| วันที่ 03 มกราคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7340 ข่าวสดรายวัน น้ำผึ้ง รู้ไปโม้ด nachart@yahoo.com nachoom ตอบ nachoom รับ ปีใหม่กันด้วยเรื่องหวานๆ นี่เลย น้ำผึ้ง...จากเอกสารของหน่วยวิจัยผึ้งและผลิตภัณฑ์ผึ้ง คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย พิชัย คงพิทักษ์ ให้ความรู้สรุปความได้ว่า การเลือกซื้อน้ำผึ้งเพื่อให้ได้น้ำผึ้ง ทำได้โดย 1.ดู น้ำผึ้งที่ดีต้องสะอาด ไม่มีสิ่งเจือปนใดๆ ไม่มีฟองอากาศ สีของน้ำผึ้งต้องตรงตามชนิดของน้ำผึ้ง เช่น น้ำผึ้งลิ้นจี่มีสีขาวใส ลำไยมีสีน้ำตาลอ่อน ส่วนน้ำผึ้งที่มีสีดำคล้ำแปลว่ามันเก่าแล้ว นอกจากนั้นต้องดูการไหลของน้ำผึ้ง เมื่อเอียงภาชนะ ถ้าน้ำผึ้งไหลเร็วแสดงว่ามีน้ำปนอยู่มาก น้ำผึ้งดีต้องไหลช้า คือมีความหนืดสูง แสดงว่ามีน้ำในน้ำผึ้งน้อย อย่างไรก็ตาม น้ำผึ้งที่มีคุณภาพต่ำเมื่อนำไปดูดน้ำออกก็มีความหนืดสูงเช่นกัน จึงต้องพิจารณาสิ่งอื่นประกอบ เช่น ดูด้วยวิธีหยดน้ำผึ้งลงในน้ำชา หรือหยดลงบนกระดาษชำระเพื่อดูการแพร่กระจาย และดูผลึกน้ำตาล น้ำผึ้งใหม่ต้องไม่มีผลึกน้ำ ตาลอยู่ก้นภาชนะ 2.ดม น้ำผึ้งแต่ละชนิดมีกลิ่นเฉพาะตัวตามชนิดของพืชอาหาร และน้ำผึ้งต้องไม่มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ถ้ามีแสดงว่าเริ่มบูดเสีย ต้องไม่มีกลิ่นเหม็นไหม้ที่ฟ้องว่าน้ำผึ้งนั้นผ่านการต้มหรือเคี่ยวด้วยความ ร้อนเพื่อระเหยน้ำ วิธีนั้นทำให้น้ำผึ้งมีความเข้มข้นของน้ำตาล เพิ่มขึ้น แต่ทำให้คุณสมบัติที่ดีที่มีอยู่ในน้ำผึ้งลดต่ำลง 3.ชิม น้ำผึ้งแต่ละชนิดมีรสชาติแตกต่างกัน น้ำผึ้งที่ดีต้องไม่มีรสขมที่แสดงว่าผ่านการต้มหรือเก็บไว้นาน ขณะที่น้ำผึ้งที่มีน้ำตาลผสมจะมีรสน้ำตาลอยู่ กล่าวโดยสรุป การเลือกซื้อน้ำผึ้ง ต้องใช้วิธีการหลายอย่างประกอบกัน และที่มีความเชื่อว่าน้ำผึ้งป่าดีกว่าน้ำผึ้งเลี้ยง ก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนัก เพราะน้ำผึ้งป่าผ่านการเก็บที่ไม่ถูกต้อง มีความชื้นสูง บูดเสียง่าย ขณะที่น้ำผึ้งเลี้ยงที่ผ่านการบ่มจากผึ้ง ให้น้ำผึ้งเข้มข้นได้มาตรฐาน การเก็บบรรจุสะอาดดีกว่าน้ำผึ้งป่า นอกจากนั้น น้ำผึ้ง ใหม่จะมีคุณภาพสูง รสชาติดี กลิ่นหอมกว่าน้ำผึ้งที่เก็บไว้นาน แต่ควรกินน้ำผึ้งใหม่ให้หมด ไม่ควรเหลือไว้นาน ความชื้นในอากาศและ เชื้อยีสต์อาจทำให้บูดเสียได้ ยัง มีข้อแนะนำมาจากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดชุมพร (ผึ้ง) วิธีการดูน้ำผึ้งแท้ และน้ำผึ้งเทียม แบบง่ายๆ ตรวจสอบได้ด้วยตนเอง คือ ชิม น้ำผึ้งแท้จะมีรสหอมหวานตามธรรมชาติของดอกไม้ เมื่อดื่มน้ำตาม ความหวานจะหายไป และไม่มีรสเปรี้ยวติดลิ้น หรือทดสอบโดยนำก้านไม้ขีดไฟมาจุ่มน้ำผึ้ง จากนั้นนำไปจุดไฟที่กลักไม้ขีด น้ำผึ้งแท้จะติดไฟ แต่ถ้าเป็นน้ำผึ้งปลอมจะจุดไฟไม่ติด หรือเทน้ำผึ้งลงในแก้วน้ำ (แก้วใส) น้ำผึ้งจะไหลเป็นสายลงไปกองตัวที่ก้นแก้ว น้ำผึ้งละลายตัวช้า ถ้าเป็นน้ำผึ้งปลอม จะไหลแผ่กระจายในน้ำ และที่ก้นแก้วน้ำผึ้งจะละลายตัวเร็ว หรือทดสอบโดยหยดน้ำผึ้ง 1-2 หยดลงบนกระดาษชำระ ถ้าเป็นน้ำผึ้งแท้จะซึมผ่านกระดาษชำระช้า แต่ถ้าเป็นน้ำผึ้งปลอมจะซึมเร็ว ยังมีวิธีทดลองโดยการใช้ไม้จิ้มน้ำผึ้งขึ้นมา ถ้าเป็นน้ำผึ้งแท้จะหยดไหลเป็นสายบางๆ ไม่ขาดสาย และพับกองเป็นชั้นๆ ก่อนจะรวมเป็นเนื้อเดียวกัน หรือทดลองคว่ำขวดดูฟองอากาศ และส่องดูกับแสงสว่างเพื่อมองหาสายน้ำตาล ถ้าเป็นน้ำผึ้งแท้จะไม่เห็นสาย น้ำตาล ส่วนน้ำผึ้งปลอมจะมองเห็นสายน้ำตาล รวมถึงทดลองเขย่าขวดดูฟองอากาศ และการแยกชั้น ถ้าน้ำผึ้งแท้ฟองอากาศจะใหญ่ ลอยตัวเร็ว ไม่เห็นการแยกชั้น แต่ถ้าเป็นน้ำผึ้งปลอม ฟองอากาศจะมีมาก ลอยตัวช้า มองเห็นการแยกชั้น หรือ นำน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา มาคนละลายในน้ำอุ่นครึ่งแก้ว ดมกลิ่น ชิมรส และส่องกับแสงดู ถ้าเป็นน้ำผึ้งแท้จะมีกลิ่นหอมของดอกไม้ รสหวานหอม มีความใสปราศจากสิ่งเจือปน ส่วนน้ำผึ้งปลอมจะมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว หรือเหม็นไหม้ ไม่มีความหอม น้ำในแก้วก็ จะขุ่น |
| วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7327 ข่าวสดรายวัน น้ำแร่ คอลัมน์ รู้ไปโม้ด น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com Nunid ตอบ Nunid น.พ.กฤษ ดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ อธิบายไว้ว่า น้ำแร่มี 2 ชนิด คือ ชนิดแร่น้อย และชนิดแร่มาก โดยทางการกำหนดว่าต้องมาจากแหล่งธรรมชาติจริงๆ เช่น น้ำพุธรรมชาติ น้ำพุร้อน และต้องไม่เอาแร่มาเติมใส่เอง พูดง่ายๆ ว่าน้ำแร่ธรรมชาตินั้นรองจากน้ำพุใส่ขวดแล้วเอามาขายเลย หรือถ้าผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ หรืออัดแก๊สเข้าไปก็ต้องระบุไว้ในฉลากด้วย ใน น้ำแร่จะมีแร่ธาตุหลักๆ อยู่ 5 ชนิด ได้แก่ แคลเซียม เกลือ(โซเดียม) แมกนี เซียม โพแทส เซียม และกำมะ ถัน โดยที่การดื่มน้ำแร่ก็คล้ายกับกินดินโป่ง เพราะแร่ในน้ำแร่มาจากดิน ถ้าเปรียบไปก็คล้ายกับสิ่งมีชีวิตในป่าที่กินดินโป่งเอาแร่ธาตุ น้ำแร่ก็เหมือนกับยาน้ำบำรุงแร่ธาตุจากธรรมชาติ ราคา น้ำแร่จะแตกต่างกันมาก ขึ้นกับแหล่งผลิตและต้นทุนในการขนส่ง บางยี่ห้อเป็นน้ำแร่ฝรั่งเศส เยอรมนี พวกนี้จะแพงเพราะค่าขนส่งและภาษีขาเข้า แต่น้ำแร่ที่ผลิตในประเทศไทย ไม่มีต้นทุนอะไรมาก นอกจากค่าขวดกับค่าโฆษณา จึงมีราคาถูกกว่า เว้นแต่มีการเช่าสัมปทานแหล่งน้ำพุแร่ธรรมชาติ สำหรับคำถาม จำเป็นที่คนต้องกินน้ำแร่หรือไม่ ที่จริงแล้วจะกินก็ได้หรือไม่กินก็ไม่เสียหายอะไร เพราะแร่ธาตุนั้นเป็นของต้องการน้อย แต่ขาดไม่ได้ เนื่องจากร่างกายต้องการใช้ปรุงสารเคมีต่างๆ เลี้ยงตัวเอง แต่บรรดาธาตุในน้ำแร่นี้ปกติก็ได้จากอาหารมากอยู่แล้ว ได้แก่ แคลเซียม พบมากในกะปิ เต้าหู้ งาดำ, เกลือโซเดียม แมกนีเซียม พบในผักใบเขียวจัด, โพแทสเซียม พบในกล้วย ส้ม, กำมะถัน พบในกระเทียม หัวหอม ขึ้นฉ่าย ทุเรียน แต่การที่น้ำแร่มีแร่ธาตุเจืออยู่ทำให้เกิดรสชาติ เฉพาะบางคนอาจชอบดื่มน้ำแร่เพราะลิ้นอาจไวต่อรสชาติกร่อยเหล่านี้ก็ได้ เคย มีบางการศึกษาแนะนำว่า คนที่ควรดื่มน้ำแร่ คือ 1.ผู้ใหญ่วัยทอง ต้องสร้างกระดูก 2.คนที่กินนมวัวไม่ได้ จะได้แคลเซียมจากน้ำแร่ 3.เด็กน้อยที่กำลังโต ซึ่งมีงานวิจัยหนึ่งพบว่าธาตุแคลเซียมในน้ำแร่ดูดซึมได้ดีกว่าจากนมวัวสด นอกจากนั้นยังมีการวิจัยหนึ่งในอิตาลีพบว่าช่วยป้องกันฟันผุได้ นอกจากนี้ มีข้อดีประการหนึ่งของน้ำแร่ คือ มีงานวิจัยพบว่าน้ำแร่บริสุทธิ์นั้น ไม่พบรายงานการติดเชื้อท้องเสียจากการดื่มน้ำแร่ โดยการศึกษาพบว่า ประเทศตะวันตกมีผู้ท้องเสียจากการดื่มน้ำประปากว่า 4 แสนคน เมื่อเทียบกับผู้ดื่มน้ำแร่ที่ไม่พบรายงานปัญหาเช่นว่านี้เลย อย่าง ไรก็ตาม มีคำเตือนถึงกลุ่มบุคคลที่ควรพึงระวังการบริโภคน้ำแร่ ดังนี้ 1.น้ำแร่อาจมีโซเดียมทำให้คนวัยทองความดันขึ้น 2.คนที่มีปัญหาเรื่องไต หรือทางเดินปัสสาวะไม่ค่อยดี น้ำแร่อาจไปตกตะกอนเกิดตะกรันนิ่วอุดท่อฉี่ได้ 3.คนที่มีปัญหาโรคหัวใจต้องระวังธาตุโพแทสเซียมในน้ำแร่ไปกวนหัวใจให้เต้น ผิดปกติ 4.แร่บางอย่างในเด็กถ้ามากเกินไปจะเป็นพิษ อย่างฟลูออไรด์ทำให้ฟันเป็นจุดด่างดำ 5.คนท้องต้องระวังเรื่องน้ำแร่อัดแก๊สที่อาจทำให้ลมขึ้นเสียดท้องได้ และน้ำแร่ที่มีโลหะหนักมากอาจไปสะสมในทารกได้ และ 6.โลหะหนักปนเปื้อนในน้ำแร่สะสมในคนได้ เช่น สารหนู ตะกั่ว ปรอท แมงกานีส ซีลีเนียม น้ำดื่มที่ดีที่สุดไม่ใช่น้ำดื่มที่ปราศจากแร่ใดๆ เลย อย่างนั้นเรียกน้ำกลั่น แหล่งน้ำดื่มที่ดีที่สุดคือ น้ำประปา น้ำกรอง หรือน้ำธรรมชาติที่ไหลเวียนอยู่เสมอ ไม่ใช่น้ำนิ่ง ถ้าจะดื่มน้ำแร่ขอให้เลือกดูที่ข้างฉลากบอกปริมาณแร่ธาตุสำคัญ จะได้ไม่ต้องรับแร่ธาตุเกินไปกระตุ้นโรค |
