“บุษราคัม” อาหารไทยชาววัง เมนูวิจิตรเลิศรส

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์16 สิงหาคม 2555 16:11 น.
บรรยากาศโต๊ะนั่งสบายๆ ภายในร้าน “บุษราคัม”
       ความประณีตบรรจง ในการปรุงแต่งอาหารให้มีหน้าตาออกมาวิจิตรงดงามชวนกิน เห็นทีต้องขอยกให้กับ “อาหารไทยชาววัง” ของ ไทยเรา ที่มีการบรรจงตกแต่งอาหารและสลักเสลาผักต่างๆ ประกอบจานให้ออกมามีหน้าตาที่สวยงาม อีกทั้งอาหารไทยก็ยังมีรสชาติอันเลิศรสชวนลิ้มลอง เป็นที่ถูกปากถูกใจเหล่านักกินทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
      
       ดังนั้นในมื้อนี้ “ตระเวนกิน” เลยอยากจะชวนแฟนๆ ที่พิสมัยอาหารไทย ไปอิ่มอ่อยกับอาหารไทยแบบชาววังแท้ๆ กันที่ร้านนี้ดีกว่า “บุษราคัม” เป็น ร้านอาหารที่นำเอาบ้านเก่าหลังงามมาดัดแปลงตกแต่งให้เป็นร้านอาหารที่มี บรรยากาศชวนนั่งสบายๆ ดูอบอุ่น มีพื้นที่โต๊ะนั่งชั้นล่าง ชั้นบน มีห้องส่วนตัวให้บริการเหมาะแก่การมาจัดเลี้ยงสังสรรค์ และยังมีส่วนโต๊ะนั่งด้านนอกรับลมธรรมชาติเย็นๆ
บรรยากาศโต๊ะนั่งชั้นบน
       สำหรับอาหารของที่นี่ นำเสนออาหารไทยแต่เพียงอย่างเดียว และเป็นอาหารไทยแท้สูตรชาววัง ที่เสิร์ฟมาพร้อมผักและผลไม้ที่แกะสลักอย่างประณีตงดงามวางแต่งมาบนอาหารทุก จาน ซึ่งรสชาติอาหารไทยของที่นี่เป็นแบบไทยแท้ไม่ผิดเพี้ยน ด้วยฝีมือการปรุงที่ถ่ายทอดมาจากอาจารย์บุญชู ผลวัฒนะ ที่ได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Heinz ให้เป็น 1 ใน 10 สุดยอดแม่ครัวโลก
อาหารว่างชุดบุษราคัมชาววัง
       ว่าแล้วจะรอช้าอยู่ใย ตามมาชิมอาหารไทยเมนูเด็ดของที่นี่กันดีกว่า ขอนำเสนอเมนูแรกด้วย อาหารว่างชุดบุษราคัมชาววัง (160 บาท++/ชุด/คน) หน้าตาอาหารชวนกินมากๆ เป็นของว่างที่ในชุดจะมีอาหารอยู่ 5 อย่าง มาแบบอย่างละ 1 ชิ้น ประกอบไปด้วยช่อม่วงสีสวยจับจีบเป็นดอกไม้สวยงาม กินแล้วสัมผัสได้ถึงแป้งที่นุ่มกลมกลืนเข้ากับไส้ไก่ปรุงรสที่สอดไส้อยู่ ข้างใน อีกอย่างเป็นกระทงทอง เป็นแป้งทอดกรอบทำเป็นรูปกระทงและใส่ไส้กุ้งกับหมูที่ผัดปรุงรสกับข้าวโพด ถั่วลันเตา และแครอท ชิมแล้วกระทงทองกรอบเข้ากับไส้ที่ใส่มารสกลมกล่อมถูกปากดี
      
