| วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7449 ข่าวสดรายวัน เพื่อนเจ้าสาว คอลัมน์ รู้ไปโม้ด น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com จาก นางสาวโสดสนิท ตอบ นางสาวโสดสนิท จาก หนังสือ 108 ซองคำถามของสำนักพิมพ์สารคดี บอกว่าพิธีแต่งงานสมัยโรมัน กำหนดให้มีผู้ร่วมพิธีอย่างน้อย 10 คน เพราะเชื่อว่าหญิงสาวที่จะเข้าประตูวิวาห์นั้นอาจจะเป็นที่อิจฉาจากเหล่า ปีศาจได้ ดังนั้น จึงเชื้อเชิญให้มีผู้มาร่วมงานเพื่อล่อหลอกปีศาจให้สับสน เพื่อนเจ้าสาวจึงต้องมีใบหน้าดูคล้ายเจ้าสาวที่สุด และจะต้องแต่งตัวคล้ายคลึงกับเจ้าสาวด้วย เชื่อกันอีกว่ายิ่งเจ้าสาวมีเพื่อนเจ้าสาวจำนวนมากเท่าใด เจ้าสาวจะยิ่งปลอดภัยจากวิญญาณร้ายมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องรับประกันความปลอดภัยกับเจ้าสาวอีกประการหนึ่งว่าจะไม่ถูกผู้ ไม่หวังดีชิงตัวไปในระหว่างพิธีสมรส เพราะในสมัยกลางของยุโรปถือเป็นเรื่องปกติสำหรับชายอกหักคนหนึ่ง เมื่อไม่สมหวังในหญิงสาวซึ่งเป็นเจ้าสาวของคนอื่น ชายผู้นั้นจะพาพรรคพวกมาชิงตัวเจ้าสาวไปกลางพิธีแต่งงาน เพื่อนเจ้าสาวจึงทำหน้าที่เป็น "บอดี้การ์ด" ให้เจ้าสาวอีกประการหนึ่ง ปัจจุบัน เพื่อนเจ้าสาวมีหน้าที่ต่างๆ เช่น เป็นที่ปรึกษาในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ชุดเจ้าสาว ของชำร่วย ดอกไม้และอื่นๆ อีกทั้งช่วยกระจายข่าวบอกเพื่อนๆ เมื่อถึงวันงานเพื่อนเจ้าสาวจะช่วยเจ้าสาวแต่งตัวเพราะชุดเจ้าสาวใส่ค่อน ข้างยาก ต้องระมัดระวังในการสวมใส่มาก เวลาอยู่หน้างาน ก็จะช่วยแจกของชำร่วย พาแขกเหรื่อไปนั่งพร้อมทั้งสร้างบรรยากาศเป็นกันเองกับแขกเหรื่อ โดยถามว่าอาหารอร่อยไหม เป็นต้น รวมทั้งตรวจสอบว่าทุกอย่างในงานเรียบ ร้อยหรือไม่ เช่น นักดนตรีมาหรือยัง ช่อดอกไม้เตรียมไว้เรียบร้อยไหม เชื่อ กันว่าหญิงสาวผู้ทำหน้าที่เป็นเพื่อนเจ้าสาวนั้นจะนำทั้งลางดีและลางร้ายมา สู่ตนเอง เช่น ถ้าเธอสะดุดล้มระหว่างทางเดินไปยังแท่นพิธี เธอจะหมดโอกาสแต่งงานโดยสิ้นเชิง และถ้าหญิงสาวคนใดทำหน้าที่เป็นเพื่อนเจ้าสาวครบสามครั้งจะต้องอยู่เป็นโสด ไปตลอดชีวิต เว้นแต่ว่าเธอจะทำหน้าที่เพื่อนเจ้าสาวอีกสี่ครั้งรวม เป็นเจ็ดครั้ง เพราะเลขเจ็ดเป็นจำนวนวันของสัปดาห์ถือเป็นเลขนำโชค เกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงของระยะต่างๆ ของดวงจันทร์ ขอ ตอบคำถามคุณ "กลด บุญศรี" ที่ถามถึงเรื่องปฏิทินทางจันทรคติและปีอธิกมาส ปีอธิกวาร ว่ากำหนดอย่างไร น้าชาติตอบไปแล้วเมื่อวันที่ 26 ก.พ.2553 คลิกหาอ่านย้อนหลังได้จากเว็บไซต์ข่าวสด www.khaosod.co.th คอลัมน์ "รู้ไปโม้ด" ส่วนที่ถามว่า พ.ศ.2520-2545 ปีใดที่มีอธิกมาส ปีใดที่มีอธิกวาร ขอตอบว่า ปีอธิกมาส ได้แก่ 2520, 2523, 2526, 2528, 2531, 2534, 2536, 2539, 2542 และ 2545 ส่วนปี อธิกวาร ได้แก่ 2522, 2530, 2533, 2540 และ 2543 |
ตำนานหัวล้านไทย
คอลัมน์ รู้ไปโม้ด
น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com
ถึง น้าชาติ ผมสังเกตเห็นว่าศีรษะล้านของแต่ละคนมีลักษณะไม่เหมือนกัน ทราบว่ามีชื่อเรียกแต่ละประ เภทด้วย น้าชาติช่วยไขความกระจ่างด้วยครับ
จาก แกละ
ตอบ แกละ
หนังสือ "ตำนานหัวล้านไทย" จัดพิมพ์เนื่องในงานครบรอบ 5 ปี พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย มีข้อมูลและภาพประกอบ บอกถึงลักษณะหัวล้านแบบไทยๆ ซึ่งมีชื่อเรียกคล้องจองกัน ว่า "ทุ่งหมาหลง ดงช้างข้าม ง่ามเทโพ ชะโดตีแปลง แร้งกระพือปีก ฉีกหาง (ขวาน) ฟาด ราชคลึงเครา" บางตำราบอกว่าหัวล้านมี 9 ประเภท เพิ่มครึ่งซีกพระจันทร์ และ สุริยันหมดเมฆ ไปอีก 2 ประเภท
ทุ่งหมาหลง คือ พวกที่หัวล้านมาก ล้านตกขอบ มีผมไว้พอให้เดาว่าเป็นหัว เฉพาะตรงตีนผมเท่านั้น เปรียบเทียบว่า ถ้าเป็นทุ่งก็มองเห็นแต่ฟ้ากับฟ้า เอาหมาไปปล่อยก็หลง หาทิศหาทางไม่เจอ ซ้ายขวาหน้าหลังมีแต่ความเวิ้งว้าง แม้แต่หมาก็กลับไม่ถูก
