homeowners insurance Claim home insurance Claim state farm car insurance Claim comprehensive insurance Claim commercial insurance Claim cheap auto insurance Claim cheap health insurance Claim indemnity Claim car insurance companies Claim progressive quote Claim usaa car insurance Claim insurance near me Claim term life insurance Claim auto insurance near me Claim state farm car insurance Claim comprehensive insurance Claim progressive home insurance Claim house insurance Claim progressive renters insurance Claim state farm insurance quote Claim metlife auto insurance Claim best insurance companies Claim progressive auto insurance quote Claim cheap car insurance quotes Claim allstate car insurance Claim rental car insurance Claim car insurance online Claim liberty mutual car insurance Claim cheap car insurance near me Claim best auto insurance Claim home insurance companies Claim usaa home insurance Claim list of car insurance companies Claim full coverage insurance Claim allstate insurance near me Claim cheap insurance quotes Claim national insurance Claim progressive home insurance Claim house insurance Claim health insurance quotes Claim ameritas dental Claim state farm renters insurance Claim medicare supplement plans Claim progressive renters insurance Claim aetna providers Claim title insurance Claim sr22 insurance Claim medicare advantage plans Claim aetna health insurance Claim ambetter insurance Claim umr insurance Claim massmutual 401k Claim private health insurance Claim assurant renters insurance Claim assurant insurance Claim dental insurance plans Claim state farm insurance quote Claim health insurance plans Claim workers compensation insurance Claim geha dental Claim metlife auto insurance Claim boat insurance Claim aarp insurance Claim costco insurance Claim flood insurance Claim best insurance companies Claim cheap car insurance quotes Claim best travel insurance Claim insurance agents near me Claim car insurance Claim car insurance quotes Claim auto insurance Claim auto insurance quotes Claim long term care insurance Claim auto insurance companies Claim home insurance quotes Claim cheap car insurance quotes Claim affordable car insurance Claim professional liability insurance Claim cheap car insurance near me Claim small business insurance Claim vehicle insurance Claim best auto insurance Claim full coverage insurance Claim motorcycle insurance quote Claim homeowners insurance quote Claim errors and omissions insurance Claim general liability insurance Claim best renters insurance Claim cheap home insurance Claim cheap insurance near me Claim cheap full coverage insurance Claim cheap life insurance Claim

อร่อยจุใจ กับ หมูกรอบ ทำเองได้ง่ายสมชื่อ

credit ครัวบ้านพิม


หมูกรอบ


เกริ่นนำโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก ครัวบ้านพิม

          ชอบ กันใช่ไหมล่ะ...หมูกรอบทอดเหลือง ๆ โปะลงบนข้าวสวย ราดน้ำจิ้มสักเล็กน้อย ก็ยกพร้อมเสิร์ฟ ทานอิ่มก็ควักเงินจ่าย 30 บาทบ้าง 40 บาทบ้าง พร้อม ๆ กับความรู้สึกหงุดหงิดใจอยู่มิใช่น้อย ก็แหม...เวลาสั่งข้าวหมูกรอบ มาทานทีไร บางทีหมูก็ไม่กรอบสมชื่อ แถมได้หมูกรอบอยู่ไม่กี่ชิ้น ยังไม่ทันลิ้มรสความอร่อยของหมูกรอบเลย ชิ้นหมูกรอบ (ที่ไม่ค่อยกรอบ) ก็หมดจานแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวทุกที อิอิ

          ว่าแล้วสำหรับใครที่อยากทานหมูกรอบที่กรอบนอกนุ่มในแบบจุใจ กระปุกดอทคอม ขอเสนอให้คุณเข้าครัว (หรือจะบอกแฟน บอกเพื่อน พ่อแม่พี่น้อง ก็ได้นะจ๊ะ) ทำหมูกรอบทานเองให้อิ่มหนำสมใจกันไปเลย เพราะจริง ๆ แล้ว หมูกรอบน่ะทำไม่ยากอย่างที่คิดหรอกนะจ๊ะ ยิ่งได้สูตรเด็ด "หมูกรอบ" และ "ข้าวหมูกรอบ" ฝีมือของ ครัวบ้านพิม  แล้วล่ะก็ รับรองว่าเมนูนี้ "หมู" สมชื่อนะเออ เอ้า...ไปลงมือทำพร้อม ๆ กับคุณพิมดีกว่าเนอะ


