ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ

รู้ไปโม้ด
nachart@yahoo.com


อยากทราบความเป็นมาของท้องฟ้าจำลองที่เอกมัย

ฟิจิ

ตอบ ฟิจิ


ท้อง ฟ้าจำลองกรุงเทพ หรือ Bangkok Planetarium ตั้งอยู่ที่ 928 ถนนสุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 เริ่มก่อ สร้างเมื่อปีพ.ศ.2505 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระ นางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิด "อาคารศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาแห่งชาติ" (ท้องฟ้าจำลอง) เมื่อวันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2507 จากบัดนั้น ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพจึงเปิดการแสดงให้ประชาชนเข้าชมตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2507 เป็นต้นมา

ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพเป็นสถาบันการศึกษาแห่ง หนึ่ง สังกัดศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา กรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ ก่อตั้งขึ้นด้วยวัตถุประสงค์สำคัญคือ เพื่อสร้างแหล่งที่ดีให้เยาวชนได้ชุมนุมหาความรู้ และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ส่งเสริม การศึกษาวิชาดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ โดยให้นักเรียนเรียนรู้จากของจำลองซึ่งคล้ายของจริง งบประมาณการก่อสร้างและดำเนินงานขั้นต้นจนสามารถเปิดแสดงได้ในปีพ.ศ.2507 เป็นเงินงบประมาณ 12 ล้านบาท



อาคาร ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ คือ ห้องฉายดาว และส่วนแสดงนิทรรศการรอบห้องฉายดาว โดยห้องฉายดาวเป็นห้องวงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 20.60 เมตร หลังคาเป็นรูปโดม สูง 13 เมตร เพดานโดมเป็นแผ่นอะลูมิเนียมพรุน ทาสีขาวเพื่อรับแสง ที่ฉายออกจากเครื่องฉายดาวปรากฏเป็นดวงดาวในท้องฟ้าจำลอง คล้ายกับดวงดาวในท้องฟ้าจริง ความจุ 370 ที่นั่ง ตรงกลางห้อง ตั้งเครื่องฉายดาวระบบเลนส์ของ Carl Zeiss ของบริษัท คาร์ล ไซซ์ ประเทศเยอรมนี

เครื่องฉายดาว เป็นประดิษฐกรรมทางวิทยาศาสตร์ที่มีระบบการทำงานซับซ้อน ประกอบด้วยระบบเครื่องกล ระบบไฟฟ้า และระบบแสงที่ประณีต ฉายภาพวัตถุท้องฟ้า และปรากฏการณ์หลายชนิด เลียนแบบธรรมชาติ สามารถปรับเครื่องขึ้นลงเพื่อแสดงดวงดาวในท้องฟ้าของประเทศใดก็ได้ตาม วัน-เวลาที่ต้องการ ทั้งดวงดาวในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เป็นเครื่องฉายดาวขนาดใหญ่เครื่องแรกในย่านเอเชียอาคเนย์


และ ต่อไปนี้คือศักยภาพของเครื่องฉายดาวของท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ 1.ฉายดาวฤกษ์ได้ประมาณ 9,000 ดวง ขณะที่ตาเปล่าสามารถมองเห็นดวงดาวในท้องฟ้าได้ราว 2,000 ดวง 2.ฉายดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ 5 ดวง และแสดงการเคลื่อนที่ผ่านไปในกลุ่มดาวต่างๆ ได้ชัดเจน 3.ฉายภาพกลุ่มดาวต่างๆ แสดงแนวทางช้างเผือก กระจุกดาว เนบิวลา กาแล็กซีบางแห่ง ดาวแปรแสง ดาวเทียม ดาวหาง ดาวตก เมฆ แสงรุ่งอรุณ แสงสนธยา แสดงการเกิดสุริยุปราคา จันทรุปราคา แสดงเส้นสมมติต่างๆ ในท้องฟ้า เช่น เส้นศูนย์สูตร เส้นสุริยวิถี เส้นเมอริเดียน แสดงขั้วทรงกลมฟ้า และตำแหน่งที่แกนผ่านขั้วโลกจะชี้ไปในรอบ 26,000 ปี แสดงระบบสุริยะ โลกหมุนในอวกาศ ภาพฉายแสดงรอบทิศ แสดงพื้นผิวดวงจันทร์ ดาวอังคาร พื้นผิวขั้วน้ำแข็งของโลก