ดงช้าง ข้าม คือ หัวล้านเป็นทางจากหน้าผากไปถึงท้ายทอย ดูคล้ายๆ แม่น้ำ โดยมีปากน้ำอยู่เหนือหน้าผากก็ได้ แต่ถ้าจะเปรียบเป็นดง รอยหัวล้านเขาว่าเหมือนทางเดินของช้าง อาจจะกว้างมากหรือกว้างน้อย แต่จะไม่ตกขอบ คือช้างยังพอจะเห็นแนวป่าอยู่ทั้งสองฟากฝั่งได้ ถ้าป่าเตียนหมดจะไปเข้าลักษณะทุ่งหมาหลงแทน
ง่ามเทโพ คือล้านเถิกขึ้นไปสองข้างขมับ มีผมไว้ตรงกลาง หรือกระหม่อมไปจนถึงด้านหลัง
ชะโด ตีแปลง คือ ล้านเป็นวงกลางกบาล มีผมรอบๆ ทั้งซ้ายขวาหน้าหลัง เหมือนปลาชะโดตีแปลงจนน้ำ กระเซ็นออกไปรอบทิศ ถ้าน้ำน้อยจนเกือบเป็นโคลนตม แล้วชะโดตีแปลงก็จะมีส่วนที่น้ำขังเป็นวงกลม ล้านแบบนี้ต้องมองมุมสูง คือมองจากด้านบนจะเห็นชัด
แร้งกระพือปีก คือ ล้านเถิกไปทั้งสองข้างขมับ ลึกโอบกระหม่อม ไปต่อกันด้านหลัง เหลือกระจุกผมอยู่เพียงด้านหน้าเหมือนโดนปีก (แร้ง) กระพือมารวมไว้
ฉีก หางฟาด หรือฉีกขวานฟาด คือ ยังมีผมบางๆ อยู่ เหมือนกับฉีกหาง (ปลาหรือวัว) ฟาดลงไป จะเห็นเป็นเส้นเป็นแนวอยู่ ส่วนที่เป็นเวิ้งผมบางๆ อาจมีขอบรูปหางไปจนจรดท้ายทอยก็ได้
ราชคลึงเครา มีนัยถึงพระราชาลูบเครา คือ เหมือนกับหัวล้านแบบต่างๆ ก่อนหน้านี้ แต่เพิ่มหนวดเคราที่ดกเกินธรรมดาเข้าไป คนหัวล้านชนิดนี้จะมีขนอกด้วย
ครึ่งซีกพระจันทร์ คือ ล้านด้านหน้าตรงหน้าผากเว้าขึ้นไปด้านบนเป็นรูปครึ่งวงกลม เหมือนพระจันทร์ครึ่งซีก
สุริยันหมดเมฆ คือ ล้านเกลี้ยงทั้งหัว เห็นหัวแดงเหมือนดวงอาทิตย์
คน ไทยมีความเชื่อเรื่องคนหัวล้านว่ามีคุณและโทษต่างกัน 4 แบบ คือ 1.ล้านเฉลิมรอยควาย คือ ล้านเว้าหน้า เชื่อว่าเป็นคนใจนักเลง ใจกว้างกับเพื่อนฝูง เพื่อนฝูงรักใคร่ ส่วนมากจะเป็นผู้นำคน 2.ล้านชะโดตีแปลง หรือล้านกำแหง คือ ล้านตรงกลางหัว เชื่อว่าเป็นนักเลง คนดุ 3.ล้านเศรษฐี คือ ล้านเลี่ยนเตียนโล่ง เหลือผมหลีกหวีหรือเหลือผมเฉพาะเหนือใบหูข้างละนิด เชื่อว่าเป็นคนร่ำรวยมีเงิน และ 4.ล้านจัญไร คือ ล้านเป็นหย่อมๆ ล้านไม่สม่ำเสมอ ล้านแบบนี้เชื่อว่าทำอะไรก็มีแต่จะล่มจมเสียหาย
คอลัมน์ รู้ไปโม้ด
น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com
จาก แกละ
ตอบ แกละ
หนังสือ "ตำนานหัวล้านไทย" จัดพิมพ์เนื่องในงานครบรอบ 5 ปี พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย มีข้อมูลและภาพประกอบ บอกถึงลักษณะหัวล้านแบบไทยๆ ซึ่งมีชื่อเรียกคล้องจองกัน ว่า "ทุ่งหมาหลง ดงช้างข้าม ง่ามเทโพ ชะโดตีแปลง แร้งกระพือปีก ฉีกหาง (ขวาน) ฟาด ราชคลึงเครา" บางตำราบอกว่าหัวล้านมี 9 ประเภท เพิ่มครึ่งซีกพระจันทร์ และ สุริยันหมดเมฆ ไปอีก 2 ประเภท
ทุ่งหมาหลง คือ พวกที่หัวล้านมาก ล้านตกขอบ มีผมไว้พอให้เดาว่าเป็นหัว เฉพาะตรงตีนผมเท่านั้น เปรียบเทียบว่า ถ้าเป็นทุ่งก็มองเห็นแต่ฟ้ากับฟ้า เอาหมาไปปล่อยก็หลง หาทิศหาทางไม่เจอ ซ้ายขวาหน้าหลังมีแต่ความเวิ้งว้าง แม้แต่หมาก็กลับไม่ถูก
ดงช้าง ข้าม คือ หัวล้านเป็นทางจากหน้าผากไปถึงท้ายทอย ดูคล้ายๆ แม่น้ำ โดยมีปากน้ำอยู่เหนือหน้าผากก็ได้ แต่ถ้าจะเปรียบเป็นดง รอยหัวล้านเขาว่าเหมือนทางเดินของช้าง อาจจะกว้างมากหรือกว้างน้อย แต่จะไม่ตกขอบ คือช้างยังพอจะเห็นแนวป่าอยู่ทั้งสองฟากฝั่งได้ ถ้าป่าเตียนหมดจะไปเข้าลักษณะทุ่งหมาหลงแทน
ง่ามเทโพ คือล้านเถิกขึ้นไปสองข้างขมับ มีผมไว้ตรงกลาง หรือกระหม่อมไปจนถึงด้านหลัง
ชะโด ตีแปลง คือ ล้านเป็นวงกลางกบาล มีผมรอบๆ ทั้งซ้ายขวาหน้าหลัง เหมือนปลาชะโดตีแปลงจนน้ำ กระเซ็นออกไปรอบทิศ ถ้าน้ำน้อยจนเกือบเป็นโคลนตม แล้วชะโดตีแปลงก็จะมีส่วนที่น้ำขังเป็นวงกลม ล้านแบบนี้ต้องมองมุมสูง คือมองจากด้านบนจะเห็นชัด
แร้งกระพือปีก คือ ล้านเถิกไปทั้งสองข้างขมับ ลึกโอบกระหม่อม ไปต่อกันด้านหลัง เหลือกระจุกผมอยู่เพียงด้านหน้าเหมือนโดนปีก (แร้ง) กระพือมารวมไว้
ฉีก หางฟาด หรือฉีกขวานฟาด คือ ยังมีผมบางๆ อยู่ เหมือนกับฉีกหาง (ปลาหรือวัว) ฟาดลงไป จะเห็นเป็นเส้นเป็นแนวอยู่ ส่วนที่เป็นเวิ้งผมบางๆ อาจมีขอบรูปหางไปจนจรดท้ายทอยก็ได้