       ส่วนอีกอย่างคือถุงเงินยวง เป็นฟองเต้าหู้ที่ข้างในสอดไส้กุ้งกับปูปรุงรสและนำไปทอด มีน้ำจิ้มใส่มาให้พร้อม กินแล้วแผ่นฟองเต้าหู้ข้างนอกกรอบนิดๆ ส่วนไส้ข้างในนุ่มปากได้รสชาติน้ำจิ้มหวานๆ เข้ากันดีจริง แล้วก็ยังมีหรุ่ม หน้าตาเป็นตาข่ายที่นำมาจากไข่แล้วห่อกับไส้กุ้งกับหมูปรุงรส ลิ้มรสแล้วไส้รสกลมกล่อมถูกปากดีไม่น้อย อย่างสุดท้ายคือกุ้งซ่อนกลิ่น รูปทรงสวยชวนกินเป็นการนำเอากุ้งสับมาผสมกับมะนาว ขิง หอมแดงคลุกเคล้าให้เข้ากันและบีบเอาน้ำออก แล้วปั้นเป็นลูกกลมๆ จากนั้นนำมาห่อด้วยใบผักกาดหอมที่ต้มแล้ว ส่งเข้าปากทั้งลูกเคี้ยวกร้วมไส้รสชาติดีออกเปรี้ยวนิดๆ ถูกปากไปอีกแบบ
หมี่กรอบชาววัง
       จากนั้นมาชิมเมนูนี้ หมี่กรอบชาววัง (160 บาท++) เป็นเส้นหมี่ขาวที่นำไปทอดให้ฟูกรอบ แล้วจึงนำมาผัดกับน้ำปรุงสูตรพิเศษของทางร้าน ผัดคลุกเคล้าจนน้ำปรุงซึมเข้าไปในเส้นหมี่ แล้วนำมาใส่ในกระทงรังนกที่ทำจากเส้นหมี่ขาวทอดกรอบ ด้านในใส่กุ้ง แล้วโรยหน้าด้วยผิวส้มซ่าและไข่ฝอย มีกระเทียมดอง ถั่วงอกดิบ พริก มาให้กินเคียง ลองลิ้มหมี่กรอบเคี้ยวกรุบกรอบได้รสชาติน้ำปรุงรสเข้มข้นที่ซึมอยู่ในเส้น หมี่อร่อยถูกปากดีแท้
ไก่ห่อใบเตย
       ตามด้วยมากินเมนู ไก่ห่อใบเตย (240 บาท++) ทางร้านนำเนื้อไก่ส่วนสะโพกมาหมักกับเครื่องสมุนไพรไทย หมักนานกว่า 1 ชม. แล้วนำมาห่อกับใบเตยหอม เอาไปนึ่งและทอดอีกครั้ง เสิร์ฟมาร้อนๆ พร้อมกับน้ำจิ้มไก่สูตรพิเศษ ชิมแล้วเนื้อไก่หอมกลิ่นใบเตยอ่อนๆ ไก่เนื้อนุ่มถึงเครื่องหมักรสชาติดี แถมยังมีเครื่องเคียงอย่างหอมดอง แครอทดอง หัวไชเท้าดองมาให้กินแกล้มด้วย
ฉู่ฉี่กุ้งนาง
       แล้วก็ต้องไม่พลาดเมนูนี้ ฉู่ฉี่กุ้งนาง (380 บาท++) หน้าตาน่ากินมาก เป็นกุ้งแม่น้ำขนาดกลางๆ 2 ตัว นำมาทอดให้เนื้อกุ้งพอตึง แล้วจึงนำมาผัดกับเครื่องแกงฉู่ฉี่ที่ทางร้านโขลกเอง ใส่เห็ดฟางด้วย แกงฉู่ฉี่ของที่นี่ออกแนวข้นน้ำกะทิ ชิมแล้วขอยกนิ้วให้เลยในรสชาติของกุ้งเนื้อแน่นผสานด้วยรสชาติเครื่องแกงฉู่ ฉี่รสเข้มข้นถึงเครื่องแกงโดนใจปากมากๆ
ฟักทองเลิศรส
       ส่งท้ายแนะนำเมนูของหวาน ฟักทองเลิศรส (60 บาท++) เป็นฟักทองที่นำไปผสมกับแป้งมันแล้วนวดให้เข้ากัน และรีดให้เป็นแผ่นตัดมาเป็นชิ้นๆ แล้วจึงนำมาบวด (ต้ม) กับน้ำกะทิคั้นสด และใส่เนื้อมะพร้าวอ่อนด้วย ชิมฟักทองเนื้อเนียนนิ่มนุ่ม เข้ากับรสชาติน้ำกะทิหอมหวานมัน
บุฟเฟต์อาหารไทยมีเฉพาะมื้อเที่ยง
       และนอกจากเมนูต่างๆ ที่ได้แนะนำมานี้แล้ว ในเมนูอาหารก็ยังมีอาหารไทยจานเด็ดอีกหลายเมนูที่ชวนลองลิ้มอีก อาทิ แสร้งว่า (450 บาท++) ต้มจิ๋วหมู/เนื้อ (120 บาท++) น้ำพริกลงเรือ (220 บาท++) ขนมชุดบุษราคัม (270 บาท++) ฯลฯ และถ้าหากมากินช่วงมื้อกลางวัน เวลา 11.00-14.00 น. ทางร้านมีบุฟเฟต์อาหารไทยนำเสนอ ราคา 350 บาท++/คน จะได้อิ่มไม่อั้นกับอาหารไทยกว่า 25 อย่างรวมขนมหวานด้วย และมีโปรโมชั่น มา 4 จ่าย 3
      