ทั้งนี้ แต่ละรอบจะใช้เวลาจัดฉายประมาณ 1 ชั่วโมง และรายการแสดงจะผลัดเปลี่ยนไปทุกๆ เดือน

สำหรับ ส่วนแสดงนิทรรศการรอบห้องฉายดาวแบ่งออกเป็น 6 ส่วน ให้ความรู้ด้านดาราศาสตร์และอวกาศของไทยและของโลก (ไม่เสีย ค่าชม) ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 โลกดาราศาสตร์ ส่วนที่ 2 ชีวิตสัมพันธ์กับดวงดาวอย่างไร? ส่วนที่ 3 โลก แหล่งกำเนิดชีวิต ส่วนที่ 4 ชีวิตของดาวฤกษ์ ส่วนที่ 5 ความเป็นไปในเอกภพ และส่วนที่ 6 มนุษย์กับการสำรวจอวกาศ รายละเอียดเกี่ยวกับส่วนต่างๆ เข้าดูได้ที่เว็บไซต์ http:// www.bangkokplanetarium.com

วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7427 ข่าวสดรายวัน


ตำนานแผ่นดินไหว


คอลัมน์ รู้ไปโม้ด
น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com



ถึง น้าชาติ

ถึง น้าชาติ หมู่นี้มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นบ่อยครั้ง อยากรู้ว่าคนโบราณมีความเชื่อเกี่ยวกับแผ่นดินไหวอย่างไรบ้างคะ

จาก ปุจฉา

ตอบ ปุจฉา

คน แต่ละท้องถิ่นมีความเชื่อเกี่ยวกับแผ่นดินไหวแตกต่างกันไป เพราะในสมัยก่อนคนยังไม่เข้าใจธรรมชาติมากนัก เมื่อเกิดเหตุเภทภัยก็มักจะอ้างเทพยดาฟ้าดิน

ในไทยมีตำนานกล่าวขาน กันว่า "ปลาอานนท์" แห่งมหานทีสีทันดรหนุนโลกอยู่ ปลาอานนท์มีร่างกายใหญ่โตเชื่อว่ายาวราวๆ 8 ล้านเมตร ถ้าเมื่อยขึ้นมาก็จะพลิกตัวทำให้เกิดแผ่นดินไหวตามมา

ส่วนชาวฮินดู ในประเทศอินเดียเชื่อว่าโลกตั้งอยู่บนถาดทองคำซึ่งวางอยู่บนหลังช้างหลาย เชือกติดกัน เมื่อใดที่ช้างเคลื่อนไหว โลกจะสั่นสะเทือนไปด้วย เกิดเป็นแผ่นดินไหว

ชาวโรมันเชื่อว่า "เทพเจ้าวัลแคน" เป็นช่างตีเหล็กให้กับเทพเจ้าองค์อื่นๆ เมื่อใดที่มีควันและเปลวไฟพุ่งออกมาจากภูเขาไฟ ชาวโรมันก็คิดว่าเทพเจ้าวัลแคนกำลังติดไฟในเตาหลอมอยู่ เมื่อแผ่นดินสั่นสะเทือนหมายถึงว่าเทพเจ้าวัลแคนกำลังตีเหล็กหลอมอยู่บนทั่ง นั่นเอง

ขณะที่ชาวกรีกเชื่อว่าเทพเจ้าอีกองค์หนึ่ง คือ "โพไซดอน" เป็นผู้ทำให้เกิดแผ่นดินไหว เพราะเทพเจ้าโพไซดอนมีรูปร่างใหญ่โต เมื่อพิโรธจะใช้ไม้สามง่ามกระแทกพื้นทำให้เกิดแผ่นดินไหว

