| ||||
| ||||
| ||||
| ||||
| ||||
| ||||
| ||||
| ||||
| ||||
| * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * “Maria” (มาเรีย) ตั้งอยู่ที่ 31/1 หมู่ 4 ถ.ราชพฤกษ์ ต.บางรักเหนือ อ.เมือง จ.นนทบุรี การเดินทางถ้ามาจากถ.บรมราชชนนี ให้เลี้ยวเข้าถ.ราชพฤกษ์ มุ่งหน้ามาที่วงเวียนราชพฤกษ์ แล้ววิ่งตรงไปเรื่อยๆ ผ่านแมคโดนัลด์ก็ให้วิ่งตรงไปอีก ก็จะเห็นร้านMaria อยู่ทางซ้ายมือติดริมถนน มีป้ายร้านให้เห็นชัดเจน เปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. ทางร้านรับจัดเลี้ยงในสถานที่ด้วย ถ้ามากินศุกร์-อาทิตย์ แนะนำว่าควรโทร.มาจองโต๊ะก่อน โทร. 0-2927-3564-5 และยังมีสาขาอื่นๆ อีก มีสาขาสีลม โทร. 0-2234-0440 สาขาโฮมเวิร์ค โทร. 0-2101-5329-30 หรือเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.mariapizzeria.com/ |
อิ่มหนำสำราญ ที่ร้าน “Maria” กับหลากหลายเมนูจานเด็ด
อร่อยกับเมนูเอเชีย ที่ รร. ปทุมวัน ปริ๊นเซส
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ | 5 มีนาคม 2555 13:49 น. |
| |||
| |||
| |||
|
“ข้าวแช่” เมนูอร่อยคลายร้อน จากวัฒนธรรมมอญสู่ไทย
ช่างทำเป็นดอกจอก และดอกจันทน์ งามจนชั้นกระชายทำเหมือนจำปา มะม่วงดิบหยิบดูจึ่งรู้จัก ช่างน่ารักทำเป็นเช่นมัจฉา” ความจาก “รำพันพิลาป” ของสุนทรภู่ รัตนกวีสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ได้กล่าวถึง “ข้าวแช่” ว่าเป็นของกินในฤดูร้อนที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อหน้าร้อนมาถึงคราใด “ข้าวแช่” จึงเป็นหนึ่งใน เมนูของกินคู่หน้าร้อน ที่นิยมกินกันมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ จนถึงทุกวันนี้ข้าวแช่โรยดอกมะลิหอมๆ กินกับเครื่องเคียงสารพัดอย่าง ก็ยังเป็นของกินที่เป็นที่นิยมอยู่ | ||||
หลายคนอาจจะเคยลิ้มรสข้าวแช่หอมอร่อยเย็นชื่นใจกันมาบ้าง แต่น้อยคนนักที่จะรู้ถึงความเป็นไปเป็นมาของข้าวแช่ว่ามีความน่าสนใจ เพราะข้าวแช่ไม่ได้มีเพียงรูปร่างหน้าตาและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เท่านั้น แต่ความเป็นมาของข้าวแช่บนเส้นทางสายประวัติศาสตร์ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน “ข้าวแช่” ไม่ใช่ตำรับอาหารไทยแท้ แต่เป็นอาหารพื้นบ้านที่ชาวมอญนิยมทำขึ้นสังเวยเทวดาในพิธีตรุษสงกรานต์ โดยประเพณีของคนมอญโบราณกล่าวไว้ว่า ในวันสงกรานต์จะต้องทำข้าวแช่ถวายพระสงฆ์ เพราะถือเป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่ถวาย ซึ่งข้าวแช่ หรือข้าวสงกรานต์ คนมอญเรียกว่า “เปิงด้าจก์” แปลว่า “ข้าวน้ำ” (เปิง หมายถึงข้าว และ ด้าจก์ หมายถึงน้ำ) และด้วยเหตุที่คนมอญกับคนไทย มีการติดต่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกันมาอย่างยาวนาน ทำให้ข้าวแช่ได้เข้ามาสู่สำรับอาหารไทยได้อย่างกลมกลืน | ||||
ข้าวแช่ชาววัง จะเป็นข้าวแช่ที่กับข้าวหลายอย่างด้วยกัน มีกะปิทอด ที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของกับข้าวแช่ชาววัง จะดูกันว่าข้าวแช่ของใครที่มีฝีมือก็ต้องพิจารณากันที่ลูกกะปิทอดนี้เอง ถัดมาก็มีพริกหยวกสอดไส้ ปลายี่สนผัดหวาน เนื้อเค็มฝอยผัดหวาน หัวหอมสอดไส้ ผักกาดเค็มผัดหวาน ปลาแห้งผัดหวาน หมูสับกับปลากุเลา กับข้าวเหล่านี้ถือว่าเป็นเครื่องเคียงที่นิยมรับประทานแกล้มกับข้าวแช่ | ||||
อีกทั้งการกินข้าวแช่ก็ยังต้องมีวิธีการกิน เริ่มจากนำข้าวใส่ในน้ำลอยดอกไม้ให้ได้สัดส่วนน้ำมากกว่าข้าว ใส่น้ำแข็งเล็กน้อยพอให้เย็นชื่นใจ เวลาจะกินให้ตักกับข้าวใส่ปากก่อนแล้วตักข้าวตาม ก็จะได้รสชาติทั้งเย็นฉ่ำ และความอร่อยกลมกล่อมของกับข้าว | ||||
ข้าวแช่ตำรับเมืองเพชรบุรีนั้นเป็นที่รู้จักกันอย่างมาก สืบเนื่องมาจากการแปรพระราชฐานของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาล ที่ 4 ที่ทรงเสด็จมาประทับที่พระราชวังพระนครคีรี (เขาวัง) ในครั้งนั้นมีเจ้าจอมมารดากลิ่น (ซ่อนกลิ่น) เชื้อสายมอญทางเจ้าพระยามหาโยธา (เจ่ง คชเสนี) ที่หลบหนีพม่ามาครั้งกรุงธนบุรี เจ้าจอมมารดากลิ่นได้ติดตามพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปถวายราชการ ที่พระราชวังพระนครคีรีด้วย และคาดว่าในครั้งนั้นเองที่ข้าวแช่ของเจ้าจอมมารดากลิ่นได้รับการถ่ายทอดไป ยังห้องเครื่อง บ่าวไพร่สนมกำนัลได้เรียนรู้ และแพร่หลายไปยังสามัญชนย่านเมืองเพชรบุรีในที่สุด | ||||
| ||||
“เราเห็นข้าวแช่มาแต่เล็กแต่น้อย พอโตมาเราก็สนใจอยากจะรู้อยากจะทำ ก็ได้ทำข้าวแช่มานานแล้ว เสน่ห์ของข้าวแช่ชาววังอยู่ที่การตบแต่ง รสชาติก็สำคัญ การตบแต่งผักที่รับประทานจะต้องแกะสลักสวยปราณีต” คุณยายพันธ์ทิพบอกเล่า พร้อมกับยังได้บอกถึงการทำข้าวแช่ให้ฟังอีกว่า | ||||
| ||||