       เห็นทีว่าถ้าแฟนๆ นักกินคนไหน เป็นแฟนพันธุ์แท้อาหารไทย และอยากจะลิ้มรสชาติของอาหารไทยชาววังขนานแท้ คงต้องรีบจูงมือกันมาที่ร้าน “บุษราคุม” กันแล้วล่ะ เพราะว่าอาหารไทยเลิศรสรอทุกคนอยู่
       * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
      
       ร้าน “บุษราคัม” ตั้ง อยู่ที่ 1 ถ.ศรีเวียง (ซอยประมวล) แขวงสีลม เขตบางรัก กทม. การเดินทางนั่งรถไฟฟ้า BTS ลงที่สถานีสุรศักดิ์ (ทางออก 3 ) และให้เดินมาที่ซอยประมวล เดินตรงเข้ามาแล้วเลี้ยวซ้ายซอยแรก (ถ.ศรีเวียง) ตรงเข้ามาแล้วก็จะเห็นร้านบุษราคัมอยู่ทางซ้ายมือมีป้ายร้านให้เห็นชัดเจน ร้านเปิดทุกวัน เวลา 11.00-14.00 น. และ 17.30-22.30 น. แนะนำว่าควรโทร. มาจองโต๊ะก่อน โทร. 0-2630-2216-8, 0-2235-7341-3 หรือเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bussaracum.com


























การ์ตูนผู้หญิงแบบ PDF สั่งได้เลยที่ไลน์ไอดี fattycatty หรือแสกนคิวอาร์โค้ดไลน์ที่นี่



อิ่มอร่อยที่ “Four Seasons” ลิ้มรสเป็ดย่างชั้นเทพ ต้นตำรับจากลอนดอน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์9 สิงหาคม 2555 14:49 น.

บรรยากาศโต๊ะนั่งภายในร้าน “Four Seasons”
       การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2012 เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะรูดม่านปิดฉากลง
      
       โอลิมปิกครั้งนี้จัดขึ้นที่กรุงลอนดอน เมืองหลวงเก่าแก่ของอังกฤษซึ่งหากพูดถึงเรื่องอาหารการกินแล้ว บรรดาเศรษฐีและนักการเมืองหลายคนในบ้านเราที่เคยไปเยือนเมืองนี้ ส่วนใหญ่มักจะไม่พลาดการไปหม่ำ “เป็ดย่างโฟร์ซีซั่นส์” ของร้าน “Four Seasons London” หนึ่งในเมนูอันขึ้นชื่อลือชาของกรุงลอนดอน
“Four Seasons” ร้านชื่อดังจากลอนดอน
       สำหรับใครที่อยากจะกินเป็ดย่างชื่อดังกับเขาบ้าง ปัจจุบันไม่ต้องบินไปกินไกลถึงที่ลอนดอนแล้ว เพราะร้านเป็ดย่างโฟร์ซีซั่นส์ได้มาเปิดให้บริการในรสชาติต้นตำรับจากลอนดอน ที่เมืองไทย 2 สาขาด้วยกัน สาขาแรกที่สยามพารากอน ส่วนอีกสาขาหนึ่งเป็นสาขาใหม่อยู่ที่เมกะบางนาที่เพิ่งให้บริการได้ไม่นาน
      