ตำนานแผ่น ดินไหวของหลายเชื้อชาติบอกเล่าไว้ในหนังสือ "10 ตำนานสะท้านโลก" โดย ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ ว่าชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อคล้ายกับไทย โดยเชื่อว่าปลาดุกยักษ์หนุนเกาะญี่ปุ่น เทพเจ้าไดเมียว จินจะคอยควบคุมปลาดุกยักษ์ไว้โดยใช้ก้อนหินขนาดใหญ่กดทับไว้ แต่ถ้าเทพเจ้าไดเมียวจินเผลอ ปลาดุกยักษ์จะขยับตัวและเกิดแผ่นดินไหว

ที่ แอฟริกาตะวันออก มีความเชื่อเกี่ยวกับปลายักษ์แบกโลกเหมือนกัน ปลาตัวนี้แบกหินไว้บนหลัง บนหินก็มีวัวยืนอยู่ เจ้าวัวจะหมุนโลกด้วยเขาของมันทีละข้าง ถ้าเมื่อยคอเมื่อไหร่ก็จะเปลี่ยนเขาที่หมุนโลกเป็นอีกข้างหนึ่ง แผ่นดินไหวก็เกิดในช่วงที่โลกเปลี่ยนตำแหน่ง

แต่ชาวแอฟริกาตะวันตก เชื่อว่าโลกเป็นแผ่นกลมแบน ด้านหนึ่งวางอยู่บนภูเขา อีกด้านหนึ่งมียักษ์แบกอยู่ โดยมีภรรยายักษ์แบกท้องฟ้าไว้ เมื่อใดที่ยักษ์หยุดแบกโลกเพื่อไปกอดภรรยาก็ทำให้แผ่นดินไหว

ชาว เม็กซิโกว่ากันว่าปีศาจชื่อ เอล ดิอาโบล ทำให้โลกเกิดรอยแยกขนาดใหญ่จากภายใน เพื่อที่ปีศาจและเพื่อนของมันจะอาศัยรอยแยกนี้ออกมาก่อกวน

ชาว โคลัมเบียเล่าต่อกันมาว่า โลกถูกวางไว้บนท่อนไม้ขนาดใหญ่สามท่อน แต่ เทพเจ้าชิบชาคุม อยากเห็นน้ำท่วมที่ราบโบโกตาจึงทำให้เกิดน้ำท่วม เทพชิบชาคุมจึงถูกลงโทษให้แบกโลกเอาไว้ แต่ถ้าพิโรธก็จะกระทืบเท้าเป็นเหตุให้แผ่นดินไหว

สำหรับเทพปรณัมของ นอร์ส เล่าว่าเทพอสูรโลคีถูกลงโทษเพราะทำให้บาลเดอร์หรือเทพแห่งความดีงามสิ้นพระ ชนม์ โลคีจึงถูกมัดไว้กับก้อนหินในถ้ำโดยมีอสรพิษอยู่เหนือศีรษะและปล่อยพิษหยดลง มา ไซจิน ผู้เป็นภรรยาจะคอยใช้ถ้วยรองรับพิษเอาไว้ แต่เมื่อเธอนำถ้วยพิษไปทิ้ง พิษงูจะหยดลงมาที่หน้าของโลคีทำให้โลคีดิ้นและส่ายศีรษะอย่างรุนแรงทำให้ เกิดแผ่นดินไหว

สึนามิถล่มแอตแลนติส

คอลัมน์ รู้ไปโม้ด
น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com


ถึง น้าชาติ

ผมสงสัยว่าตำนานเกี่ยวกับอาณาจักรแอตแลนติสถูกสึนามิถล่มเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน และแอตแลนติสอยู่ตรงไหนของโลกกันแน่ครับ