อาหารเกาหลี
รู้ไปโม้ด
nachart@yahoo.com
อยากขอความรู้ชื่ออาหารเกา หลีชนิดต่างๆ โปรดด้วยนะคะ
ปุ้ย
ตอบ ปุ้ย
แรก เริ่มเดิมทีเกาหลีเป็นประเทศเกษตรกรรม เพาะปลูกข้าวเป็นอาหารหลักมาแต่โบราณ ก่อนถึงสมัยนี้ที่กลายเป็นตำรับประกอบด้วย เนื้อสัตว์และปลา พร้อมพืชผัก รวมถึงของหมักดองต่างๆ เช่น กิมจิ (ผักดอง) จอตกอล (อาหารทะเลหมักเกลือ) ดนจัง (ถั่วเหลืองหมักเหลว) ขึ้นชื่อในรสชาติและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง และต่อไปนี้คือเมนูประเพณีนิยม 1.บับ (Bap) ข้าวนึ่ง และจุก (Juk) คือข้าวต้ม เป็นอาหารหลัก ส่วนใหญ่ใช้ข้าวเหนียว หรือจำพวกถั่ว เกาลัด ข้าวฟ่าง ถั่วแดง ข้าวบาเลย์ ฟักทอง ลูกสน ผักหรือธัญพืชต่างๆ ประกอบเพื่อเพิ่มรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ ถือเป็นอาหารบำรุงและเป็นอาหารเบา บ้างผสมเนื้อไก่ เห็ด และถั่วงอก
2.กุก (Guk) คือ ซุป เครื่องปรุงของซุปชนิดต่างๆ มีผัก เนื้อสัตว์ ปลา หอยเชลล์ สาหร่ายทะเล และกระดูกวัว 3.ชิเก (Jjigae) คล้ายกับกุก แต่ข้นกว่าและแห้งกว่า ที่นิยมมากที่สุดทำจากเต้าเจี้ยว รสชาติส่วนใหญ่มักจะเผ็ดร้อน 4.จิม และ ชอริม (Jjim and Jorim) ทำด้วยผักชุบซอสถั่วเหลืองแล้วนำมาเป็นส่วนผสมต้มในไฟอ่อน 5.นามุล (Namul) ทำด้วยพืชหรือผักใบเขียวนำมาต้มเพียงเล็กน้อยหรือทอดกับเกลือ ซอสถั่วเหลือง งาเค็ม น้ำมันงา กระ เทียม หัวหอม และเครื่องเทศ
6.จอ ตกอล (jeotgal) อาหารทะเลหมักเกลือ เป็นอาหารรสเค็มจัด ทำจากปลาหมักโดยวิธีธรรมชาติ หอยเชลล์ กุ้ง หอยนางรม ไข่ปลา พุงปลา และเครื่องปรุงอื่นๆ 7.กุย (Gui) ประเภทปิ้งย่าง คือการนำเนื้อหมักย่างบนเตาถ่าน อาหารเนื้อชนิดที่เป็นที่นิยมคือ บุลโกกิ (bulgogi) คาลบิ (galbi) และยังมีอาหารจานปลาที่ปรุงด้วยวิธีนี้ 8.เชิน (jeon) จานกระทะร้อน เป็นแพนเค้กชนิดหนึ่งที่ทำจากเห็ด ฟักทอง ปลาแห้งแผ่น หอยนางรม พริกเขียว เนื้อสัตว์ เครื่องปรุงอื่นๆ ผสมกับเกลือและพริกไทยดำก่อนนำไปชุบแป้งและไข่แล้วทอด 9.มันดู (Mandu) ประเภทยัดไส้ ทำด้วยแป้งแผ่นยัดไส้เนื้อ เห็ด แตงทอด ถั่วงอก บางครั้งใช้เนื้อหมู เนื้อไก่ หรือปลา
ส่วน เมนูจานเด็ดก็มี 1.กิมจิ (Kimchi-ผักดอง) ส่วนผสม : กะหล่ำปลี (หรือแตงกวา หัวหอม หัวไชเท้า หรือผักอื่นๆ) หัวไชเท้าหั่นเป็นเส้น กระเทียมสับ หัวหอมหั่นลูกเต๋า ปลาเค็ม และเกลือ วิธีการทำ: กะหล่ำปลี หรือผักอื่นๆ ล้างด้วยน้ำเกลือมากๆ ปรุงรสด้วยเครื่องเทศ หมักไว้ เป็นอาหารสุขภาพมีทั้งวิตามินและเกลือแร่ 2.บิบิมบับ (Bibimbap-ข้าวต้มผสมผัก) ส่วนผสม: ข้าว ใบเฟิร์นเบรก รากดอกบอล ลูน ถั่วงอก เนื้อวัว พริกแดงบด น้ำมันงา วิธีการทำ: ข้าวสวยผสมด้วยผักต่างๆ ต้มสุก
3.บุลโกกิ (Bul gogi-เนื้อวัวหมักย่าง) ส่วนผสม: เนื้อวัว (หรือเนื้อหมู) น้ำลูกแพร์ หรือน้ำตาล ซอสถั่วเหลือง กระเทียมสับ หัวหอมหั่นลูกเต๋า น้ำมันงา วิธีการทำ: หั่นเนื้อหรือหมูเป็นชิ้นบางๆ แล้วหมักกับเครื่องปรุงต่างๆ นำไปย่าง 4.ซัมแกทัง (Samgyetang-ซุปไก่) ส่วนผสม: เนื้อไก่อ่อน ข้าว กระเทียม เกาลัด พุทรา วิธีการทำ: ล้างไก่แล้วยัดไส้ด้วยเครื่องปรุง นำไปต้ม จะได้น้ำซุปที่ได้รสชาติ 5.เน็งเมียน (Naengmyeon-ก๋วยเตี๋ยวในน้ำซุปเย็น) ส่วนผสม: เส้นก๋วยเตี๋ยว ซุปเนื้อ เนื้อวัว แตงกวา ลูกแพร์ ไข่ต้มสุก วิธีการทำ: ก๋วยเตี๋ยวใส่ในน้ำซุปเนื้อแช่เย็น ยังมี บิบิมแนงเมียน (bibim naengmyeon) ซึ่งไม่ใส่น้ำซุป แต่แทนด้วยพริกแดงบด
