homeowners insurance Claim home insurance Claim state farm car insurance Claim comprehensive insurance Claim commercial insurance Claim cheap auto insurance Claim cheap health insurance Claim indemnity Claim car insurance companies Claim progressive quote Claim usaa car insurance Claim insurance near me Claim term life insurance Claim auto insurance near me Claim state farm car insurance Claim comprehensive insurance Claim progressive home insurance Claim house insurance Claim progressive renters insurance Claim state farm insurance quote Claim metlife auto insurance Claim best insurance companies Claim progressive auto insurance quote Claim cheap car insurance quotes Claim allstate car insurance Claim rental car insurance Claim car insurance online Claim liberty mutual car insurance Claim cheap car insurance near me Claim best auto insurance Claim home insurance companies Claim usaa home insurance Claim list of car insurance companies Claim full coverage insurance Claim allstate insurance near me Claim cheap insurance quotes Claim national insurance Claim progressive home insurance Claim house insurance Claim health insurance quotes Claim ameritas dental Claim state farm renters insurance Claim medicare supplement plans Claim progressive renters insurance Claim aetna providers Claim title insurance Claim sr22 insurance Claim medicare advantage plans Claim aetna health insurance Claim ambetter insurance Claim umr insurance Claim massmutual 401k Claim private health insurance Claim assurant renters insurance Claim assurant insurance Claim dental insurance plans Claim state farm insurance quote Claim health insurance plans Claim workers compensation insurance Claim geha dental Claim metlife auto insurance Claim boat insurance Claim aarp insurance Claim costco insurance Claim flood insurance Claim best insurance companies Claim cheap car insurance quotes Claim best travel insurance Claim insurance agents near me Claim car insurance Claim car insurance quotes Claim auto insurance Claim auto insurance quotes Claim long term care insurance Claim auto insurance companies Claim home insurance quotes Claim cheap car insurance quotes Claim affordable car insurance Claim professional liability insurance Claim cheap car insurance near me Claim small business insurance Claim vehicle insurance Claim best auto insurance Claim full coverage insurance Claim motorcycle insurance quote Claim homeowners insurance quote Claim errors and omissions insurance Claim general liability insurance Claim best renters insurance Claim cheap home insurance Claim cheap insurance near me Claim cheap full coverage insurance Claim cheap life insurance Claim

รางจืด...ล้างพิษสารเคมีกำจัดศัตรูพืช

ข้อมูลจาก http://doctor.or.th/node/11960



ชื่อวิทยาศาสตร์ Thumbergia laurifolia Lindl

วงศ์ Acanthaceae

ชื่อสามัญ Laurel clockvine, blue trumphet vine

ชื่อ อื่นๆ รางจืดมีมากมาย เช่น รางจืด รางเอางย็น ว่านรางจืด เถา ยาเขียว เครือเถาเขียว กำลังช้างเผือก ขอบชะนาง (ภาคกลาง) ย้ำแย้ (อุตรดิตถ์) ฮางจืด ฮางเย็น เครือเข้าเย็น หนามแน่ (ภาคเหนือ) คาย (ยะลา) และดุเหว่า (ปัตตานี) เป็นต้น

ชื่อวิทยาศาสตร์ Thumbergia laurifolia Lindl.

ลักษณะ พิช รางจืดเป็นไม้เถาสามารถเลื้อยไปตามพื้นดินหรือพาดพันขึ้นคลุมต้นไม้ใหญ่ๆ ได้ทั้งต้น เถามีลักษณะกลม สีเขียว เมื่อเถาแก่เป็นสีน้ำตาลมากขึ้น ใบเป็นใบเดี่ยวสีเขียวเข้มออกเป็นคู่ตรงข้ามตรงข้อของลำต้น ใบมีลักษณะคล้ายใบย่านางรูปขอบขนานหรือรูปไข่ กว้าง ๔-๗ เซนติเมตร (ซม.) ยาว ๘-๑๕ ซม. ปลายเรียวแหลม โคนเว้าหรือหยักรูปหัวใจ ขอบใบเรียบหรือหยักตื้น เส้นใบมี ๕ เส้น ออกฐานใบเดียวกัน

ดอกช่อ ออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด ช่อละ ๓-๔ ดอก กลีบดอกแผ่ออกเป็นรูปแตร ปลายแยกเป็น ๕ แฉก โคนดอกเป็นหลอดกรวยยาวราว ๑ เซนติเมตร มักมีน้ำหวานบรรจุอยู่ในหลอด สีม่วงแกมน้ำเงิน ผลเป็นผลแห้งแล้วแตก ๒ ซึก จากจะงอยส่วนบน มักมีดอกในฤดูหนาว (เดือนพฤศจิกายน-กุมพาพันธ์) ดอกที่โรยแล้วบางดอกอาจติดผล เมื่อแก่เปลือก ผลเป็นสีน้ำตาล แตกออกเป็น ๒ ซึก เมล็ดมีสีน้ำตาลมีปุ่มเล็กๆ คล้ายหนามอยู่บนเปลือกเมล็ด และสามารถนำไปเพาะขยายพันธุ์ต่อไปได้ แต่การขยายพันธุ์รางจืดส่วนใหญ่นิยมนำเถาแก่หรือใบมาปักชำมากกว่า

การ กระจายพันธุ์ รางจืดเป็นพืชในเขตร้อนและเขตอบอุ่นของทวีปเอเชีย ได้แก่ ประเทศแถบอินเดีย อินโดจีน ศรีลังกา พม่า ไทย มาเลเซีย อินโนดีเซีย ฟิลิปปินส์ มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน และไตหวัน