จาก คนอยากรู้

ตอบ คนอยากรู้

หนังสือ "10 ตำนานสะท้านโลก" โดย ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ กล่าวว่า ตำนานแอตแลน ติสมาจากบทสนทนา "ตีเมอุส" ของเพลโตที่บันทึกไว้เมื่อ 360 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งกล่าวถึงกรุงเอเธนส์ว่าทำศึกชนะมหาอาณาจักรแอตแลนติสได้ ต่อมาอาณาจักรแอตแลนติสถูกเทพเจ้าลงโทษ บันดาลให้เกิดแผ่นดินไหวและอุทกภัยครั้งใหญ่ ทำให้อาณาจักรแอตแลนติสจมหายไปในมหาสมุทรในวันและคืนเดียว

เพลโต เชื่อว่านครแอตแลนติสอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก มีคูน้ำรูปวงแหวนโอบล้อมถึงสามชั้น สลับคั่นด้วยแถบพื้นดินที่มีกำแพงเป็นปรา การตั้งเป็นแนวรอบ โดยมีวิหารเทพแห่งโพไซดอนเป็นศูนย์ กลาง อาณาจักรนี้มีอารย ธรรมในยุคสำริดที่เจริญถึงขีดสุดเมื่อ 9,500 ปีก่อนคริสตกาล แต่ความจริงแล้วในยุค 9,500 ปีก่อนคริสตกาล นั้น มนุษย์ยังอยู่ในยุคหินอยู่เลย!



ต่อ มา เอ็ดการ์ เคย์ซี (มีชีวิตเมื่อร้อยกว่าปีก่อน) นำแนวคิดของเพลโตไปต่อยอด โดยเขาเชื่อว่าแอตแลนติสมีอารยธรรมสูงส่ง มีเรือสินค้า อากาศยาน และระบุว่าแอตแลนติสเป็นทวีปขนาดใหญ่อยู่ระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและ ทวีปอเมริกากลาง ครอบคลุมพื้นที่ยุโรปบางส่วน

แอตแลนติสประสบอุทกภัย ครั้งใหญ่หลายครั้ง และครั้งสุดท้ายเมื่อ 10,000 ปีก่อนคริสตกาล และทำนายว่าจะมีการค้นพบบางส่วนของแอตแลนติสในปี 2511-2512 และเมื่อมีการค้นพบแผ่นหินปูนเรียงต่อกันเป็นทางยาวนอกชายฝั่งบิมินีใน พ.ศ.2511 จึงมีคนเชื่อกันว่านี่คือซากของแอตแลนติส แต่นักธรณีวิทยาพบว่าหินปูนเหล่านี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและมีอายุ 1,200-300 ปีก่อนคริสต์ศักราช

ล่าสุด เมื่อสัปดาห์ก่อน ศ.ริชาร์ด ฟรอยด์ แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์ตฟอร์ด รัฐคอนเนตทิคัต สหรัฐ อ้างว่า "ค้นพบแอตแลนติส" โดยเผยแพร่ในสารคดีของเนชั่นแนล จีโอกราฟิก ว่าจากการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ศึกษา ทั้งเรดาร์สำรวจพื้นผิวระดับลึก เทคนิคการสร้างภาพดิจิตอลและภาพถ่ายดาว เทียม ในที่สุดก็พบเสาหินและเมืองเก่าที่เชื่อว่าชาวแอตแลนติสที่รอดชีวิตจากสึนา มิมาสร้างเมืองใหม่แถบตอนกลางของประเทศสเปน พร้อมระบุว่าแอตแลนติสที่ค้นพบนี้อยู่ในบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำในอุทยานแห่ง ชาติโดนานญา ทางเหนือของเมืองกาดิช ประเทศสเปน