6.แฮมุลทัง (Haemultang-สตูว์อาหารทะเล) ส่วนผสม: เนื้อปู หอย กุ้ง ปลา หัวไชเท้า พริกแดงบด พริกป่น หัวหอม กระเทียม วิธีการทำ: ต้มอาหารทะเลทั้งหมดแล้วเติมพริกแดงบดและพริกป่น น้ำซุปเผ็ดร้อนมาก 7.ทัคคาลบิ (Dakgalbi-ซี่โครงไก่) ส่วนผสม: เนื้อไก่ พริกแดงบด น้ำลูกแพร์ น้ำเชื่อม น้ำตาล กระเทียมสับ หัวหอมหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า วิธีการทำ: ปรุงรสเนื้อไก่ด้วยเครื่องเทศต่างๆ แล้วนำไปย่าง
รู้ไปโม้ด
nachart@yahoo.com
ปุ้ย
ตอบ ปุ้ย
แรก เริ่มเดิมทีเกาหลีเป็นประเทศเกษตรกรรม เพาะปลูกข้าวเป็นอาหารหลักมาแต่โบราณ ก่อนถึงสมัยนี้ที่กลายเป็นตำรับประกอบด้วย เนื้อสัตว์และปลา พร้อมพืชผัก รวมถึงของหมักดองต่างๆ เช่น กิมจิ (ผักดอง) จอตกอล (อาหารทะเลหมักเกลือ) ดนจัง (ถั่วเหลืองหมักเหลว) ขึ้นชื่อในรสชาติและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง และต่อไปนี้คือเมนูประเพณีนิยม 1.บับ (Bap) ข้าวนึ่ง และจุก (Juk) คือข้าวต้ม เป็นอาหารหลัก ส่วนใหญ่ใช้ข้าวเหนียว หรือจำพวกถั่ว เกาลัด ข้าวฟ่าง ถั่วแดง ข้าวบาเลย์ ฟักทอง ลูกสน ผักหรือธัญพืชต่างๆ ประกอบเพื่อเพิ่มรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ ถือเป็นอาหารบำรุงและเป็นอาหารเบา บ้างผสมเนื้อไก่ เห็ด และถั่วงอก
2.กุก (Guk) คือ ซุป เครื่องปรุงของซุปชนิดต่างๆ มีผัก เนื้อสัตว์ ปลา หอยเชลล์ สาหร่ายทะเล และกระดูกวัว 3.ชิเก (Jjigae) คล้ายกับกุก แต่ข้นกว่าและแห้งกว่า ที่นิยมมากที่สุดทำจากเต้าเจี้ยว รสชาติส่วนใหญ่มักจะเผ็ดร้อน 4.จิม และ ชอริม (Jjim and Jorim) ทำด้วยผักชุบซอสถั่วเหลืองแล้วนำมาเป็นส่วนผสมต้มในไฟอ่อน 5.นามุล (Namul) ทำด้วยพืชหรือผักใบเขียวนำมาต้มเพียงเล็กน้อยหรือทอดกับเกลือ ซอสถั่วเหลือง งาเค็ม น้ำมันงา กระ เทียม หัวหอม และเครื่องเทศ
6.จอ ตกอล (jeotgal) อาหารทะเลหมักเกลือ เป็นอาหารรสเค็มจัด ทำจากปลาหมักโดยวิธีธรรมชาติ หอยเชลล์ กุ้ง หอยนางรม ไข่ปลา พุงปลา และเครื่องปรุงอื่นๆ 7.กุย (Gui) ประเภทปิ้งย่าง คือการนำเนื้อหมักย่างบนเตาถ่าน อาหารเนื้อชนิดที่เป็นที่นิยมคือ บุลโกกิ (bulgogi) คาลบิ (galbi) และยังมีอาหารจานปลาที่ปรุงด้วยวิธีนี้ 8.เชิน (jeon) จานกระทะร้อน เป็นแพนเค้กชนิดหนึ่งที่ทำจากเห็ด ฟักทอง ปลาแห้งแผ่น หอยนางรม พริกเขียว เนื้อสัตว์ เครื่องปรุงอื่นๆ ผสมกับเกลือและพริกไทยดำก่อนนำไปชุบแป้งและไข่แล้วทอด 9.มันดู (Mandu) ประเภทยัดไส้ ทำด้วยแป้งแผ่นยัดไส้เนื้อ เห็ด แตงทอด ถั่วงอก บางครั้งใช้เนื้อหมู เนื้อไก่ หรือปลา
ส่วน เมนูจานเด็ดก็มี 1.กิมจิ (Kimchi-ผักดอง) ส่วนผสม : กะหล่ำปลี (หรือแตงกวา หัวหอม หัวไชเท้า หรือผักอื่นๆ) หัวไชเท้าหั่นเป็นเส้น กระเทียมสับ หัวหอมหั่นลูกเต๋า ปลาเค็ม และเกลือ วิธีการทำ: กะหล่ำปลี หรือผักอื่นๆ ล้างด้วยน้ำเกลือมากๆ ปรุงรสด้วยเครื่องเทศ หมักไว้ เป็นอาหารสุขภาพมีทั้งวิตามินและเกลือแร่ 2.บิบิมบับ (Bibimbap-ข้าวต้มผสมผัก) ส่วนผสม: ข้าว ใบเฟิร์นเบรก รากดอกบอล ลูน ถั่วงอก เนื้อวัว พริกแดงบด น้ำมันงา วิธีการทำ: ข้าวสวยผสมด้วยผักต่างๆ ต้มสุก