หมูกรอบ


          ..... วันนี้พิมจะมาสาธิตวิธีการทำหมูกรอบ สูตรหนังกร๊อบบบกรอบ แต่เนื้อหมูยังนุ้มนุ่ม ตามคำเรียกร้องจ้า ไม่พูดพล่ามทำเพลงล่ะนะ ลงมือกันเลยค่ะ  ก่อนอื่นมาดูสูตรกันเลยค่ะ ก็มีส่วนผสมไม่มากมาย ตามนี้เลยค่ะ


ส่วนประกอบในการทำหมูกรอบ

          หมูสามชั้น 1 แผ่น หนักประมาณ 1.5 กิโลกรัม
          น้ำเปล่า 10 ถ้วย
          เกลือป่น 85 กรัม
          น้ำมันปาล์มสำหรับทอด (เยอะมาก ๆ)

          ป.ล. คราวนี้พิมไม่ได้ถ่ายรูปแบบรวมส่วนผสมกับเครื่องปรุงมาให้ดูนะคะ เพราะงั้นขออธิบายวิธีทำไปพร้อมกับรูปส่วนประกอบแต่ละอย่างเลยแล้วกันจ้า

วิธีทำ

          เริ่มต้นเลยเราก็มาดูที่หมูสามชั้นของเรากันก่อนนะคะ

          วิธีเลือกหมูสามชั้นของพิมเนี่ย ... พิมจะเลือกตรงส่วนพื้นท้องค่ะ (ที่มีน้ม...ม.ม นม เป็นปุ่ม ๆ ติดมาด้วย) เพราะหมูส่วนนี้จะนุ่มดี แล้วก็มีชั้นเนื้อชั้นไขมันที่พิมรู้สึกว่าทอดออกมาแล้วจะไม่กระด้าง อีกทั้งสีสวยงามมากกว่าสามชั้นส่วนอื่น แล้วก็เลือกที่มีชั้นไขมันไม่มากนัก อีกทั้งมีชั้นไขมันสม่ำเสมอกัน ไม่ใช่ข้างหนึ่งชั้นไขมันหนาเป็นนิ้ว อีกข้างหนาแค่เซ็นหนึ่งอ่ะค่ะ

          พอได้หมูมาแล้ว ก็ให้เราเอามีดโกนมาขูดขนอ่อน ๆ ที่หลงเหลือออกไปให้หมดค่ะ หากมีคราบอะไรติดมา ก็เอาแปรงสีฟัน (ที่ไม่ได้ใช้แล้ว) ขัด ๆ ออกให้หมดด้วยนะคะ และก็นำไปล้างให้สะอาด จากนั้นก็บั้งแนวยาวเป็น 3 รอยตามแบบในภาพด้านล่างนะคะ (จริง ๆ ควรบั้งให้แต่ละช่วงมีขนาดเท่ากัน แต่มือพิมไม่เที่ยงเองแหละค่ะ แบบว่าตอนแรกตั้งใจจะบั้งให้ได้เป็น 4 ชิ้น แต่ไป ๆ มา ๆ เอาชิ้นใหญ่หน่อยให้เหลือ 3 ชิ้นก็พอ)


หมูกรอบ

          จากนั้นก็หันไปตั้งหม้อหรือกระทะบนเตาไฟนะคะ ใส่น้ำเปล่าลงไปประมาณ 10 ถ้วย เกลือป่น (ธรรมดา) ประมาณ 85 กรัม (ใครชอบเค็มมาก ๆ ก็ใส่เยอะกว่านี้ได้นะคะ เพราะหากใส่ตามอัตราส่วนที่พิมใช้เนี่ย จะเค็มอ่อน ๆ ค่ะ) ... รอน้ำเดือดก็ใส่หมูทั้งชิ้นลงไปต้ม (น้ำไม่ต้องท่วมหมูทั้งชิ้นก็ได้นะคะ แต่อย่างน้อยให้ท่วมมากกว่า 3/4 ชิ้นอ่ะค่ะ)    โดยให้คว่ำด้านหนังลงนะคะ ต้มไปสัก 40 นาที ก็ค่อยพลิกเอาด้านเนื้อกลับลงไป .. และต้มต่ออีกประมาณ 5 นาที