อย่างไรก็ตาม นายฆวน โรเบลส ผู้เชี่ยวชาญด้านมานุษยวิทยาของรัฐบาลสเปน แย้งว่าข้อมูลของศ.ฟรอยด์ยังไม่น่าเชื่อถือ และ ดูเหมือนจงใจนำไปเชื่อมโยงกับตำนานทวีปแอตแลนติสมากเกินไป และยังไม่มีข้อสรุปว่าภาพถ่ายจากดาวเทียมที่อ้างว่าเป็นซากเมืองโบราณของแอ ตแลนติสเป็นทวีปแอตแลนติสที่สาบสูญไปจริงหรือไม่

แอตแลนติสจึงยังเป็นปริศนาต่อไป

วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7420 ข่าวสดรายวัน


สัญญาณ SOS


คอลัมน์ รู้ไปโม้ด
น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com




เรือไททานิกกำลังล่ม
ถึง น้าชาติ

ดูข่าวสึนามิที่ญี่ปุ่น เห็นคนเขียนอักษร เอสโอเอส (SOS) ขอความช่วยเหลือด้วย ผมอยากรู้ว่า จริงๆ แล้ว SOS ย่อมาจากคำว่าอะไรครับ

จาก Daichi

ตอบ Daichi


ความ เข้าใจโดยทั่วไปมีการตีความสัญญาณขอความช่วยเหลือ (เอสโอเอส) SOS หมายถึง Save Our Souls (ช่วยชีวิตพวกเราด้วย) Save Our Ship (ช่วยเรือของเราด้วย) Stop Other Signals (หยุดสัญญาณอื่นๆ ทั้งหมด) Sure Of Sinking (จมแน่แล้ว) หรือ Send Out Succour (ส่งความช่วยเหลือ)

ส่วนพจนานุกรม ไทย-อังกฤษ หลายเล่มบัญญัติความหมายของเอสโอเอส ว่าหมายถึง สัญ ญาณขอความช่วยเหลือเมื่อมีภยันตรายเกิดขึ้น (กับเรือหรือเครื่องบิน), สัญญาณขอความช่วยเหลือ, การขอความช่วยเหลือ

ไม่ว่าจะตีความหมายของเอสโอเอสว่าอย่างไร แต่ความหมายโดยรวมคือ "ขอความช่วยเหลือ"

ซ้าย-สัญญาน SOSในเหตุการณ์สึนามิที่ญี่ปุ่น

ขวา-กดรหัสมอร์สส่งสัญญาณ


ใน เว็บไซต์ Boatsafe.com ระบุว่า กูกลิเอลโม มาร์โคนี ใช้รหัสขอความช่วยเหลือผ่าน สัญญาณวิทยุในปลายศตวรรษที่ 19 เมื่อเรือของเขาห่างจากฝั่งไปไกลและห่างจากเรือลำอื่นๆ เขาจึงส่งสัญญาณโดยใช้ "รหัสมอร์ส" ส่งข้อความ "CQD" เพื่อขอความช่วยเหลือ แปลว่า "Come Quick danger" หรือ "รีบมาด่วน อันตราย"

สำหรับรหัส มอร์สนั้น คิดค้นโดย ซามูเอล มอร์ส ในปี 2380 เป็นรหัสสัญญาณสั้น-ยาวใช้แทนตัวอักษรในการส่งข้อความหากัน โดยใช้ขีด ( _ ) แทนเสียงยาว และจุด ( . ) แทนเสียงสั้น แต่ละอักษรประกอบด้วยขีดและจุดแตกต่างกันไป