3.บุลโกกิ (Bul gogi-เนื้อวัวหมักย่าง) ส่วนผสม: เนื้อวัว (หรือเนื้อหมู) น้ำลูกแพร์ หรือน้ำตาล ซอสถั่วเหลือง กระเทียมสับ หัวหอมหั่นลูกเต๋า น้ำมันงา วิธีการทำ: หั่นเนื้อหรือหมูเป็นชิ้นบางๆ แล้วหมักกับเครื่องปรุงต่างๆ นำไปย่าง 4.ซัมแกทัง (Samgyetang-ซุปไก่) ส่วนผสม: เนื้อไก่อ่อน ข้าว กระเทียม เกาลัด พุทรา วิธีการทำ: ล้างไก่แล้วยัดไส้ด้วยเครื่องปรุง นำไปต้ม จะได้น้ำซุปที่ได้รสชาติ 5.เน็งเมียน (Naengmyeon-ก๋วยเตี๋ยวในน้ำซุปเย็น) ส่วนผสม: เส้นก๋วยเตี๋ยว ซุปเนื้อ เนื้อวัว แตงกวา ลูกแพร์ ไข่ต้มสุก วิธีการทำ: ก๋วยเตี๋ยวใส่ในน้ำซุปเนื้อแช่เย็น ยังมี บิบิมแนงเมียน (bibim naengmyeon) ซึ่งไม่ใส่น้ำซุป แต่แทนด้วยพริกแดงบด
6.แฮมุลทัง (Haemultang-สตูว์อาหารทะเล) ส่วนผสม: เนื้อปู หอย กุ้ง ปลา หัวไชเท้า พริกแดงบด พริกป่น หัวหอม กระเทียม วิธีการทำ: ต้มอาหารทะเลทั้งหมดแล้วเติมพริกแดงบดและพริกป่น น้ำซุปเผ็ดร้อนมาก 7.ทัคคาลบิ (Dakgalbi-ซี่โครงไก่) ส่วนผสม: เนื้อไก่ พริกแดงบด น้ำลูกแพร์ น้ำเชื่อม น้ำตาล กระเทียมสับ หัวหอมหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า วิธีการทำ: ปรุงรสเนื้อไก่ด้วยเครื่องเทศต่างๆ แล้วนำไปย่าง
อาหารและไวน์ออสเตรเลีย
คอลัมน์ รู้ไปโม้ด
น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com
ถึง น้าชาติ
อยากทราบว่าอาหารและเครื่องดื่มประจำชาติของออส เตรเลียคืออะไรคะ
จาก ลิลี่
ตอบ ลิลี่
ข้อมูล จากหนังสือออสเตรเลีย ฉบับย่อ ระบุว่า ตำรับการปรุงอาหารสไตล์แดนจิงโจ้แท้ๆ นั้นไม่มี เพราะในอดีตออสเตรเลียเป็นดินแดนของชนเผ่าพื้นเมืองอย่าง ชาวอะบอริจิน และชาวเกาะทอร์เรสสเทรต ต่อมาถูกรุกรานจนตกเป็นชาติอาณานิคมของสหราชอาณาจักร บริเตน ดังนั้น อาหารการกินของชาวออสเตรเลียจึงผสมผสานมาจากอาหารของชาติต่างๆ เช่น อิตาลี จีน ญี่ปุ่น กรีก ไทย มาเลย์ ฝรั่งเศส โมร็อกโก ดังนั้น หากใครไปเที่ยวพักผ่อนในออสเตรเลียคงเห็นร้านอาหาร ภัตตาคารนานาชาติเรียงรายกันอยู่เต็มไปหมด
เมนู อาหารป่าที่ขึ้นชื่อคือ หางจิงโจ้ผัดเผ็ด หัวมันหวาน ลิงกวินี่ไส้ผัก เมอร์เทิลปรุงรสด้วยมะนาว นอกจากนั้นยังมีรายการอาหารที่รวมกับอาหารป่าของชนพื้นเมือง คือ ถั่วบันยา และคาคาดูพลัม กับเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อจระเข้ และเนื้อกระบือ
ความ นิยมในอาหารจานแปลกและอาหารจากต่างประเทศ ทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ๆ มากมาย ในปี 2523-2533 เกษตรกรนิยมเพาะพันธุ์ผักผลไม้ชนิดใหม่ๆ เช่น ผักพันธุ์เอเชีย แพร์พันธุ์นาชี ลิ้นจี่ มะกอก และเครื่องเทศ รวมทั้งการเพาะพันธุ์ปลาแซลมอนแอตแลนติก ทูน่าครีบน้ำเงินใต้ ที่มีขายตามท้องตลาดนอกเหนือจากอาหารทะเลที่มีอยู่เดิม เช่น หอยหลากสายพันธุ์ กุ้งแชบ๊วย ปลาบารามันดี และหอยนางรม
เมื่อ พูดถึงเครื่องดื่มของออสเตรเลีย ชื่อแรกที่ปิ๊งขึ้นมาในหัวของหลายคนคือ ไวน์ เพราะออสเตรเลียเป็นแหล่ง รวมไวน์สารพัดชนิด ทั้งไวน์แดงรสเข้มและไวน์ขาวกลิ่นผลไม้ นอกจากนี้ยังมีสปาร์กกลิ้งไวน์หรือไวน์ผลไม้ผสมน้ำอัดลม แบบที่ใช้ดื่มคู่กับของหวานและแบบเพิ่มแอลกอฮอล์ ไวน์ออสเตรเลียโด่งดังในระดับโลก ส่งขายกว่า 100 ประเทศ ผู้ที่สนใจสามารถหาดื่มได้ตามภัตตาคารชั้นนำทั่วโลก
ในออสเตรเลียมี แหล่งผลิตไวน์กว่า 60 แห่ง และมีไร่ปลูกองุ่นกว่า 90 สายพันธุ์ พันธุ์ที่นิยมใช้ผลิตไวน์แดงมากที่สุดคือ ชีราซ คาร์เบอร์เนต์ ซาอวิยอง เกรอนาช และ พิโน นัวร์ ส่วนองุ่นสายพันธุ์ที่ใช้ผลิตไวน์ขาว คือ ชาดอนเนย์ รีสลิ่ง เซอมิยง และ ซาอวิยอง บลองก์ และเมื่อพูดถึงไวน์แล้วชาวออสเตรเลียจะไม่ลืมระลึกถึงบุคคลสำคัญผู้นำไวน์ เข้ามาสู่ประเทศ คือ นายกรีกอรี่ แบล็กซ์แลนด์