หมูกรอบ

หมูกรอบ

          พอครบเวลาตามที่กำหนดไว้  ก็ใช้ตะหลิวโปร่ง ๆ นะคะ ตักชิ้นหมูขึ้นจากกระทะ

หมูกรอบ

          แล้วก็เอาไปวางพักบนตะแกรงโปร่ง + นำไปตากแดดจัด หรืออบด้วยไฟอ่อน ๆ 1 ชั่วโมง หรือจนหนังหมูแห้ง

หมูกรอบ

          จากนั้นก็นำมาทอดในน้ำมันเยอะหน่อย (ไม่ต้องให้น้ำมันท่วมหมูทั้งชิ้นก็ได้ อย่างน้อยให้ท่วมสักครึ่งอ่ะค่ะ) ....  โดยเอาด้านหนังลงไปทอดก่อน .... ซึ่งช่วงแรกใช้ไฟกลางค่อนมาทางแรงประมาณ 70% ค่ะ พอด้านหนังเหลืองดี  (ลอง ๆ พลิกดูนะคะ) ก็พลิกกลับอีกด้านลงไปทอด และลดไฟลงเหลือประมาณ 60% ทอดต่อไปอีกสักหน่อย จนหมูเหลืองทั้งสองด้าน

          ป.ล. ปกติน้ำมันที่ใช้ทอดอาหาร ไม่ควรใช้เกิน 2 ครั้งนะคะ

หมูกรอบ


          หมายเหตุ ..... ระหว่างทอด ... ช่วงนี้น้ำมันพยายามจะแทรกตัวเข้าไปในเนื้อหมู (เพื่อทำให้หมูกรอบ) น้ำจากเนื้อหมูจะซึมออกมาด้านนอก ทำให้น้ำมันกระเด็นได้  ....ก็ให้เอาพวกฝาลังถึง หรือตะแกรงที่เค้ามีไว้กันกระเด็นโดยเฉพาะปิดเอาไว้นะคะ รอจนหายกระเด็นหรือให้กระเด็นน้อยหน่อย (ฟังจากเสียง) แล้วค่อยเปิดนะคะ


หมูกรอบ


          สุดท้ายแล้ว ... เราก็จะได้หมูกรอบออกมาแบบในภาพด้านล่างนี่อ่ะค่ะ ... ขอบอกว่าตรงหนัง และรอบนอก ๆ ของเค้ากรอบมากเลยค่ะ กรอบแบบไม่ด้านเลย (ผ่านไป 2 วันแล้ว ตอนหั่นยังได้ยินเสียงกรอบ ๆ อยู่เลยค่ะ แต่น้อยกว่าตอนทำเสร็จใหม่ ๆ) แล้วตอนเคี้ยวเนี่ยหนังแทบจะละลายหายไปในปาก ^^  ส่วนเนื้อหมูด้านในก็ยังนุ่มอยู่ ไม่แข็งอ่ะค่ะ

          .... สรุปว่าถูกใจพิมและคนที่บ้านมากเลยค่ะ ยังไงก็ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนสนใจ ลองไปทำดูกันนะคะ


หมูกรอบ

หมูกรอบ

หมูกรอบ

หมูกรอบ


            ส่วนนี่ก็เป็นผลงานของหมูกรอบที่พิมเอามาต่อยอดไว้ค่ะ  "ข้าวหมูกรอบ กับ ไข่ต้มยางมะตูม"


          สำหรับ น้ำราดข้าวหมูกรอบของพิมมีส่วนผสมและวิธีตามนี้นะคะ  .... คั่วอบเชย โป๊ยกั๊ก ผงพะโล้ รากผักชีทุบพอแตก ให้หอม ใส่น้ำตาลปี๊บลงไป คนจนละลาย และรอจนให้กลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม (เหมือนทำน้ำพะโล้อ่ะจ้า ใครงงหรือสงสัย เข้ามาที่ pim.in.th คลิกไปที่หมวด "กับข้าวจากเนื้อหมู" แล้วไปดูตรงส่วนเมนูพะโล้เห็ดหอมนะคะ)  แล้วก็ใส่น้ำซุปหมูลงไป ปรุงรสด้วยเกลือป่น พริกไทย ซีอิ๊วขาว... รอเดือดก็ชิมรสชาติ เอาตามชอบเลยนะคะ จะหวานจะเค็ม เอาตามต้องการเลย จากนั้นก็เคี่ยวไฟอ่อนไปสักแป๊บนึง ประมาณ 5 นาที  (ถ้าทำน้ำราดปริมาณเยอะ ๆ ก็ใช้เวลาเคี่ยวมากกว่านี้อีกห่นอยค่ะ) แล้วก็ค่อยใส่แป้งท้าวที่ละลายน้ำแล้วลงไปค่ะ เอาให้ข้นเหนียวตามต้องการ .....  พอเดือดอีกทีก็ดับไฟเตา ใส่เหล้าจีน กับน้ำมันงาไปอย่างละหน่อยนะคะ คน ๆ ให้เข้ากัน