“ข้าวแช่ยังเป็นอาหารที่นิยมอยู่ สมัยนี้เห็นมีขายกันมาก บางร้านมีขายทั้งปี ข้าวแช่ยังอยู่ในสังคมไทย ยังไม่หายไปไหน แต่ว่าก็ควรอนุรักษ์ไว้ เพราะว่าก็น่าเป็นห่วงเหมือนกัน ตราบใดที่ยังมีคนนิยมรับประทาน มันก็คงยังอยู่ต่อไป แต่ถ้าคนเลิกรับประทานก็ไม่รู้จะเอาอะไรไปอนุรักษ์ พ่อแม่ควรจะชวนลูกๆ รุ่นหลังไปกินข้าวแช่กัน บ้านเราเป็นเมืองร้อน มารับประทานข้าวแช่กันดีกว่าชื่นใจดี” คุณยายพันธ์ทิพ กล่าวแบบเชิญชวน | ||||
“เราหวังแค่การสืบสานอนุรักษ์วัฒนธรรมเก่าแก่ให้คงอยู่ ดังนั้นพอเข้าหน้าร้อน เราก็จัดเทศกาลข้าวแช่ เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรมข้าวแช่ในโรงแรมของจังหวัดเพชรบุรีขึ้นมาอีกครั้ง หนึ่ง หลังจากห่างหายไป 5 ปี” อัญญการ กล่าวทิ้งท้าย |
วิธีดื่มน้ำรักษาโรค จากหนังสือพิมพ์จีน
เคยอ่านวารสารทางการแพทย์ บอกว่าเมื่อตื่นนอนตอนเช้า
ความเข้มของโลหิตยังสูงและมีผลต่อระบบความดันโลหิตในร่างกาย
เพื่อลดความเข้มของโลหิต พวกเราลองดูละกัน อีกอย่างที่พบมาก็คือ
ท่านพุทธทาสก็ทำแบบนี้เหมือนกัน
เมื่อเร็วๆ นี้ มีคนมากมายส่งเสริมวิธีดื่มน้ำ
เพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพสมบูรณ์ นี่เป็นแบบนิยมอันดีงามอย่างหนึ่ง
ชีวิตที่ดำรงอยู่ได้นอกจากอากาศที่บริสุทธิ์ก็คือน้ำ
น้ำหนักตัวของคนเรา 2 ใน 3 ส่วนเป็นน้ำ จึงมีคนว่าคนประกอบด้วยน้ำ
อันที่จริงน้ำสามารถปรับอุณหภูมิในร่างกายของคนได้
สามารถทำให้ไตทำงานเป็นปกติขับถ่ายสิ่งโสโครกให้ออกจากร่างกายได้
นายแพทย์แนะนำบ่อยๆ ว่าดื่มน้ำให้มากทุกๆ วัน
วิธีดื่มน้ำรักษาโรคต่างๆ
ตามที่ได้ทดสอบมาแล้วได้ผลดีคือ ตื่นเช้าลุกขึ้น ไม่ล้างหน้า ไม่บ้วนปาก
แล้วดื่มน้ำสุก 5 แก้ว (ประมาณขวดวิสกี้บรรจุได้ 3 แก้ว)
หรือน้ำหนักของน้ำ 5 แก้ว เท่ากับ 1.26 ก.ก. ดื่มรวดเดียว
จะรู้สึกหายใจเหนื่อยอึดอัดนิดหน่อย
หลังจากนั้นจะปัสสาวะบ่อยๆ การปฏิบัติยากลำบากเช่นนี้
หากผู้ที่ไม่มีความเชื่อมั่นอาจจะเลิกเสียกลางคัน
ผู้ที่ใช้สมองทั้งวันทั้งคืนในธุรกิจการค้าหาเวลาว่างไปออกกำลังมิได้
ทุกเช้าควรปฏิบัติดื่มน้ำรักษาโรคแทนการออกกำลังกาย
เชื่อมั่นได้ว่าจะต้องปราศจากโรค ชีวิตยั่งยืนอย่างไม่ต้องสงสัย
วิธีดื่มน้ำรักษาโรคของจีนนี้ดูเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ
แต่ความเป็นจริงได้ผลอย่างนี้แน่นอนเนื่องจากทำให้ลำไส้ให_่ผลิต โลหิตใหม่มากขึ้น
ซึ่งโลหิตใหม่นี้ผลิตขึ้นจากฝอยคล้ายสักหลาดที่อยู่ในลำไส้ให_่
ซึ่งทำหน้าที่ดูดธาตุอาหารต่างๆ ผลิตให้เป็นเม็ดโลหิต
เนื่องจากลำไส้เคลื่อนไหวไม่เต็มที่ เป็นเหตุให้โลหิตจาง
มีอาการรู้สึกเพลียและเป็นโรค ลำไส้ให_่่ยาว 8 เมตร