ย้อนหลังไปราว 200 ปี นายแบล็กซ์แลนด์เกิดและเติบโตที่ประเทศอังกฤษก่อนอพยพมาบุกเบิกประเทศ ออสเตรเลีย เขาเป็นผู้นำในกิจการหลายอย่างของประเทศ ทั้งในแวดวงการเมืองและอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของแบล็กซ์แลนด์คือการนำพันธุ์องุ่นจากแหลมกู๊ดโฮ ปมาเพาะปลูกในประเทศ นอกจากนั้นยังเพาะชำพันธุ์องุ่นที่ทนแดดทนฝนและทนภัยธรรมชาติต่างๆ จนรัฐบาลอังกฤษมอบรางวัลยกย่องคุณความดี
คอลัมน์ รู้ไปโม้ด
น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com
อยากทราบว่าอาหารและเครื่องดื่มประจำชาติของออส เตรเลียคืออะไรคะ
จาก ลิลี่
ตอบ ลิลี่
ข้อมูล จากหนังสือออสเตรเลีย ฉบับย่อ ระบุว่า ตำรับการปรุงอาหารสไตล์แดนจิงโจ้แท้ๆ นั้นไม่มี เพราะในอดีตออสเตรเลียเป็นดินแดนของชนเผ่าพื้นเมืองอย่าง ชาวอะบอริจิน และชาวเกาะทอร์เรสสเทรต ต่อมาถูกรุกรานจนตกเป็นชาติอาณานิคมของสหราชอาณาจักร บริเตน ดังนั้น อาหารการกินของชาวออสเตรเลียจึงผสมผสานมาจากอาหารของชาติต่างๆ เช่น อิตาลี จีน ญี่ปุ่น กรีก ไทย มาเลย์ ฝรั่งเศส โมร็อกโก ดังนั้น หากใครไปเที่ยวพักผ่อนในออสเตรเลียคงเห็นร้านอาหาร ภัตตาคารนานาชาติเรียงรายกันอยู่เต็มไปหมด
เมนู อาหารป่าที่ขึ้นชื่อคือ หางจิงโจ้ผัดเผ็ด หัวมันหวาน ลิงกวินี่ไส้ผัก เมอร์เทิลปรุงรสด้วยมะนาว นอกจากนั้นยังมีรายการอาหารที่รวมกับอาหารป่าของชนพื้นเมือง คือ ถั่วบันยา และคาคาดูพลัม กับเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อจระเข้ และเนื้อกระบือ
ความ นิยมในอาหารจานแปลกและอาหารจากต่างประเทศ ทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ๆ มากมาย ในปี 2523-2533 เกษตรกรนิยมเพาะพันธุ์ผักผลไม้ชนิดใหม่ๆ เช่น ผักพันธุ์เอเชีย แพร์พันธุ์นาชี ลิ้นจี่ มะกอก และเครื่องเทศ รวมทั้งการเพาะพันธุ์ปลาแซลมอนแอตแลนติก ทูน่าครีบน้ำเงินใต้ ที่มีขายตามท้องตลาดนอกเหนือจากอาหารทะเลที่มีอยู่เดิม เช่น หอยหลากสายพันธุ์ กุ้งแชบ๊วย ปลาบารามันดี และหอยนางรม
เมื่อ พูดถึงเครื่องดื่มของออสเตรเลีย ชื่อแรกที่ปิ๊งขึ้นมาในหัวของหลายคนคือ ไวน์ เพราะออสเตรเลียเป็นแหล่ง รวมไวน์สารพัดชนิด ทั้งไวน์แดงรสเข้มและไวน์ขาวกลิ่นผลไม้ นอกจากนี้ยังมีสปาร์กกลิ้งไวน์หรือไวน์ผลไม้ผสมน้ำอัดลม แบบที่ใช้ดื่มคู่กับของหวานและแบบเพิ่มแอลกอฮอล์ ไวน์ออสเตรเลียโด่งดังในระดับโลก ส่งขายกว่า 100 ประเทศ ผู้ที่สนใจสามารถหาดื่มได้ตามภัตตาคารชั้นนำทั่วโลก
ในออสเตรเลียมี แหล่งผลิตไวน์กว่า 60 แห่ง และมีไร่ปลูกองุ่นกว่า 90 สายพันธุ์ พันธุ์ที่นิยมใช้ผลิตไวน์แดงมากที่สุดคือ ชีราซ คาร์เบอร์เนต์ ซาอวิยอง เกรอนาช และ พิโน นัวร์ ส่วนองุ่นสายพันธุ์ที่ใช้ผลิตไวน์ขาว คือ ชาดอนเนย์ รีสลิ่ง เซอมิยง และ ซาอวิยอง บลองก์ และเมื่อพูดถึงไวน์แล้วชาวออสเตรเลียจะไม่ลืมระลึกถึงบุคคลสำคัญผู้นำไวน์ เข้ามาสู่ประเทศ คือ นายกรีกอรี่ แบล็กซ์แลนด์
ย้อนหลังไปราว 200 ปี นายแบล็กซ์แลนด์เกิดและเติบโตที่ประเทศอังกฤษก่อนอพยพมาบุกเบิกประเทศ ออสเตรเลีย เขาเป็นผู้นำในกิจการหลายอย่างของประเทศ ทั้งในแวดวงการเมืองและอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของแบล็กซ์แลนด์คือการนำพันธุ์องุ่นจากแหลมกู๊ดโฮ ปมาเพาะปลูกในประเทศ นอกจากนั้นยังเพาะชำพันธุ์องุ่นที่ทนแดดทนฝนและทนภัยธรรมชาติต่างๆ จนรัฐบาลอังกฤษมอบรางวัลยกย่องคุณความดี
ร้องเพลง
คอลัมน์ รู้ไปโม้ด
น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com
วิธีการร้องเพลงที่ถูกต้องฝึกด้วยตัวเองอย่างไร คุณน้ามีคำอธิบายได้ไหม
Paweena
ตอบ Paweena
ได้ความรู้จาก อาจารย์ดุษฎี พนมยงค์ บุญทัศนกุล และ "ครูกบ"เสาวนิตย์ นวพันธ์ เป็นเคล็ดไม่ลับร้องเพลงให้เก่ง ดังนี้