          จากนั้นก็ยกลง .. ตั้งพักไว้ให้อุ่น ๆ ก็ใส่งาขาวคั่ว กับถั่วลิสงคั่ว บดเกือบจะละเอียดลงไป คนให้เข้ากันเป็นอันใช้ได้ละค่ะ ........ ซึ่งน้ำราดของพิมเนี่ย จะออกใส ๆ แต่รสเข้มข้นนะคะ จะไม่ขุ่น ๆ เหมือนที่บางเจ้าเค้าทำขาย เพราะว่าพิมไม่ได้ใส่ซีอิ๊วดำอ่ะค่ะ

          ยังไงก็ลองไปทำดูกันนะคะ ... สูตรนี้อร่อยจริงค่ะ ไม่ได้โม้!!!


หมูกรอบ

หมูกรอบ

หมูกรอบ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

ฉีกแนวยำผลไม้ ชวนชิมยำมังคุดกุ้งสด

credit http://women.kapook.com
ครัวบ้านพิม 






เกริ่นนำโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก ครัวบ้านพิม

            หลายคนอาจจะเคยหยิบผลไม้หลากหลายชนิดมาประกอบเป็นอาหารคาวทานกัน (อ๊ะ อ๊ะ อย่าบอกนะว่าไม่เคยทาน อย่างน้อยก็ต้องเคยชิมส้มตำแหละน่า...จริงไหม) แต่เชื่อได้เลยว่า น้อยคนนักที่จะเคยหยิบเอาราชินีแห่งผลไม้อย่าง "มังคุด" มาทำอาหารคาวทาน แถมบางคนยังทำหน้าสงสัยด้วยว่า "มังคุด ทำอาหารคาวทานได้ด้วยหรือ?"

            ...ทำได้แน่นอนค่ะ เพราะวันนี้ คุณพิม แห่ง ครัวบ้านพิม จะขอแนะนำเมนูมังคุดเด็ด ๆ อย่าง "ยำมังคุดกุ้งสด" อุ้ย...แค่ฟังชื่อก็เปรี้ยวปากแล้วใช่ไหมล่ะ ยิ่งเห็นรูปด้วยแล้วรับรองว่าต้องร้องซี้ด...แหมก็น่าทานซะขนาดนี้ จะไม่รีบกลับไปเตรียมเครื่องปรุงเข้าครัวได้อย่างไรไหว ว่าแล้วก็ไปดูสูตรเด็ด "ยำมังคุดกุ้งสด" ของครัวบ้านพิมกันเลย

            วันนี้พิมขอนำเสนอเมนู "ยำมังคุด" ค่ะ ... หลายคนฟังชื่อแล้วอาจจะงง ๆ มันมีด้วยเหรอ ยำมังคุดเนี่ย ... พิมก็ต้องขอบอกว่ามีค่ะ แถมอร่อยมากด้วยนะจะบอกให้ ว่าแล้ววันนี้ถือฤกษ์ดีที่พิมทำยำมังคุดกินอีกครั้ง  พิมก็เลยถือโอกาสนี้ถ่ายภาพวิธีการทำมาฝากเพื่อน ๆ ด้วย... เผื่อว่าใครสนใจจะได้ลองเอาไปหัดทำกันนะคะ ^__^



:: ส่วนผสมและเครื่องปรุง ::

- มังคุดสุกแต่ยังห่าม 10 ลูก หรือเนื้อมังคุด 1 ถ้วยตวง
- หมูสับ 100 กรัม
- กุ้งสด 5 ตัว ......  (พิมใช้ขนาด 4-5 ตัว 1 ขีด ๆ ละ 18 บาท)
- พริกขี้หนูสวนสีเขียวแดง  15 เม็ด
- หอมแดง 4 หัว
- มะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
- น้ำปลาดี ๆ ไม่คาว 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลทราย 1 - 1/2 ช้อนโต๊ะ
- สะระแหน่ 4-5 กิ่ง หรือเด็ดใบให้ได้ประมาณ 1/2 ถ้วยตวง