ทำหน้าที่ดูดธาตุต่างๆ จากอาหาร ถ้าลำไส้สะอาด
อาหารที่ได้รับประทานเข้าไปผ่านการย่อยแล้วดูดไปผลิตให้เป็นโลหิตใหม่
เป็นการเร่งให้เกิดพลังงานในร่างกายให้สมบูรณ์ขึ้น โรคต่างๆ จะหายไปเอง อายุก็ยั่งยืน
มหาวิทยาลัยตามมณฑลต่างๆ ในประเทศจีนได้ผ่านการทดลอง
และประกาศเปิดเผยให้ทราบโดยทั่วกัน
วิธีดื่มน้ำรักษาโรคสามารถรักษาโรคดังต่อไปนี้ คือ
ท้องผูก ปวดหัว เวียนศีรษะ โลหิตจาง โรคประสาท ความดันโลหิตสูง อัมพาตทั้งกาย
เป็นลม ปากเบี้ยว โรคปวดตามข้อ โรคอ้วนพี ปวดในกระดูกเส้นเอ็น
ปวดเมื่อย หูอื้อ ใจเต้น มือเท้าอ่อนเพลีย โรคไอ โรคหืด หอบ หลอดลมอักเสบ วัณโรค
เยื่อสมองอักเสบ โรคตับ โรคไต เป็นนิ่ว กรดเปรี้ยวในกระเพาะอาหารมากเกินไป
กระเพาะอืด กระเพาะอาหารเป็นแผลเน่าเรื้อรัง โรคบิด โรคริดสีดวงทวาร
โรคเบาหวาน สายตาอ่อน โรคตาต่างๆ ตาออกเลือด
สตรีประจำเดือนไม่ปกติ ระดูขาว มะเร็งในมดลูก มะเร็งเต้านม จมูกอักเสบ เจ็บคอ และโรคผิวหนังต่างๆ
ผู้ที่ดื่มน้ำควรทราบ ดื่มน้ำสุกดีที่สุด หากดื่มน้ำประปา
ควรจะใส่ขวดไว้แรมคืนให้ตกตะกอนเสียก่อนเพื่อป้องกันท้องร่วง
เวลารับประทานอาหารดื่มน้ำได้ตามปกติ แต่หลังอาหารสองชั่วโมงไม่ควรดื่มอีก
ก่อนเข้านอนไม่ควรรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้ามรับประทานน้ำส้มคั้น
และจำพวกแอปเปิ้ล ผู้ที่มีโรคประจำตัวดื่มน้ำทีเดียว 5
แก้วไม่ใช่ของง่าย คนไข้ที่นอนอยู่บนเตียงไม่สามารถลุกขึ้นได้
ดื่มน้ำเสร็จให้สูดอากาศเข้าปอดให้มากๆ
และนวดที่บริเวณที่สะเอวให้น้ำไหลลงสู่ลำไส้ให้สะอาด
ดื่มน้ำวันแรกภายใน 1 ชั่วโมง จะปัสสาวะ 3 ครั้งติดๆ กัน แต่ต่อไป 3 - 4 วัน
การถ่ายท้องจะเป็นปกติ ภายใน 7 - 8 วัน การปัสสาวะเป็นเพียงครั้งเดียว
นับแต่นั้นไปจะรู้สึกร่างกายสบาย เวลารับประทานอาหารจะรู้สึกอร่อยเป็นพิเศษ
นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่ากระเพาะลำไส้ได้ถูกชำระสะอาดแล้ว
ผู้ที่หมดหวังแล้วจะรอดตายด้วยวิธีดื่มน้ำรักษาโรคต่างๆ นี้
จึงเขียนมาให้ทราบโดยทั่วกัน ขอให้ทุกท่านจงปราศจากการไข้และป่วยต่างๆ
ข้อควรทราบ หลังจากอาตมาได้ทราบตามข้อนี้ และได้ปฏิบัติตาม
รู้สึกว่าโรคต่างๆ ที่คนชราโดยมากเป็นอยู่บัดนี้รู้สึกว่าเริ่มสบายขึ้นเป็นลำดับ
เห ็นว่าเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมจึงขอยืนยันมาให้ทราบ
เป็นการกุศลต่อไป ท่านที่รับหลักการนี้ไปปฏิบัติแล้ว
ถ้ามีประโยชน์ดีควรเผยแพร่ต่อไปเพื่อเป็นการกุศล.
