภ์ ตลอดจนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จะคอยให้คำปรึกษาต่างๆ เพื่อให้แม่และลูกมีสุขภาพที่ดี แทนที่จะไปเสี่ยงกินหรือปฏิบัติตามความเชื่อที่ยังพิสูจน์ไม่ได้เหล่านั้น



"เรื่องความเชื่อที่ไม่เป็นเหตุเป็นผล ควรจะฟังหูไว้หู ควรศึกษาจากคู่มือของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ก็มีอยู่มากมาย เพราะความเชื่อบางอย่างมันอาจจะไม่น่าเชื่อถือเท่าที่ควร แต่ถ้าเรามองในทางสายกลาง ก็ไม่สามารถชี้ชัดว่าสิ่งไหนถูกหรือสิ่งไหนผิด การที่เราทำตามความเชื่อของคนสมัยโบราณแล้ว ไม่เกิดผลเสียใดๆ กับตัวเราและลูกในครรภ์ ตามหลักทางการแพทย์ก็คงจะไม่ห้าม เพราะถ้าทำแล้วเกิดความสบายใจ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของบุคคล รวมถึงควรศึกษาประโยชน์และโทษของเรื่องเหล่านั้นให้ละเอียดและรอบคอบ" รศ.นพ.วิชัยกล่าวทิ้งท้าย