 :: วิธีทำ ::


             เริ่มต้นก็ให้ทำการจัดการกับผักต่าง ๆ เตรียมไว้ก่อนนะคะ .... อันดับแรก "พริกขี้หนูสวน" โดยส่วนใหญ่เวลายำ คนส่วนใหญ่มักจะชอบใช้พริกโขลก แต่พิมชอบการหั่นแบบนี้มากกว่าอ่ะค่ะ เพราะพิมว่ามันสวย แล้วก็สะดวกเวลาไม่กิน ก็หยิบออกได้น่ะค่ะ.... ซึ่งสำหรับปริมาณพริกที่ใช้เนี่ย พิมใช้ประมาณ 15 เม็ด พิมว่าราว ๆ นี้ จะเผ็ดกำลังดี แต่ถ้าใครไม่ทานเผ็ด หรือชอบเผ็ดมากกว่านี้ ก็ลดเพิ่มได้ตามชอบค่ะ

           ส่วนหอมแดงก็เลือกใช้หอมแดงไทยหัวกลาง ๆ ปอกเปลือก ล้างให้สะอาด แล้วซอยไว้บาง ๆ นะคะ


           สำหรับมะนาว พิมเลือกใช้มะนาวที่ผิวยังพอเขียวอยู่ เพราะจะให้กลิ่นที่หอมกว่ามะนาวที่มีผิวกลายเป็นสีเหลืองแล้ว   ... ก็ใช้ประมาณ 2 ลูก บีบน้ำมะนาวไว้ให้ได้ราว 3 ช้อนโต๊ะนะคะ และและสะระแหน่ (ไม่มีรูป)  หลังจากล้างให้สะอาด พักให้สะเด็ดน้ำ ก็เด็ดไว้เป็นใบ ๆ ค่ะ


           ส่วนมังคุด ..... ย้ำว่าเลือกใช้มังคุดที่สุกแล้ว แต่ยังห่ามอยู่ (เปลือกสีม่วงเข้ม) จะดีกว่าใช้มังคุดสุกที่เปลือกสีดำ  เพราะรสชาติจะหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย และเนื้อไม่นิ่มมากเกินไปอ่ะค่ะ แต่ถ้าใครชอบมังคุดที่เนื้อนิ่ม ๆ หวานมากหน่อย จะใช้มังคุดเปลือกสีดำก็ไม่ผิดกติกาค่ะ ....

           สำหรับ วิธีจัดการกับมังคุดก็ให้เราเอามีดกรีดไปที่เปลือกตรงกลางลูกแบบในภาพนะคะ จากนั้นดึงเอาเปลือกข้างนอกทิ้งไป แล้วค่อย ๆ แงะเอาเนื้อมังคุดที่อยู่ในเปลือกอีกข้างหนึ่งออกมาอย่างเบามือ (ระวังช้ำ) ใส่ลงไปในอ่างน้ำเย็นที่ผสมเกลือป่นอยู่นิดหน่อย ก่อนที่จะแกะเป็น 1-2-3 กลีบ แล้วเอาขึ้นใส่กระชอนโปร่ง ๆ พักไว้ให้สะเด็ดน้ำค่ะ

            ป.ล. ไส้ในของมังคุดที่มีแดง ๆ เหลือง ๆ เฉือนออกด้วยมีดหรือดึงออกอย่างเบามือ...ให้หมดด้วยนะคะ ไม่งั้นยำออกมาแล้วอาจจะมีรสฝาดในบางส่วน และสีมังคุดจะกระดำกระด่าง ไม่ขาวนวลเนียนอ่ะค่ะ


            ต่อ มาก็มาจัดการกับเนื้อสัตว์กันต่อนะคะ.... ก็เอาหม้อใบย่อม ๆ ตั้งบนเตาไฟ ใส่น้ำไปสัก 1/2 - 3/4 ถ้วย เปิดไฟเตากลาง ๆ รอจนน้ำเดือด ก็ใส่กุ้งลงไป รอจนกุ้งสุก ก็ตักขึ้นใส่จานไว้ค่ะ