การขยาย พันธุ์ นิยมใช้เถาในการปักชำ ในการชำเถา วิธีที่ดีที่สุดคือเลือกข้อแก่ๆ ของรางจืดที่ใบติดอยู่สอบใบมา ๑ ข้อ เด็ดใบออก ๑ ใบ นำไปชำในทรายหรือแกลบที่ไม่มีดิน รดน้ำให้ชุ่มจนรากงอก จากนั้นนำไปลงถุงเพาะชำ หรือเลือกเถาแก่มาตัดเป็นท่อน ยาวประมาณ ๖-๘ นิ้ว ให้มีตาติดอยู่ ๒-๓ ตา ถ้าชำเถาในฤดูฝนจะออกรากเร็วกว่า

สารพิษฆ่า แมลง ทั้งชนิดออร์กาโนฟอสเฟส (organophostpate) คาร์บาเมต (carbamate) และอาการที่เกิดขึ้น คือ วิงเวียนศรีษะ อาเจียน ปวดเมื่อย และระบบสมองเสื่อมเร็ว รวมไปถึงการพัฒนาสู่การเป็นมะเร็ง ด้วยสภาพการณ์เช่นนี้นับว่าเป็นสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขเลือกสมุนไพรรางจืด มาทำการรณรงค์เพื่อใช้ล้างพิษในกระแสเลือดให้เกษตรกร ซึ่งรางจืดเป็นสมุนไพรที่มีการศึกษาวิจัยทั้งในห้องทดลองและการศึกษาในคน มากกว่า ๓๐ ปีแล้ว

โดยการศึกษาทางเภสัชวิทยาของรางจืดครั้งแรกเริ่ม จากแพทย์หญิงพาณี เตชะเสน คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่ารางจืดสามารถช่วยชีวิตแมวของท่านที่ถูกวางยาพิษได้ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ทำการศึกษาวิจัยรางจืดในการแก้พิษสารกำจัดศัตรูพืช ตั้งแต่ พ.ศ ๒๕๒๒-๒๕๒๓ โดยเริ่มจากสารกำจัดศัตรูพืชในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต (เช่น โฟลิดอล พาราไทออน)

ต่อมามีการศึกษาพบว่ารางจืดยังสามารถลดพิษของสารกำจัดศัตรูพืชกลุ่มคาร์บอเนต เช่น เมโทรมิล เป็นต้น

จากการศึกษาวิจัยการต้านฤทธิ์สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของรางจืดนั้นอาจเกิดจากหลายกลไก เช่น

สารสกัด รางจืดทำให้ระดับเอนไซม์โคลีนเอสเทอเรสเพิ่มขึ้น หรือลดการยับยั้งเอนไซม์โคลีนเอสเทอเรส ว ซึ่งเอนไซม์ตัวนี้ทำหน้าที่ทำลายโคลีนที่เป็นสาร สื่อประสาท ที่ทำให้เกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ สารกำจัดศัตรูพืชกลุ่มออร์กาโนฟอตเฟตและคาร์บาเมต จะไปทำลายเอนไซม์ตัวนี้ และเกิดการสะสมของโคลีนทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง นำสู่อาการชัก จากการศึกษาพบว่ารางจืดไปเพิ่มปริมาณของเอนไซม์ดังกล่าว

รางจืด...แก้พิษจากยาฆ่าหญ้า

ยา ฆ่าหญ้าจำพวกพาราควอต นับเป็นสารเคมีที่มีพิษร้ายแรงต่อร่างกายมนุษย์มากที่สุดชนิดหนึ่งเนื่องจาก ในขนาดกินประมาณ ๑ ช้อนโต๊ะ ก็สามารถทำให้คนตายได้ โดยสารตัวนี้จะไปทำให้เกิดการสร้างออกซิเจนที่ไม่เสถึยรขึ้นอย่างมาก ออกซิเจนเหล่านี้จะไปทำลายเยื่อหุ้มเซลล์เกิดการออกซิเดชันของไขมันที่อยู่ บริเวณเยื่อหุ้มเซลล์และทำให้เซลล์ตาย พิษของพาราควอตจะเห็นชัดที่สุดในปอดเพราะปอดเป็นบริเวณที่มีออกซิเจรมากที่ สุด ซึ่งพาราควอตจะทำให้เนื้อเยื้อปอดถูกทำลายจนไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ จนเสียชีวิตในที่สุด

จากรายงานผู้ป่วยของโรงพยาบาลเจ้าพระ-ยา ยมราช จังหวัดสุพรรณบุรี เก็บตัวอย่างเป็นเวลา ๓ ปี ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๓๓-๒๕๓๕ มีผู้ป่วยที่กินพาราควอตมาที่โรงพยาบาล ๖๔ ราย พบว่ามีผู้ป่วยรอดชีวิต ๓๓ ราย เมื่อเปรียบเทียบย้อนหลังกับการรักษาในช่วง พ.ศ. ๒๕๓๑-๒๕๓๒ มีผู้ป่วยที่กินพาราควอต ๑๑ รายพบว่าเสียชีวิตทุกราย ซึ่งตัวเลขของโรงพยาบาลศิริราชที่มีการรักษาพิษพาราควอตเช่นเดียวกัน มีอัตราการตายประมาณร้อยละ ๘๐ แต่การรักษาพิษพาราควอตนั้นไม่ได้ให้แต่รางจืดอย่างเดียว แต่จะมีการทำให้ผู้ป่วยอาเจียนออกมาก่อนแล้วล้างท้องด้วยฟูลเลอร์สเอิร์ท (Fuller's earth) และทำให้ผู้ป่วยปัสสาวะออกมามากๆ ให้แอนติออกซิแดนซ์หรือสารต้านอนุมูลอิสระ โดยการให้วิตามินซีปริมาณสูงๆ และสตีรอยด์ รวมทั้งการรักษาแบบประคับประคองอื่นๆ ให้ยาต้มรางจืด วิธีเตรียมคือนำใบแห้งหนัก ๓๐๐ กรัม ใส่ในน้ำสะอาด ๑ ลิตร ต้มในหมอดินโดยใช้ไฟกลางเดือนนาน ๑๕ นาที ทิ้งไว้ให้เย็น ให้ผู้ป่วยดื่มหรือให้ทาง NG tube ครั้งละ ๒๐๐ มิลลิลิตร ทุก ๒ ชั่วโมง ตลอดเวลาที่อยู่โรงพยาบาลแม้ว่ารายงานนี้ไม่ถือเป็นงานวิจัยแต่เป็นข้อมูล ที่มีประโยชน์มาก