ราชคลึงเครา มีนัยถึงพระราชาลูบเครา คือ เหมือนกับหัวล้านแบบต่างๆ ก่อนหน้านี้ แต่เพิ่มหนวดเคราที่ดกเกินธรรมดาเข้าไป คนหัวล้านชนิดนี้จะมีขนอกด้วย
ครึ่งซีกพระจันทร์ คือ ล้านด้านหน้าตรงหน้าผากเว้าขึ้นไปด้านบนเป็นรูปครึ่งวงกลม เหมือนพระจันทร์ครึ่งซีก
สุริยันหมดเมฆ คือ ล้านเกลี้ยงทั้งหัว เห็นหัวแดงเหมือนดวงอาทิตย์
คน ไทยมีความเชื่อเรื่องคนหัวล้านว่ามีคุณและโทษต่างกัน 4 แบบ คือ 1.ล้านเฉลิมรอยควาย คือ ล้านเว้าหน้า เชื่อว่าเป็นคนใจนักเลง ใจกว้างกับเพื่อนฝูง เพื่อนฝูงรักใคร่ ส่วนมากจะเป็นผู้นำคน 2.ล้านชะโดตีแปลง หรือล้านกำแหง คือ ล้านตรงกลางหัว เชื่อว่าเป็นนักเลง คนดุ 3.ล้านเศรษฐี คือ ล้านเลี่ยนเตียนโล่ง เหลือผมหลีกหวีหรือเหลือผมเฉพาะเหนือใบหูข้างละนิด เชื่อว่าเป็นคนร่ำรวยมีเงิน และ 4.ล้านจัญไร คือ ล้านเป็นหย่อมๆ ล้านไม่สม่ำเสมอ ล้านแบบนี้เชื่อว่าทำอะไรก็มีแต่จะล่มจมเสียหาย
นายฮ้อย
รู้ไปโม้ด
nachart@yahoo.com
ขอ ถามเรื่องนายฮ้อยต้อนควายขาย มีประวัติเป็นมาอย่างไร ใช่ไหมว่าจริงๆ แล้วคือนายร้อย แต่พื้นเมืองอีสานออกเสียงนายฮ้อย ขอบคุณนะคะน้าชาติ
แมงมุม
ตอบ แมงมุม
เว็บไซต์ ว่าด้วยศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย ของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา อธิบายว่า "นายฮ้อย" เป็นภาษาท้องถิ่นอีสานที่เรียกกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทในการค้าขายซึ่งเรียกตาม ชื่อประเภทสินค้า ดังนั้น คนที่ค้าขายวัวควาย จึงถูกเรียกขานว่า นายฮ้อยวัวควาย และนายฮ้อยวัวควายนี่เองที่มีบทบาทสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตอีสานมากกว่า กลุ่มพ่อค้าสินค้าอื่น จากสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่เลี้ยงวัวควายเป็นอาชีพควบคู่กับทำนาทำไร่ วัวควายจึงมีความสำคัญทั้งในสถานะปัจจัยการผลิต คือแรงงานไถนา ผลิตปุ๋ยคอก เป็นพาหนะคมนาคมขนส่ง เป็นสิ่งแสดงถึงสถานะทางสังคม และเป็นสินค้าที่สามารถขายสร้างรายได้ให้กับครอบครัว
ตลาดวัวควายของ ยุคนั้นอยู่ในถิ่นภาคกลาง ต้องใช้เวลารอนแรมหลายเดือน การจะนำวัวควายไปขายจึงต้องอาศัยการรวมตัวกันไปเพื่อความปลอดภัย และการเดินทางนี้เองได้บ่มเพาะประสบการณ์ กลายเป็นตำนานนายฮ้อยในเวลาต่อมา ความยากลำบากของการเดินทาง และเพื่อให้แต่ละครั้งสามารถขายวัวควายได้เงินกลับบ้าน นายฮ้อยจึงต้องเป็นผู้มีความรู้สารพัดเรื่องสัตว์ รวมทั้งการประเมินราคาต่อรองค้าขาย ด้วยบทบาทดังกล่าวชุมชนจึงให้ความเชื่อถือ เป็นภูมิปัญญาของชุมชนตลอดมา
ยัง มีข้อมูลจากซองคำถาม นิตยสารสารคดี ซึ่งได้จากเว็บไซต์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ว่า ทุกปีราวเดือนสองเดือนสาม (มกราคม-กุมภาพันธ์) หลังเก็บเกี่ยวข้าว นายฮ้อยจาก "เมืองบน" หรือดินแดนที่ราบสูงโคราช แถบขอนแก่น โคราช ชัยภูมิ จะเริ่มออกหาซื้อวัวควายจากหมู่บ้านต่างๆ และเมื่อรวบรวมได้ 400-500 ตัว หรือบางคราวอาจถึง 1,000 ตัว ก็จะเริ่มเดินทางพร้อมกองคาราวานเกวียน บรรทุกสัมภาระ ข้าวปลาอาหาร และลูกน้องไม่น้อยกว่า 10 คน ถ้าเป็นฝูงใหญ่อาจต้องใช้คนนับร้อยไล่ต้อนลงมาขายที่ "เมืองล่าง" หรือดินแดนที่ราบลุ่มภาคกลางแถบลพบุรี สระบุรี อยุธยา มาถึงราวเดือนสี่เดือนห้า (มีนาคม-เมษายน) เริ่มฤดูกาลไถหว่านทำนาพอดี
ระหว่าง การเดินทางรอนแรมกลางป่าเปลี่ยวเสี่ยงอันตราย เผชิญอุปสรรคนานัปการ นายฮ้อยต้องรับผิดชอบดูแลทุกชีวิตทั้งคนและฝูงวัวควายที่เสี่ยงต่อการถูก ปล้นสะดมระหว่างทาง ต้องปกครองคนได้ เป็นผู้นำที่ได้รับการยอมรับนับถือจากทุกคน กล้าหาญ เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว สามารถจัดการฝูงวัวควายนับร้อยนับพันตัวได้ โดยจะแบ่งออกเป็นฝูงย่อย ฝูงละ 80-100 ตัว มีคนคุมต้อน 9-12 คน มีหัวหน้าหนึ่งคน แต่ละกลุ่มย่อยเรียกว่า "หนึ่งพาข้าว"