       ด้วยเหตุนี้ “ตระเวนกิน” จึงขอพามากินเป็ดย่างโฟร์ซีซั่นส์เจ้าใหม่กันที่ร้าน “Four Seasons” ที่ตั้งอยู่ที่ Mega Bangna เมื่อเข้ามาในร้านก็จะได้อารมณ์เดียวกับร้านที่ลอนดอน ด้วยสไตล์การตกแต่งแบบจีนโมเดิร์น มีโต๊ะให้เลือกนั่งในมุมสบายและมีห้องส่วนตัวให้บริการอยู่ 4 ห้อง
เป็ดย่างโฟร์ซีซั่นส์
       ส่วนอาหารไม่ต้องพูดถึงแน่นอนว่าก็ต้องลิ้มรสเป็ดย่างกันให้ได้ และที่ร้านก็ยังมีอาหารจีนสไตล์จีนแคะ ให้ได้ลองล้มรสชาติกันมากหลายเมนู แต่ว่าเราขอประเดิมแรกด้วยเมนูขึ้นชื่อชูโรงอย่าง เป็ดย่างโฟร์ซีซั่นส์ (ตัว ละ 1,100 บาท++) โดยทางร้านใช้เป็ดไทยพันธุ์ผสมที่คัดมาเป็นพิเศษเฉพาะของทางร้าน (แต่ในช่วงปลายเดือนธ.ค. จะมีเป็ดที่ส่งตรงมาจากลอนดอนโดยเฉพาะ) นำมาล้างทำความสะอาดแล้วผ่านขั้นตอนการทำแบบเป็ดย่างสูตรต้นตำรับจากลอนดอน แท้ๆ
      