พ.ศ. ๒๕๔๓ มีรายงานการศึกษาสัตว์ทดลองเกี่ยวกับการต้านพิษพาราควอตของสารสกัดด้วยน้ำ ของใบรางจืด พบว่าสามารถทำให้อัตราการตายของหนูทดลองลดลง รวมทั้งพบว่าหนูกลุ่มที่ได้รับสารสกัดรางจืดมีระดับพลาสม่า malondialdehyde (MDA) ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม แสดงว่าสารสกัดใบรางจืดมีฤทธิ์ยับยั้ง lipid peroxidation และฤทธิ์นี้เป็นกลไกการออกฤทธิ์ต้านพิษพาราควอตกลไกหนึ่งของรางจืด รวมทั้งรางจืดยังไปเพิ่มกิจกรรมของเอนไซม์ที่เรียกว่า NADPH quinineoxidonnereductase เป็นเอนไซม์ที่ย่อยสลายสารที่เรา ได้รับเข้าไปในร่างกาย

รางจืด...แก้พิษจากสัตว์ที่เป็นพิษและพืชพิษ

ใช้ แก้พิษแมงดาทะเลเป็นอีกหนึ่งรายงานของการใช้รางจืดแก้พิษ เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่โรงพยาบาลชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มีครอบครัวหนึ่ง ๔ คนที่กินไข่แมงดาทะเล ๒ ราย มีอาการรุนแรงจนหมดสติต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งสารพิษที่อยู่ในแมงดาทะเล คือ เทโทรโดท็อกซิน (Tetrodotoxin) สารนี้จะพบในแมงดาทะเลและปลาปักเป้า ซึ่งมีพิษทำให้ผู้ป่วยอาจถึงตายได้

ความ รุนแรงของอาการพิษที่เกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับปริมาณไข่แมงดาทะเลที่ได้รับ เริ่มแสดงอาการตั้งแต่ ๔๐ นาทีถึง ๔ ชั่วโมง ทุกรายมีอาการชารอบปาก คลื่นไส้ อาเจียน อาการชาจะลามไปยังกล้ามเนื้อมัดต่างๆ ที่เป็นอันตรายคือทำให้หายใจไม่ได้ อาการรุนแรง หมดสติ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ วิธีการรักษาปัจจุบันไม่มีวิธีเฉพาะ ไม่มีสารแก้พิษโดยเฉพาะ ต้องรักษาแบบประคับประคองจนผู้ป่วยขับเอาสารนี้ออกจากร่างกายให้หมดแพทย์ผู้ รักษาใช้รางจืดจากการร้องขอของญาติ เมื่อกรอกใส่สายยางลงไป ๔๐ นาที อาการดีขึ้น ซึ่งแพทย์ผู้รักษารู้สึกประทับใจกับรางจืดมากและบอกว่าจังหวัดที่อยู่ชาย ทะเลปีหนึ่งจะมีคนตายจากพิษแมงดาทะเลหรือปลาปักเป้าทุกปี ถ้าทุกโรงพยาบาลสามารถปลูกต้นนี้และใช้กับผู้ป่วยของตัวเองจะช่วยให้ไม่มี ผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่มขึ้น

รางจืด...สู้กับมลภาวะ ออกฤทธิ์ต้านพิษของตะกั่วต่อสมอง

ตะกั่วเป็นมลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ คนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆ ที่มีรถติด มีโอกาสได้รับสารตะกั่วสูงกว่าคนทั่วไป พิษตะกั่วต่อร่างกายมี อยู่หลายระบบ ที่สำคัญคือสมอง เนื่องจากตะกั่วจะไปสะสมอยู่ในสมองส่วนฮิปโพแคมพัสซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยว ข้องกับการเรียนรู้และความจำ มีงานวิจัยออกว่ารางจืดแม้จะไม่ได้ช่วยลดระดับตะกั่วในเลือดของหนูที่เราให้ ตะกั่วเข้าไป แต่ไปช่วยลดพิษของตะกั่วต่อความจำและการเรียนรู้ของหนู และทำให้เซลล์ประสาทตายน้อยลง ด้วยกลไกการต้านออกซิเดชัน โดยตัวของรางจืดเองและการไปช่วยรักษาระดับเอนไซม์ที่เกี่ยวข้อง