เส้นทางไล่ต้อนเริ่มต้นจากขอนแก่น นครราชสีมา ผ่านช่องเขาต่างๆ ในแนวเทือกเขาพังเหย จ.ชัยภูมิ เช่น ช่องสำราญ ช่องตานุด ช่องลำพญากลาง หรือช่องตะพานหิน เป็นต้น ผ่านเข้าสู่ประตูภาคกลางที่ อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี หยุดแวะขายที่บ้านโคกสลุง อ.พัฒนา นิคม ลพบุรี เป็นแห่งแรก โดยนายฮ้อยจะเข้าไปแจ้งข่าวให้คนในหมู่บ้านแวะมาดูมาซื้อวัวควาย จากนั้นจะตระเวนขายไปจนสิ้นสุดเส้นทางที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี กว่าจะหมดบางครั้งใช้เวลาร่วมเดือนหรือ 2 เดือน
รวมเวลาเดิน ทางกลับแล้วกว่าครึ่งปีที่พวกเขาต้องจากบ้านมาใช้ชีวิตรอนแรมห่างไกลจากครอบ ครัว ทว่าสิ่งที่พวกเขานำมาพามาด้วยพร้อมกับคาราวานวัวควาย คือวัฒนธรรมจากอีสาน โดยมีนายฮ้อยเป็นสื่อเชื่อมกับอารยธรรมในภาคกลาง ปรากฏร่องรอยให้เห็นผ่านขนบธรรมเนียม ประเพณี การแต่งกาย อาหารการกิน ภาษาพูด ของกลุ่มคนที่หลากหลายแถบลพบุรี สระบุรี แต่เกือบ 30 ปีแล้วที่ภาพกองคาราวานนายฮ้อยไล่ต้อนฝูงวัวควายหายไป ภายหลังที่มีเส้นทางรถยนต์เข้ามาแทนที่ ฝูงวัวควายที่ต้อนมาขายยังตลาดนัดวัวควายทุกวันนี้จึงมาพร้อมกับรถบรรทุก
รู้ไปโม้ด
nachart@yahoo.com
แมงมุม
ตอบ แมงมุม
เว็บไซต์ ว่าด้วยศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย ของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา อธิบายว่า "นายฮ้อย" เป็นภาษาท้องถิ่นอีสานที่เรียกกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทในการค้าขายซึ่งเรียกตาม ชื่อประเภทสินค้า ดังนั้น คนที่ค้าขายวัวควาย จึงถูกเรียกขานว่า นายฮ้อยวัวควาย และนายฮ้อยวัวควายนี่เองที่มีบทบาทสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตอีสานมากกว่า กลุ่มพ่อค้าสินค้าอื่น จากสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่เลี้ยงวัวควายเป็นอาชีพควบคู่กับทำนาทำไร่ วัวควายจึงมีความสำคัญทั้งในสถานะปัจจัยการผลิต คือแรงงานไถนา ผลิตปุ๋ยคอก เป็นพาหนะคมนาคมขนส่ง เป็นสิ่งแสดงถึงสถานะทางสังคม และเป็นสินค้าที่สามารถขายสร้างรายได้ให้กับครอบครัว
ตลาดวัวควายของ ยุคนั้นอยู่ในถิ่นภาคกลาง ต้องใช้เวลารอนแรมหลายเดือน การจะนำวัวควายไปขายจึงต้องอาศัยการรวมตัวกันไปเพื่อความปลอดภัย และการเดินทางนี้เองได้บ่มเพาะประสบการณ์ กลายเป็นตำนานนายฮ้อยในเวลาต่อมา ความยากลำบากของการเดินทาง และเพื่อให้แต่ละครั้งสามารถขายวัวควายได้เงินกลับบ้าน นายฮ้อยจึงต้องเป็นผู้มีความรู้สารพัดเรื่องสัตว์ รวมทั้งการประเมินราคาต่อรองค้าขาย ด้วยบทบาทดังกล่าวชุมชนจึงให้ความเชื่อถือ เป็นภูมิปัญญาของชุมชนตลอดมา
ยัง มีข้อมูลจากซองคำถาม นิตยสารสารคดี ซึ่งได้จากเว็บไซต์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ว่า ทุกปีราวเดือนสองเดือนสาม (มกราคม-กุมภาพันธ์) หลังเก็บเกี่ยวข้าว นายฮ้อยจาก "เมืองบน" หรือดินแดนที่ราบสูงโคราช แถบขอนแก่น โคราช ชัยภูมิ จะเริ่มออกหาซื้อวัวควายจากหมู่บ้านต่างๆ และเมื่อรวบรวมได้ 400-500 ตัว หรือบางคราวอาจถึง 1,000 ตัว ก็จะเริ่มเดินทางพร้อมกองคาราวานเกวียน บรรทุกสัมภาระ ข้าวปลาอาหาร และลูกน้องไม่น้อยกว่า 10 คน ถ้าเป็นฝูงใหญ่อาจต้องใช้คนนับร้อยไล่ต้อนลงมาขายที่ "เมืองล่าง" หรือดินแดนที่ราบลุ่มภาคกลางแถบลพบุรี สระบุรี อยุธยา มาถึงราวเดือนสี่เดือนห้า (มีนาคม-เมษายน) เริ่มฤดูกาลไถหว่านทำนาพอดี
ระหว่าง การเดินทางรอนแรมกลางป่าเปลี่ยวเสี่ยงอันตราย เผชิญอุปสรรคนานัปการ นายฮ้อยต้องรับผิดชอบดูแลทุกชีวิตทั้งคนและฝูงวัวควายที่เสี่ยงต่อการถูก ปล้นสะดมระหว่างทาง ต้องปกครองคนได้ เป็นผู้นำที่ได้รับการยอมรับนับถือจากทุกคน กล้าหาญ เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว สามารถจัดการฝูงวัวควายนับร้อยนับพันตัวได้ โดยจะแบ่งออกเป็นฝูงย่อย ฝูงละ 80-100 ตัว มีคนคุมต้อน 9-12 คน มีหัวหน้าหนึ่งคน แต่ละกลุ่มย่อยเรียกว่า "หนึ่งพาข้าว"