ดื่มชาที่เหมาะสมกับตัวคุณเพื่อสุขภาพ
ข้อมูลจาก : www.deedeejang.com
ปัจจุบัน ?ชา? เป็น Healthy drink หรือ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ...นี่พูดจริงๆ นะ แล้วก็ไม่ได้พูดเพราะเห็นว่าการดื่มชาเป็นแฟชั่น! เพราะบรรดานักวิจัยเขาค้นพบกันว่าในใบชานั้นประกอบไปด้วยสารสำคั_ที่มี ประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะสารในกลุ่มโพลีฟีนอล หรือ ฟลาโวนอล ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านออกซิเดชั่น ลดอัตราการเสี่ยงของอนุมูลอิสระที่จะเข้าไปทำลายในเซลล์ ซึ่งถ้าปล่อยให้มีการทำลายเซล์เกิดขึ้นแล้วล่ะก็ โรคความจำเสื่อม โรคมะเร็ง ก็อาจถามหาและเกิดขึ้นกับตัวคุณได้
ชา จึงเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย อาทิ ช่วยกระตุ้นให้ระบบประสาทและร่างกายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย มีอิทธิพลต่อขบวนการเมตาโบลิซึ่ม ของเซลล์ร่างกาย ช่วยขยายขนาดหลอดเลือด และป้องกันโรคหัวใจตีบตัน ช่วยแก้กระหายและช่วยในการย่อยอาหาร เหล่านี้เป็นต้น
และ ชา ที่ผลิตออกมาขายในท้องตลาดก็มีมากมายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ชาเขียว ชาอูหลง ชาดอกไม้ ชาผสมน้ำผึ้ง ซึ่งแต่ละชนิดก็มีความพิเศษอยู่ในตัวเอง หากเลือกดื่มได้ตรงกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราก็จะดีต่อสุขภาพร่างกายยิ่ง ขึ้นค่ะ
ลองมาดูกันสิว่าชาชนิดไหนที่เหมาะจะมาเป็นเครื่องดื่มถ้วยโปรดของเรา.....
1. ผู้ที่ทำงานแบบใช้สมอง ต้องซีเรียสเครียดทั้งวัน หรือ นักเรียนนักศึกษาที่ตรากตรำอ่านตำหรับตำราจนดึก ดื่น ควรดื่ม ชามะลิ
2. ผู้ที่รักการออกกำลังกาย หรือทำงานที่ต้องใช้แรง เสียเหงื่อมากเหมาะกับ ชาอูหลง
3. ผู้ที่ต้องผจ_สูดดมอากาศเป็นพิษอยู่เสมอ อาทิ ผู้ที่ขับขี่ หรือ สั_จรไปมาด้วยรถจักรยานยนต์เป็น ประจำ เหมาะกับชาเขียว
4. ผู้ที่ในแต่ละวันนั่งตัวติดกับเก้าอี้ ไม่ค่อยขยับเขยื้อนกายไปไหนเลย อีกทั้งปกติไม่ชอบออกกำลังกายด้วยแล้ว เหมาะอย่างยิ่งกับ ชาเขียว หรือ ชาดอกไม้
5. ผู้ที่ชอบดื่มสุรา เครื่องดื่มมึนเมา ควรดื่ม ชาเขียว
6. ผู้นิยมรับประทานเนื้อสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ เหมาะกับ ชาอูหลง
7. ผู้ที่เข้าห้องน้ำแต่ละครั้งช่างทุกข์ทรมานเสียเหลือเกินแล้วยังมักท้องผูกเสมอๆ เหมาะกับ ชาผสมน้ำผึ้ง
8. ผู้ที่มีระดับคอเรสเตอรอลสูง ไขมันในเลือดสูง เหมาะที่จะดื่ม ชาอูหลง หรือชาเขียว
9. สำหรับมนุษย์ยุคไฮเทคทั้งหลายที่ต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวันทั้ง คืน หากได้ดื่มชาเป็นประจำจะดีมากๆ (ชาอะไรก็ได้ทั้งนั้น) เช่น
ว่างเมื่อไหร่ก็คว้าแก้วน้ำชาข้างมือยกมาดื่มสักอึกสองอึกแก้กระหาย จะช่วยป้องกันรังสีที่แผ่ออกมาจากเครื่อง อีกทั้งช่วยคลายเส้นคลายกระดูก ลดความอาการอ่อนเพลียได้อย่างชะงัดนักแล ค้นพบชาถ้วยโปรดแล้ว รีบชงมาดื่มนะครับ จะได้ดูดี แบบมี Healthy
Subscribe to:
Posts (Atom)