รางจืดช่วยในการลด เลิกยาบ้า

จาก การที่ชาวบ้านนำรางจืดมาแก้พิษยาเสพติดภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จึงได้ศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดรางจืดต่อเซลล์สมอง พบว่ารางจืดมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทคล้ายกับสารเสพติดแอมเฟทามีน และโคเคน โดยทั่วไปเพิ่มการหลั่งโดพามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่หลั่งมากในขณะที่ผู้ป่วยได้รับสารแอมเฟทามีน รวมทั้งไปเพิ่ม activity ของเซลล์ประสาทในสมองส่วน nucleus accumbens , globus pallidus,amygdala,frontal cortex ,caudate putamen and hippocampus ที่เกี่ยวข้องกับ reward and locomotor behaviour ทำให้คาดว่าในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยสารสกัดรางจืดอาจเกิดความพิงพอใจ เช่นเดียวกับการรับยาเสพติด หากนำไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยจะทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องทุรนทรายมาก จึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งทีการรักษาด้วยสารสกัดสมุนไพรได้ผล

ราง...จืดต้านพิษเหล้า

จาก การที่ประชาชนส่วนหนึ่งได้นำรางจืดมาใช้ในการต้านพิษสุรา เช่น ใช้เพื่อป้องกันหรือลดอาการเมาเหล้า คณะเภสัชศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้ศึกษาวิจัยฤทธิ์ของรางจืดในการต้านพิษแอลกอฮอล์ต่อตับ พบว่าสารสกัดด้วยน้ำของรางจืดช่วย ป้องกันการตายของเซลล์ตับจากพิษของแอลกอฮอล์ ทั้งในหลอดทดลองและในหนูแรตทีได้รับแอลกอฮอล์ โดยทำให้ค่า AST,ALT ในพลาสม่าและไตรกลีเซอร์ไรด์ในตับลดลง และลดการเปลี่ยนแปลงสภาพทางจุลพยาธิวิทยาของตับเมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ ได้รับเเอลกอฮอล์อย่างเดียว

เนื่องจากสารสกัดด้วยน้ำของรางจืดช่วยลด การเกิด heppatic lipid peroxidation ลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือด และเพิ่มระดับเอนไซม์ alcohol dehydrogenase และ aldehyde dehydrogenase

ส่วน มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ศึกษาฤทธิ์ของรางจืดต่ออาการขาดเหล้า พบว่าสารสกัดรางจืดให้ผลลดภาวะซึมเศร้าและทำให้พฤติกรรมที่เกี่ยวกับการ เคลื่อนไหวของหนูเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่ไม่มีผลลดความวิตกกังวล โดยสารสกัดราถงจืดช่วยลดการถูกทำลายเซลล์ประสาทของหนูเนื่องจากขาดเหล้าใน สมองส่วน messolimbic dopaminergic system โดยเฉพาะที่บริเวณ nucleus accumbens และ ventral tegmental area

รางจืด...เพื่อคุณภาพชีวิตของโรคเรื้อรัง

การ ที่มีหมอยาพื้นบ้านจำนวนหนึ่งใช้รางจืดในการคุมเบาหวานและความดัน ซึ่งมีการทดลองที่สนับสนุนการใช้ดังกล่าวคือ ในหนูเบาหวานที่ได้รับน้ำต้มใบรางจืดทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างมีนัย สำคัญทางสถิติ ส่วนน้ำคั้นใบรางจืดสดในขนาด ๕๐ มก./มล.ที่ให้หนูเบาหวานดื่มแทนน้ำนาน ๑๒ วัน ไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด

นอก จากนี้ ยังมีการทดลองพบว่าการให้สารสกัดด้วยน้ำของใบรางจืดมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด และทำให้บีต้าเซลล์ของตับอ่อนฟื้นฟูขึ้นบ้างแม้จะไม่สมบูรณ์ ในเรื่องของฤทธิ์ลดความดันนั้นพบว่าสกัดด้วยน้ำของใบรางจืดแห้งมีผลทำให้ ความดันโลหิตของหนูแรตลดลง โดยกลไกการออกฤทธิ์ส่วนหนึ่งอาจผ่าน Cholinergic receptor และทำให้หลอดเลือดแดงคลายตัว

หมายเหตุ : การใช้สมุนไพรในผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันนี้พึงระลึกว่าต้องมีการรักษา ร่วมไปกับแผนปัจจุบันและมีการวัดระดับน้ำตาลและระดับความดันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการศึกษายังอยู่ในขั้นตอนของสัตว์ทดลองเท่านั้น รวมทั้งต้องระมัดระวังการเกิดการเสริมฤทธิ์กันของตัวยาดังกล่าว

รางจืด… ต้าน แก้อักเสบ
การ ที่หมอยาพื้นบ้านนิยมใช้รางจืดมารักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ เช่น ผด ผื่นคัน แมลงกัดต่อย เริม งูสวัด มีการศึกษาว่ารางจืดมีฤทธิ์ต้านการอับเสบสูงกว่ามังคุดประมาณ ๒ เท่า(ทดสอบด้วยวิธี Carrageenan induced paw edema) ในหนูถีบจักรและยังมีความปลอดภัยสูงกว่าอีกด้วย นอกจากนั้นยังพบว่า สารสกัดรางจืดในรูปแบบของครีมสามารถลดการอักเสบได้ดีเท่ากับสตีรอยด์ครีม

รางจืด… กับมะเร็ง
รางจืด ยังมีฤทธิ์ในการต้านมะเร็ง โดยมีการศึกษาฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ กล่าวคือสารใดๆ มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์มีศักยภาพสูงสามารถก่อมะเร็งได้ แต่รางจืดมีฤทธิ์ต้านไม่ให้สารนั้นออกฤทธิ์ มีการศึกษาโดยให้หนูกินสารสกัดของกวาวเครือซึ่งกวาวเครือจะไปมีฤทธิ์กระตุ้น การแบ่งตัวและการสร้างนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดง กล่าวคือนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดงจะเป็นก้อน ใหญ่ขึ้น และมีการแบ่งตัว นั่นคือกวาวเครือไปทำให้การเกิด micronuclei ของเม็ดเลือดแดงเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ แต่ถ้าให้สัตว์ทดลองกินรางจืดร่วมด้วย พบว่าสามารถลดการเกิด micronuclei ได้ ซึ่งทั้งรางจืดแบบสดและแบบแห้งสามารถใช้ได้ผลเช่นกัน นับเป็นข้อดีอีกข้อหนึ่งของรางจืด