เส้นทางไล่ต้อนเริ่มต้นจากขอนแก่น นครราชสีมา ผ่านช่องเขาต่างๆ ในแนวเทือกเขาพังเหย จ.ชัยภูมิ เช่น ช่องสำราญ ช่องตานุด ช่องลำพญากลาง หรือช่องตะพานหิน เป็นต้น ผ่านเข้าสู่ประตูภาคกลางที่ อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี หยุดแวะขายที่บ้านโคกสลุง อ.พัฒนา นิคม ลพบุรี เป็นแห่งแรก โดยนายฮ้อยจะเข้าไปแจ้งข่าวให้คนในหมู่บ้านแวะมาดูมาซื้อวัวควาย จากนั้นจะตระเวนขายไปจนสิ้นสุดเส้นทางที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี กว่าจะหมดบางครั้งใช้เวลาร่วมเดือนหรือ 2 เดือน
รวมเวลาเดิน ทางกลับแล้วกว่าครึ่งปีที่พวกเขาต้องจากบ้านมาใช้ชีวิตรอนแรมห่างไกลจากครอบ ครัว ทว่าสิ่งที่พวกเขานำมาพามาด้วยพร้อมกับคาราวานวัวควาย คือวัฒนธรรมจากอีสาน โดยมีนายฮ้อยเป็นสื่อเชื่อมกับอารยธรรมในภาคกลาง ปรากฏร่องรอยให้เห็นผ่านขนบธรรมเนียม ประเพณี การแต่งกาย อาหารการกิน ภาษาพูด ของกลุ่มคนที่หลากหลายแถบลพบุรี สระบุรี แต่เกือบ 30 ปีแล้วที่ภาพกองคาราวานนายฮ้อยไล่ต้อนฝูงวัวควายหายไป ภายหลังที่มีเส้นทางรถยนต์เข้ามาแทนที่ ฝูงวัวควายที่ต้อนมาขายยังตลาดนัดวัวควายทุกวันนี้จึงมาพร้อมกับรถบรรทุก
ตึกสูงที่สุดในโลก
คอลัมน์ รู้ไปโม้ด
น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com
ถึง น้าชาติ 5 อยากรู้ว่าตึกไหนสูงที่สุดในโลกครับ มีตึกอะไรบ้างและตึกใบหยก 2 ของไทยติดอันดับด้วยหรือเปล่าครับ
จาก โอม
ตอบ โอม
สถิติ ตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโลกขณะนี้ ยังเป็นของ "เบิร์จ คาลิฟา" ในนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เดิมชื่อ เบิร์จ ดูไบ แต่เปลี่ยนชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ ชีก คาลิฟาร์ บิน ซาเอ็ด อัล-นาห์ยัน ประธานาธิบดีซาอุดีอาระเบีย ผู้ครองนครรัฐอาบู ดาบี
อาคารนี้สูง 828 เมตร มี 162 ชั้น ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 4 ม.ค.2553 ออกแบบโดย เอเดรียน สมิธ สถาปนิกชาวชิคาโก ซึ่ง เคยออกแบบ วิลลิสทาวเวอร์ อาคารที่สูงที่สุดในสหรัฐ อเมริกา
อย่างไรก็ตาม อีกไม่นานเกินรอ ตึกเบิร์จ คาลิฟา จะเสียแชมป์ให้กับตึก "มูบารัก ทาวเวอร์" ในมูบารักซิตี้ ประเทศคูเวต ที่มีความสูงกว่า 1.1 กิโลเมตร อยู่ในช่วงการก่อสร้างและเตรียมเปิดดำเนินการภายในปี 2559
แต่ตึกมู บารักก็จะต้องพ่ายให้กับตึกที่สูงกว่าในอนาคต นั่นคือ ตึก "ไมล์ ทาวเวอร์" เพราะมีความสูงถึง 1 ไมล์หรือ 1.6 กิโลเมตร และ มีอีกชื่อหนึ่ง คือ "คิงดอม ทาวเวอร์" ในเมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ด้วยเงินลงทุนสร้างถึง 9 แสนล้านบาท ออกแบบโดยสถาปนิกเจ้าเก่าที่ออกแบบตึก เบิร์จ คาลิฟา นั่นเอง ตึกแห่งนี้เพิ่งได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลซาอุดีอาระเบียให้ก่อสร้างในเดือน นี้เอง
สำหรับแชมป์อันดับ 2 รองจากเบิร์จ คาลิฟา ได้แก่ "ไทเป 101" ในไต้หวัน ที่สูง 509 เมตร มี 101 ชั้น ออกแบบโดย ซี.วาย. ลี สถาปนิกชาวไต้หวัน เปิดอาคารเมื่อ 31 ธ.ค.2547 ตัวตึกผสมผสานความเชื่อของชาวจีนโดยมีรูปหัวมังกรที่มุมอาคารทั้ง 4 ด้านเพื่อขับไล่ภูตผีปีศาจ
อันดับ 3 "เซี่ยงไฮ้ เวิลด์ ไฟแนนเชียลเซ็นเตอร์" ที่นคร เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน สูง 492 เมตร มี 101 ชั้น และชั้นใต้ดินอีก 3 ชั้น เป็นอาคารที่สูงที่สุดในประเทศจีน แซงหน้าอาคารจินเหมาซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียง
อันดับ 4 "อินเตอร์เนชันแนลคอมเมิร์ซเซ็นเตอร์" บนเกาลูนตะวันตก ในฮ่องกง สูง 484 เมตร มี 118 ชั้น
ส่วน อันดับ 5 และ 6 มาคู่กัน "ตึกแฝดเปโตรนาส" ที่กรุงกัวลา ลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย สูง 452 เมตร มี 88 ชั้น ออกแบบโดย เซซาร์ เปลลี ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเสาหินทั้ง 5 ของศาสนาอิสลาม มีสะพานเชื่อมลอยฟ้าในบริเวณชั้นที่ 41 และ 42