อาจารย์ ดุษฎีมีข้อแนะนำวิธีการฝึกร้องเพลงด้วยตนเองง่ายๆ เป็นขั้นตอน 1.ฝึกการหายใจประกอบการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ขั้นตอนการปฏิบัติ ยืนตรง สองเท้าห่างกันเท่าความกว้างของหัวไหล่ เหยียดแขนที่ประสานกันขึ้นเหนือศีรษะ หงายมือขึ้น พยายามเหยียดแขนขึ้นให้สุด ให้แขนทั้งสองข้างตึง หายใจเข้าช้าๆ อาจนับ 1 2 3 พร้อมกับเขย่งเท้าขึ้นช้าๆ ด้วย กลั้นหายใจไว้ชั่วขณะในสภาพเขย่งเท้า และค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกยาวๆ นับ 1 2 3 4 5 6 ช้าๆ พร้อมกับวางมือข้างตัวอย่างช้าๆ ขณะที่วางส้นเท้าลงกับพื้น แบบฝึกหัดนี้ ปฏิบัติทุกวัน วันละไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง
2.ฝึก การเปล่งเสียงประกอบการหายใจ หายใจเข้าช้าๆ สบาย นับ 1 2 3 ช้าๆ ไว้ในใจ ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกทางจมูก โดยหุบปากเปล่งเสียง "ฮึม" (เหมือนเสียงบ่นพึมพำเวลาคนทำอะไรไม่ถูกใจเรา) หายใจเข้าช้าๆ อีก และจากเสียง ฮึม สั้นๆ เปลี่ยนเป็น ฮึม ยาวๆ พร้อมผ่อนลมหายใจออก นับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ครบแล้วจึงหยุดเสียง ฮึม ปฏิบัติซ้ำวันละไม่ต่ำกว่า 8 ครั้ง
3.ฝึกการร้องให้ถูกต้องตามทำนองและจังหวะ หาเพลงที่ชอบมาฟังหลายๆ เที่ยว ฮัมตามทำนองเพลงให้ถูกทั้งทำนองและจังหวะ ร้องด้วยคำว่า "ลา..." ตามความสูงต่ำของเสียงเพลงตลอดทั้งเพลง
4.ฝึก ท่องจำเนื้อเพลงให้แม่นยำ นำเพลงบทนั้นมาอ่านเนื้อร้องให้คล่อง พยายามออกเสียงพยัญชนะ อักขระ และตัวสะกดต่างๆ ให้ถูกต้องและถูกวรรคตอน เมื่อแน่ใจแล้วก็ลองร้องทั้งเพลง ใส่อารมณ์ความรู้สึกตามเนื้อเพลงนั้นๆ
ส่วน เทคนิคการร้องเพลงของครูกบ-เสาวนิตย์ มีเคล็ดลับที่ 1: เคล็ดลับการดูแลเส้นเสียงให้แข็งแรง ต้องฝึกการใช้เส้นเสียงที่เหมาะสมกับปริมาณลมอย่างสม่ำเสมอ เหมือนกับการออกกำลังกายทีละนิดทีละหน่อยจนร่างกายคุ้นเคย ฝึกวิธีการใช้เสียงตั้งแต่ตอนพูด ใช้ความกังวานของเสียงช่วยเพิ่มความดังแทนการตะโกน ตะเบ็ง ไม่พูดเสียงสูง-ต่ำเกินความเป็นจริงของธรรมชาติเสียงตัวเองหรือไม่พูดเสียง ที่เป็นลมจนเกินไป
ออกกำลังกายเพื่อช่วยเพิ่มพลังและผ่อนคลายกล้าม เนื้อให้ร่างกายโดยรวม และเพื่อช่วยความแข็งแรงให้ระบบหายใจ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ (ร่างกายแต่ละคนต้องการแตกต่างกัน) รับประทานอาหารให้ครบหมู่ ดื่มน้ำให้เพียงพอ หรือเกินต่อความต้องการของร่างกายเสมอ หากดื่มน้ำน้อยไป หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน-แอลกอฮอล์มากเกินไป เส้นเสียงจะแห้ง อ่อนแอ ดื่มน้ำอุณหภูมิห้องจะดีที่สุด ทั้งนี้ การดื่มน้ำเย็นไม่ได้มีผลต่อการใช้เสียงมากจนเกินควร ขณะที่น้ำอุ่น-ร้อนเกินจะทำให้คอแห้งผาก ไม่ดี โดยเฉพาะก่อนใช้เสียง ไม่เสพสารเสพติด เช่น บุหรี่ สารนิโคตินจะทำให้เส้นเสียงอ่อนแอ เวลาใช้งานจะเหนื่อย ต้องออกแรงมากกว่าปกติ หลีกเลี่ยงสภาวะอากาศที่ทำให้รู้สึกไม่สบายคอ หรือหายใจลำบาก เช่น มีความชื้นมากเกินไป ฝุ่นมากไป
เคล็ดลับที่ 2: เคล็ดลับการควบคุมปริมาณลมที่พอดีกับการใช้เส้นเสียง วิธีที่ทำให้สามารถสัมผัสได้มากกว่าการได้ยินเสียงคือ ใช้นิ้ว หรือฝ่ามือ มารองเสียงที่เปล่งออกมาจากปาก พยายามอย่าให้มีลมปนออกมากับเสียงมาก เพราะหากเสียงร้องมีลมออกมากพร้อมกัน แสดงว่าเส้นเสียงไม่ปิดเข้าหากัน หรือมีการใช้ลมมากเกินไป (คือปริมาณลมไม่พอดีกับการปิดของเส้นเสียง ทำให้ใช้เส้นเสียงได้ไม่เต็มที่ เกิดข้อจำกัดในการใช้เสียง โดยเฉพาะการร้องเพลง)
คอลัมน์ รู้ไปโม้ด
น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com
Paweena
ตอบ Paweena
ได้ความรู้จาก อาจารย์ดุษฎี พนมยงค์ บุญทัศนกุล และ "ครูกบ"เสาวนิตย์ นวพันธ์ เป็นเคล็ดไม่ลับร้องเพลงให้เก่ง ดังนี้