โดยพบว่าสารออกฤทธิ์อาจเป็นกรด ฟีนอลิก ได้แก่ caffeic acid และ apigenin และสารกลุ่มคลอโรฟิลล์ ได้แก่ chlorophyll a, chlorophyll b, pheophorbide a และ pheophytin a ซึ่งสารเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงมาก

รางจืด… ผักพื้นบ้านที่มีความปลอดภัย
รางจืด เป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูงชนิดหนึ่ง ทั้งจากการที่ชาวบ้านกินยอดอ่อน ดอกอ่อนเป็นผัก ใช้ลวกกิน แกงกิน เช่นเดียวกับผักพื้นบ้านทั่วๆ ไป

นอก จากนี้ ยังนิยมกินน้ำหวานจากดอกรางจืดที่บานอีกด้วย ในส่วนของการศึกษาวิจัย มีการศึกษาทั้งพิษเฉียบพลันและพิษเรื้อรัง โดยการศึกษา ๒๘ วันก็ไม่พบหนูตาย ไม่เกิดความผิดปกติในอวัยวะภายใน ต่อมามีการศึกษาระยะ ๖ เดือน ที่เรียกว่าการศึกษาพิษเรื้อรัง พบว่ามีค่าที่เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในซีรั่มในเนื้อเยื่อของหนูไม่ได้แตกต่างจากกลุ่มควบคุม เรียกว่ามีความปลอดภัย ค่าที่พบเปลี่ยนแปลงบางค่าหรือบิลิลูบินเพิ่มขึ้นแต่ก็อยู่ในช่วงค่าปกติ

อย่าง ไรก็ตาม การกินรางจืดปริมาณมากต่อเนื่องกัน มีคำเตือนว่าต้องมีการศึกษาติดตามการเปลี่ยนแปลงโลหิตวิทยาหรือเคมีคลินิก ที่อาจเกิดขึ้น

บทสรุปแห่ง…รางจืด
จากประวัติการใช้ที่ยาวนานใน แผ่นดินไทย ประกอบกับการศึกษาวิจัยที่บอกว่ามีความปลอดภัยและการศึกษาวิจัยที่สนับสนุน การใช้ของคนโบราณร่วมกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนไปด้วย สารพิษและปัญหายาเสพติดทุกหย่อมหญ้าในขณะที่อีกทางต้องไปแก้ไขที่ต้นตอแห่ง ปัญหาเช่น การลดการใช้สารเคมี ในขณะเดียวกันก็ต้องหาทางช่วยเหลือเยียวยาปัญหาที่ยังดำรงอยู่ ขอเพียงแต่มีดินให้รากยึดหาอาหาร มีโครงให้เลื้อย รางจืดจะแตกใบแตกยอดเป็นยาสมุนไพรที่ใช้แสนง่าย เพียงแต่นำมาต้มมาชงกิน ฤาว่าในยามนี้ภูมิปัญญาไทยจะหวนกลับมาช่วยสังคม
































การ์ตูนผู้หญิงแบบ PDF สั่งได้เลยที่ไลน์ไอดี fattycatty หรือแสกนคิวอาร์โค้ดไลน์ที่นี่




สั่งซื้อการ์ตูนตาหวาน
การ์ตูนผู้หญิงแบบ PDF
มีเป็นพันเล่มคลิกเข้าไปเลือกดูได้เลยที่นี่

หวัดร้อน หวัดเย็น แตกต่างกันอย่างไร

แพทย์จีนแผนโบราณคิดว่า ในร่างกายมนุษย์ต้องมีสมดุลของ หยิน - หยาง ร้อน - เย็น
ถ้าเสียสมดุลไปก็จะเกิดโรค กรณีของโรคหวัดแพทย์จีนจะมีทั้งหวัดร้อน
และหวัดเย็น แยกตามอาการดังนี้

-
ถ้ามีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล มีไข้ต่ำๆ เสมหะสีเหลืองข้น ปวดหัว
ปัสสาวะมีสีเข้มกว่าปกติ หงุดหงิด ไม่สบาย ครั่วเนื้อครั่นตัว แสดงว่าเป็น "
หวัดเย็น "
- ถ้าเป็นหวัดแล้วมีอาการหนาวสะท้าน ซึม อ่อนเพลีย มือเท้าเย็น น้ำมูกใส เสมหะใส ปัสสาวะมาก แสดงว่าเป็น " หวัดร้อน "

ลักษณะของอุจจาระก็บอกได้ เช่นกันว่า เรามีอาการร้อนหรือเย็นมากเกินไป
- ถ้าอุจจาระเป็นก้อนแข็ง สีเข้ม กลิ่นเหม็นผิดปกติ แสดงว่ามีอาการร้อน
- ถ้าอุจจาระเหลว ท้องร้วง แสดงว่ามีอาการเย็น เมื่อ
ร่างกายป่วยจากการเสียสมดุล ร้อน-เย็น ตามหลักแพทย์แผนจีนจึง
ปรับสมดุลคืนมาด้วยการรับประทานอาหารที่มีฤทธิ์ตรงกันข้าม
ส่วนวิธีดูว่าอาหารใดมีฤทธิ์ใด ให้สังเกตจากรสชาติ
- ถ้ากินผลไม้หรืออาหารชนิดใดมากๆแล้วรู้สึกคอแห้ง เจ็บคอ ก็แสดงว่ามี ฤทธิ์ร้อน
- ถ้ากินผลไม้หรืออาหารชนิดใดแล้วชุ่มคอ กินมากๆท้องอืดแน่นหน้าอก ก็แสดงว่า
เป็นอาหาร ฤทธิ์เย็น