อันดับ 7 "หนานจิงกรีนแลนด์ไฟแนนเชียลเซ็นเตอร์" ใน ประเทศจีน สูง 450 เมตร มี 89 ชั้น โดยสถาปนิกคนเดียวกับผู้สร้าง เบิร์จ คาลิฟา
อันดับ 8 "วิลลิสทาวเวอร์" หรือชื่อเดิม "เซียร์ทาวเวอร์" นคร ชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา สูง 442 เมตร มี 108 ชั้น เคยครองตำแหน่งอาคารสูงที่สุดของโลกตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปีพ.ศ. 2518 จนถึงปีพ.ศ.2548 ก่อนจะเสียตำแหน่งให้กับตึกแฝดเปโตรนาสของมาเลเซีย
อันดับ 9 "กวางโจวเวสต์ทาวเวอร์" เมืองกวางโจว ประเทศจีน สูง 440.2 เมตร มี 103 ชั้น เปิดตัวในปีพ.ศ.2552
อันดับ 10 "จินเหมาทาวเวอร์" ในนครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน สูง 421 เมตร มี 88 ชั้น
ส่วนตึกใบหยก 2 ของไทย วิกิพีเดียจัดอันดับไว้ที่ 59 ของโลก สูง 304 เมตร มี 85 ชั้น
คอลัมน์ รู้ไปโม้ด
น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com
จาก โอม
ตอบ โอม
สถิติ ตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโลกขณะนี้ ยังเป็นของ "เบิร์จ คาลิฟา" ในนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เดิมชื่อ เบิร์จ ดูไบ แต่เปลี่ยนชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ ชีก คาลิฟาร์ บิน ซาเอ็ด อัล-นาห์ยัน ประธานาธิบดีซาอุดีอาระเบีย ผู้ครองนครรัฐอาบู ดาบี
อาคารนี้สูง 828 เมตร มี 162 ชั้น ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 4 ม.ค.2553 ออกแบบโดย เอเดรียน สมิธ สถาปนิกชาวชิคาโก ซึ่ง เคยออกแบบ วิลลิสทาวเวอร์ อาคารที่สูงที่สุดในสหรัฐ อเมริกา
อย่างไรก็ตาม อีกไม่นานเกินรอ ตึกเบิร์จ คาลิฟา จะเสียแชมป์ให้กับตึก "มูบารัก ทาวเวอร์" ในมูบารักซิตี้ ประเทศคูเวต ที่มีความสูงกว่า 1.1 กิโลเมตร อยู่ในช่วงการก่อสร้างและเตรียมเปิดดำเนินการภายในปี 2559
แต่ตึกมู บารักก็จะต้องพ่ายให้กับตึกที่สูงกว่าในอนาคต นั่นคือ ตึก "ไมล์ ทาวเวอร์" เพราะมีความสูงถึง 1 ไมล์หรือ 1.6 กิโลเมตร และ มีอีกชื่อหนึ่ง คือ "คิงดอม ทาวเวอร์" ในเมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ด้วยเงินลงทุนสร้างถึง 9 แสนล้านบาท ออกแบบโดยสถาปนิกเจ้าเก่าที่ออกแบบตึก เบิร์จ คาลิฟา นั่นเอง ตึกแห่งนี้เพิ่งได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลซาอุดีอาระเบียให้ก่อสร้างในเดือน นี้เอง
สำหรับแชมป์อันดับ 2 รองจากเบิร์จ คาลิฟา ได้แก่ "ไทเป 101" ในไต้หวัน ที่สูง 509 เมตร มี 101 ชั้น ออกแบบโดย ซี.วาย. ลี สถาปนิกชาวไต้หวัน เปิดอาคารเมื่อ 31 ธ.ค.2547 ตัวตึกผสมผสานความเชื่อของชาวจีนโดยมีรูปหัวมังกรที่มุมอาคารทั้ง 4 ด้านเพื่อขับไล่ภูตผีปีศาจ
อันดับ 3 "เซี่ยงไฮ้ เวิลด์ ไฟแนนเชียลเซ็นเตอร์" ที่นคร เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน สูง 492 เมตร มี 101 ชั้น และชั้นใต้ดินอีก 3 ชั้น เป็นอาคารที่สูงที่สุดในประเทศจีน แซงหน้าอาคารจินเหมาซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียง
อันดับ 4 "อินเตอร์เนชันแนลคอมเมิร์ซเซ็นเตอร์" บนเกาลูนตะวันตก ในฮ่องกง สูง 484 เมตร มี 118 ชั้น
ส่วน อันดับ 5 และ 6 มาคู่กัน "ตึกแฝดเปโตรนาส" ที่กรุงกัวลา ลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย สูง 452 เมตร มี 88 ชั้น ออกแบบโดย เซซาร์ เปลลี ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเสาหินทั้ง 5 ของศาสนาอิสลาม มีสะพานเชื่อมลอยฟ้าในบริเวณชั้นที่ 41 และ 42
อันดับ 7 "หนานจิงกรีนแลนด์ไฟแนนเชียลเซ็นเตอร์" ใน ประเทศจีน สูง 450 เมตร มี 89 ชั้น โดยสถาปนิกคนเดียวกับผู้สร้าง เบิร์จ คาลิฟา
อันดับ 8 "วิลลิสทาวเวอร์" หรือชื่อเดิม "เซียร์ทาวเวอร์" นคร ชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา สูง 442 เมตร มี 108 ชั้น เคยครองตำแหน่งอาคารสูงที่สุดของโลกตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปีพ.ศ. 2518 จนถึงปีพ.ศ.2548 ก่อนจะเสียตำแหน่งให้กับตึกแฝดเปโตรนาสของมาเลเซีย