            จาก นั้นก็นำหม้อใบเดิม (ไม่ต้องเทน้ำต้มกุ้งทิ้ง) ตั้งไฟอีกรอบ พอน้ำเดือด ก็ใส่หมูสับลงไป ยีด้วยทัพพีให้หมูกระจายตัวเป็นชิ้นเล็ก ๆ ไม่เกาะกันเป็นก้อน ทิ้งไว้สักแป๊บจนหมูสุก ก็ปิดไฟเตาและพักหมูไว้ให้คลายความร้อนลงสักหน่อยค่ะ


            และ เมื่อเตรียมเครื่องทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาลงมือทำล่ะค่ะ... เริ่มต้นด้วยการหากะละมังใบย่อม ๆ มาสักใบ ใส่หอมแดงกับพริกขี้หนูที่เราซอยไว้ลงไป ตามด้วยน้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาล คนให้เข้ากันจนกระทั่งน้ำตาลละลายหมด

            ป.ล. ปริมาณน้ำตาลทรายให้ใส่ไปแค่ 1 ช้อนโต๊ะก่อนค่ะ หากหลังจากผสมทุกอย่างเสร็จแล้ว รสชาติยังไม่กลมกล่อม  ถึงค่อยเติมน้ำตาลทรายเพิ่มนะคะ


           แล้วก็ใส่กุ้ง หมู และมังคุด ตามลงไป... คนพอเข้ากันอย่างเบามือ ชิมรสชาติตามชอบ ถ้ายังไม่ชอบ ก็ปรุงแต่งเอาตามความพอใจเลยนะคะ ซึ่งยำอันนี้จะรสชาติค่อนข้างนัว ๆ ค่ะ คือไม่หวานจัด ไม่เปรี้ยวจัด ไม่เค็ม แต่จะออกรสชาติเปรี้ยวหวานเล็กน้อยพอประมาณค่ะ (จะไปหวานหรือเปรี้ยวที่รสชาติของเนื้อมังคุดอีกที)


         
            เสร็จ แล้วก็ตักใส่จาน.... เราก็จะได้ยำมังคุดออกมาหน้าตาแบบนี้นะคะ  ตกแต่งด้วยสะระแหน่ให้พอสวยงาม ...... (เวลาจะกินจริง ๆ พิมเคล้ารวมกันหมดเลยค่ะ)


            แล้วเราก็จะได้ยำมังคุดที่รสชาติหวานหอม กินแล้วให้ความรู้สึกสดชื่นมาก ๆ มาจานนึงแบบนี้อ่ะค่ะ


            ก็ถ้าเพื่อน ๆ สนใจ ....... ลองทำดูกันนะคะ ไม่ยาก ใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง ก็เสร็จเรียบร้อยค่ะ

            อ้อ ๆ เกือบลืม สำหรับเพื่อน ๆ ที่ไม่ทานหมู เปลี่ยนเป็นไก่สับได้นะคะ แต่รสชาติและความนุ่มนวลจะด้อยกว่าใช้เนื้อหมูสับอยู่นิดนึงจ้า ......... ยังไงลองดูนะคะ ^^

บัวลอยน้ำขิง ของหวานเพื่อสุขภาพ...ร้อน ๆ จ้า

credit kapook.com



เกริ่นนำโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณ Three days before Valentine's

        ใครชอบทานของหวาน แต่กลัวอ้วนยกมือขึ้น!!!!!!! ฮั่นแน่...คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นกันใช่ไหมล่ะคะ เพราะขนมหวานของไทยหลายชนิดอร่อยถูกปาก ทว่าอุดมไปด้วยน้ำตาลและกะทิ ทำให้สาว ๆ หลายคนที่ตั้งใจควบคุมน้ำหนักแต่เผลอจัดหนักกับของหวานที่ชอบต้องรู้สึกผิดเล็ก ๆ หลังทานเสร็จ(รู้ทันนะ อิอิ)