อาหารฤทธิ์เย็น
- มะระ ฟักเขียว บวบ ไช้เท้า ผักกาดขาว หน่อไม้ ดอกไม้จีน รากบัว ผักบุ้ง
มะเขือเทศ ขึ้นฉ่าย เห็ดหูหนู เห็ดฟาง ถั่วเขียว ทับทิม เก๊กฮวย ส้ม บัวบก
ส้มโอ แตงโม สับปะรด อ้อย มะขาม มะละกอ สาลี่ แห้ว แอ๊ปเปิ้ล มังคุด หอย
ปลาไหล


อาหารฤทธิ์ปานกลาง - ข้าว ข้าวโพด เม็ดบัว น้ำผึ้ง


อาหารฤทธิ์ร้อน - ข้าวเหนียว หอม กระเทียม พริก พริกไทย ขิง ข่า กะเพรา โหระพา ตะไคร้ เงาะ ลำไย ลิ้นจี่ ทุเรียน ขนุน

9 วิธีง่าย ๆ เพื่อรักษาดวงตาให้อ่อนเยาว์

อายุยังไม่ทันไรเจ้าตีนตาก็เริ่มมาเยี่ยมเยือนที่ดวงตาของคุณผู้หญิงซะแล้ว ไหนจะยังถุงใต้ตา และความคล้ำหมอง ที่ดูแล้วทำให้หน้าโทรม เพิ่มอายุล่วงหน้าให้ไปหายปี ลองมาหาวิธีรักษาความอ่อนเยาว์ให้กับดวงตาไปพร้อม ๆ กับกระปุกดอทคอมดีกว่าค่ะ

1. สวมแว่นตากันแดด

เพื่อหลีกเลี่ยงการหยีตากลางแสงแดดจัดจ้า อันจะทำให้รอยดวงตาเกิดริ้วรอย ป้องกันด้วยการสวมแว่นตากันแดด โดบเลือกแบบที่มีค่าป้องกันยูวี 400 (UV400) และมีกรอบขนาดใหญ่ เพื่อให้ปกป้องดวงตาได้อย่างเต็มที่

2. ใช้อายครีมที่มีส่วนผสมของสารแอนตี้ออกซิแดนท์

ในตอนเช้านอกจากบำรุงผิวหน้าแล้ว ยังต้องไม่ลืมบำรุงผิวที่บอบบางบริเวณรอบดวงตา โดยเลือกใช้อายครีมที่มีส่วนผสมของสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ซึ่งจะช่วยเสริมโครงสร้างของผิวรอบดวงตาให้แข็งแรง และปกป้องผิวจากมลภาวะต่าง ๆ ได้

3. ใช้อายครีมที่มีส่วนผสมของเรตินอล

ก่อนนอนทุกคืนให้ใช้อายครีมที่มีส่วนผสมของเรตินอล ซึ่งเป็นสารที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนได้ จึงช่วยให้ริ้วรอยรอบดวงตาดูตื้นและเต็มขึ้น ยิ่งเป็นอายครีมที่มีส่วนผสมของเรตินอลประกอบกับวิตามินเค จะช่วยได้ดีในเรื่องของการลดความหมองคล้ำรอบ ๆ ดวงตาด้วย นอกจากนี้ยังต้องเลือกบรรจุภัณฑ์ที่มีความทึบแสงหรือเป็นหลอดอลูนิเนียม อันจะช่วยคงประสิทธิภาพของเรตินอลไม่ให้เสื่อมไป

4. นอนหมอนสูง

หากสาว ๆ ชอบนอนหมอนเตี้ย ๆ ลองหาหมอนมาซ้อนอีกใบเพื่อช้อนศีรษะให้อยู่สูงกว่าลำตัว อันจะช่วยไม่ให้น้ำในร่างกายไหลมาคั่งใต้ผิวที่ร่างกายช่วงบน อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตาดูบวมหลังจากตื่นนอนได้

5. ใช้ครีมบำรุงรอบดวงตาในปริมาณที่พอเหมาะ

แม้จะต้องการเพิ่มความชุ่มชื้นและบำรุงผิวรอบดวงตาเป็นพิเศษ แต่อย่าทาครีมบำรุงที่รอบดวงตามากเกินไป เพราะนอกจากจะซึมลงสู่ผิวได้ยากแล้ว ยังทำให้เกิดอาการระคายเคือง หรือคันดวงตาในวันรุ่งขึ้นได้ แถมยังทำให้ตาบวมตุ่ยอีกด้วย

6. ใช้ครีมกระชับผิวรอบดวงตาที่มีส่วนผสมของ กาบา และ ดีเอเอ็มอี

ส่วนใหญ่แล้วครีมประเภทยกกระชับผิวบริเวณรอบดวงตาจะไม่ค่อยให้ผลการเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนนัก ลองยกระดับประสิทธิภาพขึ้นอีกขั้นด้วยการเลือกใช้ครีมสำหรับรอบดวงตาที่มีส่วนผสมของ จีเอบีเอ หรือ กาบา (GABA) ช่วยเรื่องความหมองคล้ำ และมี ดีเอเอ็มอี (DMAE) ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพของสารแอนตี้ออกซิแดนท์ให้ทำงานได้ดีขึ้น ทำให้โครงสร้างผิวกระชับและเรียบเนียนขึ้น