อาจารย์ ดุษฎีมีข้อแนะนำวิธีการฝึกร้องเพลงด้วยตนเองง่ายๆ เป็นขั้นตอน 1.ฝึกการหายใจประกอบการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ขั้นตอนการปฏิบัติ ยืนตรง สองเท้าห่างกันเท่าความกว้างของหัวไหล่ เหยียดแขนที่ประสานกันขึ้นเหนือศีรษะ หงายมือขึ้น พยายามเหยียดแขนขึ้นให้สุด ให้แขนทั้งสองข้างตึง หายใจเข้าช้าๆ อาจนับ 1 2 3 พร้อมกับเขย่งเท้าขึ้นช้าๆ ด้วย กลั้นหายใจไว้ชั่วขณะในสภาพเขย่งเท้า และค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกยาวๆ นับ 1 2 3 4 5 6 ช้าๆ พร้อมกับวางมือข้างตัวอย่างช้าๆ ขณะที่วางส้นเท้าลงกับพื้น แบบฝึกหัดนี้ ปฏิบัติทุกวัน วันละไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง
2.ฝึก การเปล่งเสียงประกอบการหายใจ หายใจเข้าช้าๆ สบาย นับ 1 2 3 ช้าๆ ไว้ในใจ ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกทางจมูก โดยหุบปากเปล่งเสียง "ฮึม" (เหมือนเสียงบ่นพึมพำเวลาคนทำอะไรไม่ถูกใจเรา) หายใจเข้าช้าๆ อีก และจากเสียง ฮึม สั้นๆ เปลี่ยนเป็น ฮึม ยาวๆ พร้อมผ่อนลมหายใจออก นับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ครบแล้วจึงหยุดเสียง ฮึม ปฏิบัติซ้ำวันละไม่ต่ำกว่า 8 ครั้ง
3.ฝึกการร้องให้ถูกต้องตามทำนองและจังหวะ หาเพลงที่ชอบมาฟังหลายๆ เที่ยว ฮัมตามทำนองเพลงให้ถูกทั้งทำนองและจังหวะ ร้องด้วยคำว่า "ลา..." ตามความสูงต่ำของเสียงเพลงตลอดทั้งเพลง
4.ฝึก ท่องจำเนื้อเพลงให้แม่นยำ นำเพลงบทนั้นมาอ่านเนื้อร้องให้คล่อง พยายามออกเสียงพยัญชนะ อักขระ และตัวสะกดต่างๆ ให้ถูกต้องและถูกวรรคตอน เมื่อแน่ใจแล้วก็ลองร้องทั้งเพลง ใส่อารมณ์ความรู้สึกตามเนื้อเพลงนั้นๆ
ส่วน เทคนิคการร้องเพลงของครูกบ-เสาวนิตย์ มีเคล็ดลับที่ 1: เคล็ดลับการดูแลเส้นเสียงให้แข็งแรง ต้องฝึกการใช้เส้นเสียงที่เหมาะสมกับปริมาณลมอย่างสม่ำเสมอ เหมือนกับการออกกำลังกายทีละนิดทีละหน่อยจนร่างกายคุ้นเคย ฝึกวิธีการใช้เสียงตั้งแต่ตอนพูด ใช้ความกังวานของเสียงช่วยเพิ่มความดังแทนการตะโกน ตะเบ็ง ไม่พูดเสียงสูง-ต่ำเกินความเป็นจริงของธรรมชาติเสียงตัวเองหรือไม่พูดเสียง ที่เป็นลมจนเกินไป
ออกกำลังกายเพื่อช่วยเพิ่มพลังและผ่อนคลายกล้าม เนื้อให้ร่างกายโดยรวม และเพื่อช่วยความแข็งแรงให้ระบบหายใจ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ (ร่างกายแต่ละคนต้องการแตกต่างกัน) รับประทานอาหารให้ครบหมู่ ดื่มน้ำให้เพียงพอ หรือเกินต่อความต้องการของร่างกายเสมอ หากดื่มน้ำน้อยไป หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน-แอลกอฮอล์มากเกินไป เส้นเสียงจะแห้ง อ่อนแอ ดื่มน้ำอุณหภูมิห้องจะดีที่สุด ทั้งนี้ การดื่มน้ำเย็นไม่ได้มีผลต่อการใช้เสียงมากจนเกินควร ขณะที่น้ำอุ่น-ร้อนเกินจะทำให้คอแห้งผาก ไม่ดี โดยเฉพาะก่อนใช้เสียง ไม่เสพสารเสพติด เช่น บุหรี่ สารนิโคตินจะทำให้เส้นเสียงอ่อนแอ เวลาใช้งานจะเหนื่อย ต้องออกแรงมากกว่าปกติ หลีกเลี่ยงสภาวะอากาศที่ทำให้รู้สึกไม่สบายคอ หรือหายใจลำบาก เช่น มีความชื้นมากเกินไป ฝุ่นมากไป
เคล็ดลับที่ 2: เคล็ดลับการควบคุมปริมาณลมที่พอดีกับการใช้เส้นเสียง วิธีที่ทำให้สามารถสัมผัสได้มากกว่าการได้ยินเสียงคือ ใช้นิ้ว หรือฝ่ามือ มารองเสียงที่เปล่งออกมาจากปาก พยายามอย่าให้มีลมปนออกมากับเสียงมาก เพราะหากเสียงร้องมีลมออกมากพร้อมกัน แสดงว่าเส้นเสียงไม่ปิดเข้าหากัน หรือมีการใช้ลมมากเกินไป (คือปริมาณลมไม่พอดีกับการปิดของเส้นเสียง ทำให้ใช้เส้นเสียงได้ไม่เต็มที่ เกิดข้อจำกัดในการใช้เสียง โดยเฉพาะการร้องเพลง)
Subscribe to:
Posts (Atom)