        เมื่อเป็นเช่นนั้น วันนี้เราขอนำเสนอเมนูขนมหวาน "บัวลอยลอยน้ำขิง" สูตรอร่อยของ คุณ Three days before Valentine's จากห้องก้นครัว @ pantip.com ...รับรองว่าขนมหวานถ้วยนี้ อุดมไปด้วยประโยชน์ช่วยบำรุงสุขภาพ และอ้วนน้อยหน่อย เพราะปลอดกระทิ แต่ถ้าใครที่ไม่ชอบทานจะลองลงมือทำให้คนใกล้ตัวได้ลองลิ้มชิมรสดูก็ได้นะจ๊ะ ...ว่าแล้ว ก็ไปตระเตรียมส่วนผสมและลงมือทำกันเลยจ้า


ส่วนผสมแป้ง

        แป้งข้าวเหนียวตราช้างสามเศียร         1            ถ้วย

        แป้งถั่วเขียว                                 3           ช้อนโต๊ะ

        น้ำเปล่า                                      1/2        ถ้วย

        ผงแป้งข้าวเหนียวเล็กน้อยค่ะ



ส่วนผสมไส้ขนม

        งาดำป่น                     1       ถ้วย

        น้ำตาลทราย                1/2    ถ้วย

        เนยถั่วชนิดหยาบ          170    กรัม

ส่วนผสมน้ำขิง

        น้ำเปล่า                      5       ถ้วย

        น้ำตาลอ้อย                  1       ถ้วย

        เกลือ                       1/2      ช้อนชา

        ขิงแก่เผาไฟ               3 - 4    ชิ้น


วิธีทำ บัวลอยน้ำขิง

1. เตรียมส่วนผสมตามสูตรที่จะปั้นไส้



2. เทน้ำตาลใส่อ่างผสมค่ะ ตามด้วย งาดำป่น


3. ใส่เนยถั่วตามลงไปค่ะ


4. คลุกส่วนผสมให้เข้ากันค่ะ ถ้าไม่ชอบหวาน  ลดน้ำตาลได้นะคะ


5. คลุกเรียบร้อยแล้วลงมือปั้น เส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ  2 ซม. จากนั้นนำไปแช่ช่องฟรีซ..ในตู้เย็นค่ะ


6. มาทำแป้งสำหรับห่อขนมค่ะ...เทแป้งทั้ง 2 ชนิด ใส่อ่างผสมค่ะ


7. ตามด้วยน้ำเปล่าค่ะ


8. นวดจนแป้งเนียน แล้วลองปั้นดูค่ะ ถ้ามีรอยแป้งแตก  ให้เติมน้ำได้เล็กน้อยค่ะ เรียบร้อยแล้ว  ... เราไปต้มน้ำขิงกันต่อเลยค่ะ


9. ปอกขิงที่เผาไฟ สัก 2 - 3 ชิ้น จะฝานเป็นแผ่น..หรือทุบเล็กน้อยก็ได้ค่ะ....ต้มน้ำให้เดือด..นำขิงลงใส่ค่ะ


10. ตามด้วยน้ำตาลอ้อย


11. ปล่อยให้เดือดสัก  5 นาที ยกลงวางไว้ค่ะ


12. นำไส้ขนมออกมาจากตู้เย็น...ปั้นแป้งกลม ๆ  แล้วกดให้แบน ..อ้อ..ใช้มือแตะผงแป้งข้าวเหนียว เพื่อไม่ให้แป้งปั้นติดมือนะคะ


13. วางไส้ขนมลง..ห่อให้มิดชิดค่ะ เวลาต้มไส้จะได้ไม่แตก


14. ห่อเรียบร้อยแล้ว นำวางคลุกลงผงแป้งข้าวเหนียว เพื่อขนมจะได้ไม่ติดกันค่ะ


15. ปั้นต่อไปเรื่อย ๆ จนไส้ขนมหมดนะคะ ***** อย่าห่อแป้งหนามาก..เวลารับประทานจะต้อง..อ้าปากกว้างเห็นลิ้นไก่..นะคะ


16. เมื่อปั้นห่อขนม..เสร็จเรียบร้อยแล้ว นำหม้อน้ำขิงขึ้นตั้งไฟ...ให้น้ำขิงเดือดค่ะ... พอน้ำขิงเดือด ..นำขนมลง..ต้มทันทีค่ะ..


17. เมื่อขนมสุก .... ตัวขนมจะลอยขึ้นเหนือน้ำ..


18. .*** ...ทุก ๆ ท่าน นำถ้วยมาเร็ว ๆ ค่ะ *** บัวลอยน้ำขิง ร้อน..ร้อน มาแล้วค่า