7. ใช้ไพรม์เมอร์ก่อนแต่งหน้าเพื่อพรางริ้วรอยรอบดวงตาให้ดูตื้นขึ้น

สำหรับวันที่ต้องการมอบความอ่อนเยาว์ให้แก่ผิวรอบดวงตาแบบเร่งด่วน ให้ใช้เมคอัพไพรม์เมอร์สูตรที่มีส่วนผสมของซิลิโคน ซึ่งจะช่วยริ้วรอยดูเต็มตื้น ดวงตาดูสดใสขึ้น

8. ใช้คอนซีลเลอร์อย่างถูกต้อง

เพื่อการพรางร่องรอยความหมองคล้ำใต้ดวงตาอย่างแนบเนีบน เลือกใช้คอนซีลเลอร์สีออกเหลืองกับรอยคล้ำที่มีสีออกฟ้าหรือม่วง และใช้คอนซีลเลอร์สีอมส้มหรือสีพีชกับรอยคล้ำที่เป็นสีน้ำตาล เท่านี้ก็พรางความไม่สดใสใต้ดวงตาได้เนียน ๆ แล้ว

9.พรางตาโปนด้วยอายแชโดว์เนื้อแมท

สำหรับสาวที่มีตาโตจนดูโปนออกมาให้หลีกเลี่ยงการใช้เมคอัพรอบดวงตาที่มีประกาย อย่างมีส่วนผสมของชิมเมอร์หรือกลิตเตอร์ เพราะจะยิ่งทำให้ตาดูโปนออกมามากขึ้น เลือกให้อายแชโดว์เนื้อแมทแทน โดยเลือกเฉดที่เข้มกว่าสีผิวจริง และทาไปตามแนวยาวของเปลือกตาทั้งด้านบนและด้านล่าง เท่านี้ดวงตาก็จะดูโปนน้อยลง ใบหน้าดูสดใส ไม่ดูดุด้วย

สาว ๆ ที่อยากให้ดวงตามีความอ่อนเยาว์ชวนมอง อย่าลืมนำไปใช้กันดูนะคะ

10 สารพัดสิ่งที่จะทำให้คุณสวยขึ้น...คอนเฟิร์ม!

10 เทคนิคเมกโอเวอร์ 10 ชิ้นเด็ดที่ต้องมี และอีกสารพัด 10 สุดยอดในเรื่องความงามที่จะทำให้คุณสวยดังใจจากศีรษะจรดปลายเท้า

10 เคล็ดเด็ดเปลี่ยนคุณในฉับพลัน

1.เพื่อพรางริ้วรอยอดนอน ทาบลัชออนในตำแหน่งที่สูงกว่าปกติ ชิดขึ้นไปทางดวงตาของคุณ

2.เพื่อให้ดูหรูเจิดทันตา ใส่ขนตาปลอม

3.เพื่อให้ดวงตาดูโตชั้น ทาสามคาร่ามากเป็นพิเศษที่ขนตาซึ่งอยู่ตรงกับตาดำแลที่หางตา

4.เพื่อทำให้ผิวนุ่มขึ้นทันตา เทน้ำมันทานตะวันสองช้อนลงในอ่างอาบน้ำ

5.เพื่อทำให้คิ้วดูเป็นระเบียบ ใช้คอนชีลเลอร์แบบครีมทาลงบนเส้นคิ้วที่รุงรังไร้ระเบียบ

6.เพื่อทำให้ผิวดูเปล่งปลั่งทันตา ผสมไฮไลด์แบบครีมเล็กน้อยลงในมอยสเจอไรเซอร์แบบเจือสี

7.เพื่อทำให้ดวงตาดูเซ็กซ์ เขียนขอบตาด้านในด้วยดินสอเขียนขอบตา

8.เพื่อสดรอยแดงช้ำในดวงตา ใช้ดินสอเขียนขอบตาสีเนื้อเขียนที่ขอบตาด้านใน

9.เพื่อเปลี่ยนสูทในทันตา คนที่ชอบเขียนขอบตาก็เลิกเขียน คนที่ชอบทาลิปสติกก็เปลี่ยนมาทาลิปกลอสแบบหยาตเยิ้มแทน

10.ถ้าคุณไม่มีเวลาทาเล็บ ใช้บัฟเฟอร์ขัดเล็บให้มันเงา

10 อาหารที่จะทำให้คุณยิ่งสวย

1.ไก่ มันช่วยร่างกายสร้างเคราตินที่ทำให้ผมเงางาม

2.แซลมอน มีกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่ทำให้ผิวหนังและผมสุขภาพดี

3.สตรอวเบอร์รี่ อุดมด้วยวิตามินซี ที่มีอำนาจในการต้านริ้วรอย

4.มะเขือเทศ ไลโคปีนในมะเขือเทศช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ส่วนลูทีนช่วยให้ความชุ่มชื้น

5.หอยนางรม สังกะสีช่วยให้ผมยาวและอาจช่วยป้องกันการขาดร่วง

6.น้ำ ดีที่สุดในการให้ความชุ่มชื้นสำหรับทุกระบบของร่างกาย

7.โยเกิร์ตไขมันต่ำ แคลเซียมมีความสำคัญอย่างมากในการสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง

8.ช็อกโกแลตดำ มีฟลาโวนอยด์ที่ช่วยต่อสู้ความเสียหายของผิวจากอนุมูลอิสระ

9.ชาเขียว มีแอนตี้ออกซิแดนต์ที่ช่วยลดความเสียหายของผิวเนื่องจากสภาพแวดล้อม

10.อะโวคาโด มีโฟเลตสูงที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างเซลล์