       โดยมีการนำเป็ดมาหมักกับเครื่องเทศจีนหลายชนิด แล้วยัดเข้าไปท้องเป็ดและทำการเย็บปิดตัวเป็ด หลังจากนั้นนำเป็ดไปราดด้วยน้ำซอสเลมอนกับน้ำส้มสายชู แล้วนำไปพึ่งลมให้ได้ที่ และนำไปอบให้ได้ที่อีกที จนได้เป็ดที่เนื้อนุ่ม หนังกรอบพอดี มีน้ำซอสเป็ดสูตรพิเศษเฉพาะของทางร้านที่เข้มข้นราดมาบนเนื้อเป็ด และมีน้ำจิ้ม 3 อย่างให้กินคู่กัน คือ พริกดอง น้ำพริกเผา และซอสพริก แค่ส่งชิ้นเป็ดส่งเข้าปากเคี้ยวแล้วสัมผัสได้ถึงความบางกรอบของหนัง และเนื้อเป็นที่เคี้ยวนุ่มปากชุ่มน้ำซอสที่ราดมาช่างอร่อยกลมกลืนเข้าถูกปาก โดนใจมากๆ
เป็ดอโรเมติก
       เมนูถัดมาเป็นอีกหนึ่งเมนูเป็ดที่ชวนลองลิ้มไม่แพ้กัน นั่นคือ เป็ดอโรเมติก ( 1 ตัว 1,500 บาท++, ครึ่งตัว 800 บาท++) ทางร้านเลือกใช้เป็ดผสมพันธุ์พิเศษ นำเป็ดมาตุ๋นในน้ำซุป ต่อจากนั้นทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ และทุบด้วยค้อนให้เนื้อเป็ดมีความนุ่ม แล้วนำไปแช่ในน้ำซุปอีกประมาณ 1 ชม. ก่อนจะนำมาทอดอีกที เสิร์ฟมาร้อนๆ และพนักงานจะมาฉีกเนื้อและหนังให้เป็นเส้นๆ พร้อมกินคู่กับแผ่นแป้งโรตี ต้นหอมญี่ปุ่น แตงกวาญี่ปุ่น และราดด้วยน้ำซอสสูตรพิเศษ ห่อเข้าด้วยกันกัดกินทั้งคำได้รสชาติของแผ่นแป้งโรตีหอมนุ่มเข้ากับเป็ด เนื้อนุ่มแห้งหนังกรอบไม่อมน้ำมัน และเข้ากันดีกับน้ำซอสที่หวานหอมอร่อยถูกปากดีจริง
ปลาหยินหยาง
       จากนั้นมาชิมเมนูปลากันบ้าง ปลาหยินหยาง (450 บาท++) เป็นปลาตาเดียวมาทำเป็นสองเมนูในจานเดียวกัน อย่างแรกแล่เนื้อปลาออกจากก้าง และนำก้างไปทอดให้ได้รูปทรงปลา นำเนื้อไปชุบแป้งทอดจนได้ที่ แล้วนำไปผัดกับเครื่องเคียง มีทั้งพริกชี้ฟ้าซอย ต้นหอมซอย หัวหอมใหญ่ซอย ผัดกับเกลือและพริกไทยจนเข้ากัน อีกอย่างเอาแต่เนื้อปลามาผัดกับเหล้าจีน ใส่คะน้าฮ่องกง เห็ดหลินจือขาว แครอท ผัดจนเข้ากัน และนำทั้งสองอย่างมาเสิร์ฟในจานเดียวกัน จะได้ลิ้มรสเนื้อปลา 2 แบบ 2 รสชาติที่อร่อยตรงที่เนื้อปลาสดเนื้อนุ่มหวาน
หมูสามชั้นผักกาดดองหม้อดิน
       แล้วก็มากินเมนู หมูสามชั้นผักกาดดองหม้อดิน (320 บาท++) เป็นหมูสามชั้นนำมาทอดจนได้ที่ และนำมาหมักกับซอสสูตรพิเศษ แล้วเอามาใส่หม้อดิน อบกับผักกาดดองสับปรุงรส พร้อมเสิร์ฟร้อนๆ ชิมแล้วได้รสชาติหมูสามชั้นที่เนื้อนุ่มหอมมันกำลังดี เข้ากันได้ดีกับผักกาดดองสับ หากใครที่ชอบเมนูหมูสามชั้นแล้วพลาดไม่ได้จริงๆ
โต๊ะนั่งมุมสบายๆ
       และนอกจากเหนือจากที่แนะนำมานี้แล้ว ก็ยังมีเมนูอื่นๆ ที่ชวนกินอีกมากมาย อาทิ กุ้งมังกรอบบะหมี่ (3,500 บาท++) ไก่ทอดฉงชิ่ง (280 บาท++) ปูเนื้อผัดกระเทียมเจียว (500 บาท++) กุ้งลายเสือพริกเกลือจัดจ้าน (600 บาท++) ฯลฯ ซึ่งหากใครที่ชื่นชอบการกินเป็ด หรืออาหารจีนเป็นชีวิตจิตใจ ก็ไม่ควรที่จะพลาดร้านอาหารชื่อดังอย่าง “Four Seasons” ซึ่ง มีเมนูเป็ดย่างโฟร์ซีซั่นส์อร่อยๆ สูตรต้นตำรับจากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ส่งตรงมาให้นักกินได้ลิ้มรสกันถึงเมืองไทย แบบไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางและค่าใช้จ่ายมากมาย ก็ได้ลิ้มลองความอร่อยแบบสมใจปาก
บรรยากาศห้องส่วนตัว
       * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
      
       ร้าน “Four Seasons” (โฟร์ซี ซั่นส์) ตั้งอยู่ที่ Mega Bangna (เมกะ บางนา) โซนเมกะฟู้ด ถ.บางนา-ตราด กม.8 ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ร้านเปิดทุกวัน เวลา 11.00-22.00 น. ถ้ามากินแนะนำว่าควรโทร.มาจองโต๊ะก่อนจะดี โทร. 0-2105-1616 และยังมีอีกสาขาตั้งอยู่ที่สยามพารากอน โทร. 0-2610-9578
































การ์ตูนผู้หญิงแบบ PDF สั่งได้เลยที่ไลน์ไอดี fattycatty หรือแสกนคิวอาร์โค้ดไลน์ที่นี่



อ่านการ์ตูนออนไลน์

EXTRA PRODUCT

Mega Topic

food and recipe

Around the World JM

Science World