ในปี 2448 รัฐบาลเยอรมนีพัฒนาข้อบังคับในการส่งสัญญาณวิทยุขึ้นมาเวลาเกิดเหตุด่วนเหตุ ร้าย โดยใช้สัญญาณ SOS ประกอบด้วยจุด 3 จุด ขีดยาว 3 ขีด และจุด 3 จุด แทนเสียงสั้นยาว คือ . . . _ _ _ . . . (ตึด ตึด ตึด ตืด ตืด ตืด ตึด ตึด ตึด) โดยสั้น 3 ครั้ง ( . . . ) เป็นรหัสมอร์สของตัว S และยาว 3 ครั้ง ( _ _ _ ) เป็นรหัสมอร์สของตัว O และมีการเสนอให้ใช้สัญญาณ SOS ในการประชุมการส่งสัญญาณวิทยุนานาชาติ ครั้งที่ 2 โดยมีผลบังคับใช้ในปี 2451 จากนั้นมาสัญญาณดังกล่าวก็เป็นที่นิยมใช้กันทั่วโลกเพราะเข้าใจง่าย จำได้ง่ายและมีความผิดพลาดน้อยที่สุด

สหรัฐมีการใช้รหัสเอสโอเอส ครั้งแรกในปี 2452 ผู้ส่งสัญญาณชื่อ ที.ดี. ฮับเนอร์ แห่งเรือ เอสเอส อาราพาโฮ ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือเมื่อใบจักรหลุดหายในบริเวณหินโสโครกเดียมอนต์ หรือรู้จักกันในชื่อ "หลุมศพแห่งแอตแลนติก" ซึ่งศูนย์สื่อสารฮัตเตอร์รับสัญญาณนี้ได้และช่วยเหลือได้ทันท่วงที

อีก ไม่กี่เดือนต่อมา เรืออาราพาโฮได้รับสัญญาณ SOS จากเรืออิโร คอยส์ ลูกเรือเอสเอส อาราพาโฮ จึงเข้าช่วยเหลือ จึงถือว่าฮับเนอร์เป็น ผู้ส่งสัญญาณ SOS คนแรกและเป็นผู้รับสัญญาณคนที่สอง

เหตุการณ์ที่คน ทั่วโลกยังจำกันได้ดี คือกลางดึกคืนวันที่ 14 เม.ย.2455 เรือไททานิกชนภูเขาน้ำแข็งทำให้เรือรั่ว น้ำทะลักเข้าเรืออย่างรวดเร็ว กัปตันสมิธ โธมัส แอนดรูว์ส คาดการณ์ว่าเรือคงจะทนอยู่ได้ไม่กี่ชั่วโมง จึงอพยพผู้โดยสารลงเรือบดสำรองซึ่งมีเพียงพอสำหรับผู้โดยสาร 1,000 คน แต่ผู้โดยสารทั้งหมดมีกว่า 2,000 คน

เมื่อเวลาล่วงเลยถึงเที่ยงคืน เข้าวันที่ 15 เม.ย. กัปตันจึงตัดสินใจส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือโดยการยิงพลุและส่งสัญญาณ SOS แต่ไม่ทันการณ์เสียแล้ว เรือไททานิกจมลงก้นทะเลพร้อมกับผู้โดยสารกว่า 1,500 คน รวมทั้งกัปตันด้วย

วันน้ำโลก

คอลัมน์ รู้ไปโม้ด
น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com


ถึง น้าชาติ

อยากทราบความเป็นมาของวันน้ำโลก วันที่ 22 มี.ค.นี้ค่ะ

จาก อาโป

ตอบ อาโป

สมัชชา สหประชาชาติ ประกาศให้วันที่ 22 มีนาคมของทุกปีเป็น "วันน้ำโลก" (World Water day) เป็นผลมาจากการดำเนินการตามข้อเสนอแนะของที่ประชุมสหประชาชาติปี 2535 ว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (ยูเอ็นซีอีดี) ที่นครริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล เนื่องจากน้ำจืดในโลกขาดแคลนมากขึ้นทุกปี และมีผู้คาดการณ์ไว้ว่าเมื่อถึงปี 2568 หรืออีก 14 ปี พื้นที่ 1 ใน 3 ของโลกที่กันดารขาดแคลนน้ำอยู่แล้วจะขยายตัวเป็นสองในสามของโลก