10 วิธีเติมความเก๋ไก๋ให้ผมสั้น (ไม่ว่าจะผมสั้นกุดหรือสั้นแค่ติ่งหู)

1.ทำให้ดูเท่ไปเลย ด้วยการหวีแสกข้างลึก ๆ แล้วหวีเสยไปข้างหลังให้เรียบด้วยเจล

2.สร้างลอน โดยใช้คีมรีดผมขนาดหนึ่งนิ้วกดทับลงบนผมให้เป็นรอยหยัก

3.แสกกลางให้ตรงเป๊ะ แล้วใช้ปอมเมดทาผมให้เรียบกริบ

4.หรือไม่ก็เหน็บผมทัดหูข้างหนึ่ง แล้วติดกิ๊บ

5.ใช้ผมปลอม ต่อเป็นหางม้ายาว ๆ ไปเลย

6.ใช้ตัวช่วย หวีผมเสยไปข้างหลัง แล้วใช้ที่คาดผมอันเล็ก ๆ สามอันคาดเรียงกัน

7.ปมแสนเปรี้ยว แบ่งผมเป็นส่วน ๆ ขนาดหนึ่งนิ้วแล้วหมุนเป็นปมเล็ก ๆ ให้ทั่วศีรษะ

8.คลื่นผม ทาเจลให้ทั่วศีรษะ แล้วฉีดด้วยน้ำเกลือ แบ่งผมเป็นส่วน ๆ แล้วใช้ปลายนิ้วหมุนเป็นเกลียว ปล่อยให้แห้ง

9.เพิ่มความพอง ใช้สเปรย์แบบเพิ่มความพองฉีดที่โคนผม แล้วเป่าให้ตั้งขึ้น จากนั้น หวีผมส่วนบนให้ราบลงมา

10.รีดผมให้เรียบกริบ แล้วแบ่งเป็นส่วน ๆ ใช้ปอมเมดทาปลายผมให้ชี้ออก

นอนหลับๆ ตื่นๆ เสี่ยง "ความจำเสื่อม"

เดลี่เมลล์เปิดเผยผลวิจัยนี้ถูกนำเสนอระหว่างการประชุมสถาบันประสาทวิทยา ครั้งที่ 64 โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าคุณภาพของการนอนหลับมีผลต่อความจำในวัยชรา



นักวิทยาศาสตร์ทดสอบการนอนของคน 100 คน ระหว่างช่วงอายุ 45-80 ปี ผู้ที่ปราศจากอาการสมองเสื่อม ครึ่งหนึ่งในอาสาสมัครครอบครัวมีประวัติเป็นอัลไซเมอร์



ดร.โย อิ จู จากมหาวิทยาลัย วอชิงตัน กล่าวว่า การนอนหลับไม่ต่อเนื่องเกี่ยวข้องกับการสร้าง แอมีลอยด์ พลาก ที่เป็นตัวบ่งชี้ของโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งคราบแอมีลอยด์ พลาก (amyloid plaque) นั้นเราจะพบในสมองของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์และในในโรคสมองเสื่อมบางชนิด



การทดลองจะใช้อุปกรณ์บันทึกการนอนหลับของผู้เข้าร่วมการทดลองเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ หลังจากทำการศึกษา พบว่า 25 เปอร์เซ็นต์ ของอาสาสมัครเกิดแอมีลอยด์ พลาก ซึ่งจะปรากฎก่อนเป็นปีก่อนจะเกิดอาการอัลไซเมอร์

เวลาเฉลี่ยของการนอนในการทดลองอยู่ราวๆ 8 ชั่วโมง แต่เวลาเฉลี่ยของการหลับอยู่ที่ 6.5 ชั่วโมง เพราะมีการตื่นในช่วงสั้นๆระหว่างคืน



ผลการศึกาาพบว่า ผู้ที่ตื่นนมากกว่า 5 ครั้งในหนึ่งชั่วโมง ดูเหมือนว่าจะมีการสร้าง แอมีลอยด์ พลาก มากกว่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ตื่นน้อยกว่า



นักวิจัยพบว่าผู้ที่หลับน้อยแต่มีประสิทธิภาพมีแนวโน้มจะเป็นอัลไซเมอร์ระยะแรกได้มากกว่าผู้ที่หลับนานและมีประสิทธิภาพ



ผู้ที่ใช้เวลาหลับน้อยกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ มีแนวโน้มที่จะเป็นอัลไซเมอร์มากกว่าผู้ที่ใช้เวลาหลับมากกว่า 85 เปอร์เซ็นต์



ดร.จู กล่าวเพิ่มเติมว่า การหลับแบบสะดุดไม่ต่อเนื่องและแอมีลอยด์ พลาก เป็นความน่าสนใจ แต่ข้อมูลจากการศึกษาไม่สามารถตัดสินสาเหตุของความสัมพันธ์หรือทิศทางของความสัมพันธ์นี้ได้



ทีมวิจัยต้องการเวลาในการติดตามการนอนหลับของบุคคลมากเป็นปี เพื่อแสดงผลที่แน่นอนของการหลับแบบไม่ต่อเนื่องกับแอมีลอยด์ พลาก หรือการเปลี่ยนของสมองเมื่อเป็นอัลไซเมอร์จึงทำให้การนอนเปลี่ยนไป



การศึกษาครั้งนี้จะเป็นพื้นฐานสำหรับการจัดการนอนหลับเพื่อวางแผนป้องกันหรือชะลอการเกิดอัลไซเมอร์


Credit : prachachatnews