อันดับ 9 "กวางโจวเวสต์ทาวเวอร์" เมืองกวางโจว ประเทศจีน สูง 440.2 เมตร มี 103 ชั้น เปิดตัวในปีพ.ศ.2552
อันดับ 10 "จินเหมาทาวเวอร์" ในนครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน สูง 421 เมตร มี 88 ชั้น
ส่วนตึกใบหยก 2 ของไทย วิกิพีเดียจัดอันดับไว้ที่ 59 ของโลก สูง 304 เมตร มี 85 ชั้น
หอศิลปวัฒนธรรม แห่งกรุงเทพมหานคร
คอลัมน์ รู้ไปโม้ด
น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com
หอศิลปะกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ไหนครับ ประวัติการสร้าง อยากรู้และเวลาเปิดปิดด้วย
อัมพร
ตอบ อัมพร
หอศิลป วัฒน ธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (Bangkok Art and Culture Centre) หรือ หอศิลป์กรุงเทพฯ ก่อร่างสร้างรูปเป็นโครงการหอศิลปวัฒน ธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อปีพ.ศ.2537 โดยกลุ่มศิลปินร่วม สมัยแห่งประเทศไทยจำนวนนับพันคน ได้จัดแสดงผลงานที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หวังให้สังคมเห็นว่า มีศิลปินมากพอที่ควรจะมีหอศิลป์มาเป็นพื้นที่รองรับการแสดงออกผลงาน และเก็บรักษาผลงาน ในอดีตและประวัติ ศาสตร์ เป็นที่รวมกลุ่มศิลปิน เพื่อพบปะ แลกเปลี่ยนความคิด แนวการทำงาน อันจะตามด้วยการผลักดันให้เกิดการพัฒนาของวงการศิลปะในบ้านเมือง
ถึง สมัย นายพิจิตต รัตตกุล เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (พ.ศ.2539-2543) การรณรงค์เรียกร้องให้มีหอศิลป์กรุงเทพฯ ดำเนินมาต่อเนื่อง กระทั่งกทม.มีนโยบายจะสร้างหอศิลป์ขึ้น กำหนดพื้นที่ตั้งบริเวณสี่แยกปทุมวัน และจัดประกวดแบบ ซึ่งผู้ชนะได้แก่บริษัท Robert G. Boughey & Associates (RGB Architects)
อย่างไรก็ตาม แม้จะดำเนินการได้ระดับหนึ่ง แต่โครงการหอศิลป์กรุงเทพฯ ได้ถูกรื้อถอนความคืบหน้าเดิมทิ้งทั้งหมดเมื่อสิ้นสมัยนายพิจิตต โดยเปลี่ยนเป็นพื้นที่การค้าตามรูปแบบการใช้พื้นที่แถบนั้น และมีส่วนแสดงศิลปะไว้เล็กน้อย ส่งผลบรรดาศิลปิน คนทำงานศิลปะและเครือข่ายประชาชนต้องเคลื่อนไหวอีกครั้ง
กระทั่งสมัย นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าฯ กทม. สภาแห่งกรุงเทพมหานครได้อนุมัติงบประมาณดำเนินการก่อสร้างหอศิลปวัฒนธรรม แห่งกรุงเทพมหานคร เป็นจำนวนเงิน 509 ล้านบาท เพื่อผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรม หอศิลป์กรุงเทพฯ จึงได้เริ่มก่อสร้างบริเวณสี่แยกปทุมวัน โดยเปิดโครงการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2548 ทั้งนี้ กำหนดการเดิมหอศิลปวัฒน ธรรมแห่งกรุงเทพมหานครจะสร้างเสร็จช่วงปลายปี 2549 แต่การก่อสร้างได้ล่าช้าออกไปจากเดิม มาแล้วเสร็จเปิดใช้งานเมื่อ พ.ศ.2551
หอ ศิลป์กรุงเทพฯ ลักษณะตัวอาคารสูง 9 ชั้น (และ 2 ชั้นใต้ดิน) ตัวอาคารเป็นทรงกระบอก เชื่อมต่อระหว่างอาคารด้วยทางเดินวน เป็นแนวเอียงขึ้น เพื่อให้คนที่เข้ามาชมผลงานชมได้ต่อเนื่องในแต่ละชั้น และตัวอาคารยังออกแบบให้รับแสงสว่างจากภายนอกในระดับ ที่แสงไม่แรงขนาดทำลายผลงานศิลปะที่แสดงอยู่ข้างในได้
ตัวอาคารมี พื้นที่ต่างๆ แบ่งดังนี้ ห้องสมุดศิลปะ ชั้น L รวมหนังสือและแหล่งความรู้ด้านศิลปะมากกว่า 6,000 รายการ พร้อมบริการอินเตอร์เน็ตและมุมศิลปะ, ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 มีทางเดินเชื่อม ต่อกับโถงใหญ่ ไว้สำหรับงานจัดเลี้ยง แถลงข่าว การประชุม การบรรยาย, โซนร้านค้า 34 คูหา ชั้น 1-4 รวมสินค้าด้านศิลปะ, สตูดิโอ ชั้น 4 เป็นพื้นที่อิสระสำหรับกิจกรรมจัดงานดนตรี ละคร หรือกิจกรรมแนวทดลองทางศิลปะ ศิลปะการแสดงสด ฯลฯ
ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 เป็นห้องขนาด 222 ที่นั่ง ใช้สำหรับการประชุมสัมมนา แสดงละคร ดนตรี ฉายภาพยนตร์ และมีบริการโต๊ะเก้าอี้ไว้ให้มานั่งทำการบ้าน อ่านหนังสือ ห้องประชุมชั้น 4-5 รวม 4 ห้อง มีไว้สัมมนา ประชุม บรรยาย เวิร์กช็อป และพื้นที่แสดงศิลปะ จัดแสดงทัศนศิลป์ ชั้น 7-9 แสดงนิทรรศการงานศิลปะ