"วันน้ำโลก" ครั้งแรก เกิดขึ้นในปี 2536 และใช้คำขวัญต่างๆ กันในแต่ละปี

ปี 2554 มีคำขวัญว่า "น้ำสำหรับเมือง : การตอบสนองต่อความท้าทายในเขตเมือง"


หลาย ประเทศในโลกตื่นตัวในเรื่องการอนุรักษ์น้ำ การช่วยกันดูแล บำรุงรักษา การพัฒนาแหล่งน้ำ และจัดการทรัพยากรน้ำจืดอย่างยั่งยืนสำหรับอนาคต ตลอดจนดำเนินการตามข้อเสนอแนะของที่ประชุมสหประชาชาติปี 2535 ว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา หรือที่เรียกกันว่า Agenda 21

หน่วย งานของสหประ ชาชาติ (ยูเอ็น) 2 แห่ง ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเรื่องน้ำโดย ตรง คือองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒน ธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) กับคณะกรรมา ธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (เอสเคป) ระบุว่าพื้นผิวโลก 2 ใน 3 ปกคลุมด้วยน้ำแต่เป็น "น้ำเค็ม" จากทะเลและมหาสมุทรทั้งหมด

ส่วน "น้ำจืด" ครอบ คลุมเพียงร้อยละ 1 ของผิวโลกเท่านั้น แต่ "แหล่งน้ำจืด" ส่วนใหญ่ ร้อยละ 87.2 เป็นน้ำแข็งและหิมะบริเวณขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้และธารน้ำแข็ง หรือซึมอยู่ใต้ผิวดินลึก จนมนุษย์ไม่สามารถนำมาใช้ได้ น้ำจืดที่เหลือยังเป็นน้ำใต้ดินร้อยละ 12 และเป็นน้ำผิวดินร้อยละ 0.8

ส่วนแหล่งน้ำจืดที่ใช้ได้จริงๆ มีเพียงร้อยละ 0.25 เท่านั้น

แหล่งน้ำจืดเพียงน้อยนิดนี้เองที่เป็นตัวหล่อเลี้ยงชีวิตประชากรโลกกว่า 6 พันล้านคน และแหล่งน้ำจืดก็กระจายอยู่อย่างไม่เท่าเทียมกัน

ยู เอ็นประเมินว่าในแต่ละวันมนุษย์ต้องดื่มน้ำอย่างน้อย 2-5 ลิตร ใช้ชักโครกโถส้วม 5-15 ลิตร ใช้อาบน้ำ 50-200 ลิตร ขณะที่ใช้น้ำเพื่อการชลประทานและการเกษตรราวร้อยละ 70 ของน้ำทั้งหมด แต่ครึ่งหนึ่งต้องสูญเปล่าเพราะซึมลงไปในดินหรือไม่ก็ระเหยขึ้นสู่อากาศหมด

กรุงเทพ มหานคร ได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่เมืองที่ใช้ทรัพยากรน้ำมากที่สุดในโลก เฉลี่ยแล้วใช้น้ำราว 265 ลิตรต่อคนต่อวัน ขณะที่ชาวฮ่องกงใช้น้ำเปลืองน้อยที่สุดในโลก เพียง 112 ลิตรต่อคนต่อวัน

พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นความสำคัญของทรัพยากรน้ำว่า "น้ำคือชีวิต" และพระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเกี่ยวกับการอนุรักษ์ พัฒนา และบริการจัดการทรัพยากรน้ำมาโดยตลอด

ปี 2539 ตรงกับมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี คณะรัฐมนตรีเทิดพระเกียรติคุณในฐานะที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณในการพัฒนา ทรัพยากรน้ำ โดยถวายสมัญญา "พระบิดาแห่งการจัดการทรัพยากรน้ำ" และคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 8 ก.ค.2551 ให้สัปดาห์ที่ตรงกับวันที่ 22 มี.ค.ของทุกปีเป็นสัปดาห์อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ

อ่านการ์ตูนออนไลน์

EXTRA PRODUCT

Mega Topic

food and recipe

Around the World JM

Science World