หอศิลป วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกปทุมวัน มุมถนนพระราม 1 และถนนพญาไท เวลาทำการ 10.00-21.00 น. หยุดทุกวันจันทร์ เว็บไซต์ www.bacc.or.th
คอลัมน์ รู้ไปโม้ด
น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com
อัมพร
ตอบ อัมพร
หอศิลป วัฒน ธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (Bangkok Art and Culture Centre) หรือ หอศิลป์กรุงเทพฯ ก่อร่างสร้างรูปเป็นโครงการหอศิลปวัฒน ธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อปีพ.ศ.2537 โดยกลุ่มศิลปินร่วม สมัยแห่งประเทศไทยจำนวนนับพันคน ได้จัดแสดงผลงานที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หวังให้สังคมเห็นว่า มีศิลปินมากพอที่ควรจะมีหอศิลป์มาเป็นพื้นที่รองรับการแสดงออกผลงาน และเก็บรักษาผลงาน ในอดีตและประวัติ ศาสตร์ เป็นที่รวมกลุ่มศิลปิน เพื่อพบปะ แลกเปลี่ยนความคิด แนวการทำงาน อันจะตามด้วยการผลักดันให้เกิดการพัฒนาของวงการศิลปะในบ้านเมือง
ถึง สมัย นายพิจิตต รัตตกุล เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (พ.ศ.2539-2543) การรณรงค์เรียกร้องให้มีหอศิลป์กรุงเทพฯ ดำเนินมาต่อเนื่อง กระทั่งกทม.มีนโยบายจะสร้างหอศิลป์ขึ้น กำหนดพื้นที่ตั้งบริเวณสี่แยกปทุมวัน และจัดประกวดแบบ ซึ่งผู้ชนะได้แก่บริษัท Robert G. Boughey & Associates (RGB Architects)
อย่างไรก็ตาม แม้จะดำเนินการได้ระดับหนึ่ง แต่โครงการหอศิลป์กรุงเทพฯ ได้ถูกรื้อถอนความคืบหน้าเดิมทิ้งทั้งหมดเมื่อสิ้นสมัยนายพิจิตต โดยเปลี่ยนเป็นพื้นที่การค้าตามรูปแบบการใช้พื้นที่แถบนั้น และมีส่วนแสดงศิลปะไว้เล็กน้อย ส่งผลบรรดาศิลปิน คนทำงานศิลปะและเครือข่ายประชาชนต้องเคลื่อนไหวอีกครั้ง
กระทั่งสมัย นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าฯ กทม. สภาแห่งกรุงเทพมหานครได้อนุมัติงบประมาณดำเนินการก่อสร้างหอศิลปวัฒนธรรม แห่งกรุงเทพมหานคร เป็นจำนวนเงิน 509 ล้านบาท เพื่อผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรม หอศิลป์กรุงเทพฯ จึงได้เริ่มก่อสร้างบริเวณสี่แยกปทุมวัน โดยเปิดโครงการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2548 ทั้งนี้ กำหนดการเดิมหอศิลปวัฒน ธรรมแห่งกรุงเทพมหานครจะสร้างเสร็จช่วงปลายปี 2549 แต่การก่อสร้างได้ล่าช้าออกไปจากเดิม มาแล้วเสร็จเปิดใช้งานเมื่อ พ.ศ.2551
หอ ศิลป์กรุงเทพฯ ลักษณะตัวอาคารสูง 9 ชั้น (และ 2 ชั้นใต้ดิน) ตัวอาคารเป็นทรงกระบอก เชื่อมต่อระหว่างอาคารด้วยทางเดินวน เป็นแนวเอียงขึ้น เพื่อให้คนที่เข้ามาชมผลงานชมได้ต่อเนื่องในแต่ละชั้น และตัวอาคารยังออกแบบให้รับแสงสว่างจากภายนอกในระดับ ที่แสงไม่แรงขนาดทำลายผลงานศิลปะที่แสดงอยู่ข้างในได้
ตัวอาคารมี พื้นที่ต่างๆ แบ่งดังนี้ ห้องสมุดศิลปะ ชั้น L รวมหนังสือและแหล่งความรู้ด้านศิลปะมากกว่า 6,000 รายการ พร้อมบริการอินเตอร์เน็ตและมุมศิลปะ, ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 มีทางเดินเชื่อม ต่อกับโถงใหญ่ ไว้สำหรับงานจัดเลี้ยง แถลงข่าว การประชุม การบรรยาย, โซนร้านค้า 34 คูหา ชั้น 1-4 รวมสินค้าด้านศิลปะ, สตูดิโอ ชั้น 4 เป็นพื้นที่อิสระสำหรับกิจกรรมจัดงานดนตรี ละคร หรือกิจกรรมแนวทดลองทางศิลปะ ศิลปะการแสดงสด ฯลฯ
ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 เป็นห้องขนาด 222 ที่นั่ง ใช้สำหรับการประชุมสัมมนา แสดงละคร ดนตรี ฉายภาพยนตร์ และมีบริการโต๊ะเก้าอี้ไว้ให้มานั่งทำการบ้าน อ่านหนังสือ ห้องประชุมชั้น 4-5 รวม 4 ห้อง มีไว้สัมมนา ประชุม บรรยาย เวิร์กช็อป และพื้นที่แสดงศิลปะ จัดแสดงทัศนศิลป์ ชั้น 7-9 แสดงนิทรรศการงานศิลปะ
หอศิลป วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกปทุมวัน มุมถนนพระราม 1 และถนนพญาไท เวลาทำการ 10.00-21.00 น. หยุดทุกวันจันทร์ เว็บไซต์ www.bacc.or.th
Subscribe to:
Posts (Atom)