| โดย : สันติ เศวตวิมล | ||||
เป็นสิ่งผิดกม.ที่บ้านเรา แต่ถูกกม.ที่บ้านเขา เอ๊า!! มีให้กิน ก็กินซิเออ แซบอีหลี เพราะข่าวหมาส่งออกจากเมืองไทยไปขายเพื่อนบ้าน เป็นอาหารจานดังขายดิบ...ขายดี | ||||
ค้นเท่าไหร่ หาไม่เจอ พบแต่ภาพผมตอนไปเมืองจำปาสัก...ปากเซ ประเทศลาว มีภาพเก่า...เก่าเรื่องคนลาวกินฟาน ก็เลยเอามาเขียนเล่ากัน "ฟาน"...เป็นภาษาไทย-ลาวมาก่อนเก่าเราเราเรียกเก้งว่า "ฟาน" อย่างที่อำเภอศรีราชา ชลบุรี มีชายหาดชื่อว่า..."หาดแหลมฟาน" | ||||
พวกเก้ง กวาง หมูป่า กระทั่งกระทิงจะออกมาจากป่า "ปลวกแดง" ลงมาเดินเพ่นพ่านทะเล เพื่อให้พรานไพรใจฉกรรจ์ยิงเปรี้ยง...ปร้าง ร้านอาหารแถวศรีราชา จึงมีอาหารป่าให้ได้กินกันเป็นประจำ ตอนนี้อย่าแต่ป่าเลย ภูเขายังโล้นเตียนราวกับหัวล้าน เอาน้ำป่าไหลลงมาจากภูเขาไปกินแทนก็แล้วกัน | ||||
ไปตั้งแต่สมัยสงคราม แต่ไปเป็นนักข่าวอยู่เวียงจันทน์ บางทีก็สุวรรณเขตและก็อยู่แต่ในเขตเมือง ไม่ได้ออกไปต่างจังหวัด สมัยนั้นจะเดินทางในลาว ใช้เครื่องบินทหารของ "แอร์ อเมริกัน" อย่างเดียว ถนนหนทางมีให้เหมือนทุกวันนี้เสียเมื่อไหร่ ประสบการณ์เรื่องอาหารการกินก็มักจะได้อาหารญวน อาหารฝรั่ง(เศส)เป็นประจำ ส่วนอาหารลาวไม่คิด เพราะมันก็ก็อาหารไทยอีสาน จึงไม่มีความแตกต่างอะไรกัน เว้นแต่ว่า ...ลาวกินเค็มนำ ส่วนไทยกินเปรี้ยว นอกนั้นมันก็...ครือกัน | ||||
หรือจะว่าเป็นลาวก็ไม่เชิง มันตะเลิดเปิดเปิงรสชาติตีกันพัลวัน...พันเก แต่ถ้าเป็นอาหารฝรั่งเศส มีอยู่ร้านหนึ่งชื่อ "ฟาวด์เท่น" (FOUNDTAIN) อยู่ริมแม่น้ำโขง ตรงหน้ากรมโฆษณาการ (สมัยเมื่อก่อนสงครามเลิกเขาเรียกอย่างนั้น แต่ตอนนี้จะเปลี่ยนเป็นเรียกชื่ออื่นไปแล้วกระมัง) ร้านนี้ขายอาหารฝรั่งเศส แต่มีชื่อเป็นอังกฤษ เพราะตรงนั้นมี "น้ำพุ" ให้เห็นเป็นสำคัญ สเต๊กแบบฝรั่งเศสร้านนี้อร่อยมากมายหลากหลายรายการ แต่จานดังประจำร้านก็คือ "สเต้กเนื้อฟาน" ใครมาต้องสั่งกินกัน โดยเฉพาะคนไทยที่ไม่มีสิทธิ์กินเก้งได้ในบ้านเรา แต่เมืองลาว เก้ง...กวางกินกันได้เสรีไม่ผิดกฎหมาย | ||||
"ถนนเก้ง-กวาง" หลังสงคราม ผมไปลาวอีกหลายครั้ง แต่จะไปลาวใต้แถวปากเซ จำปาสักเป็นสำคัญ แล้วก็เลยรู้ว่าถนนสองสายของเมืองใหญ่ทางใต้ของลาวเป็นถนนมที่มีเก้ง...กวาง ขายสองฟากทาง กินกันไม่หวาดไม่ไหว ที่นิยมมากก็คือแหนมฟาน(ก็แหนมเก้ง) กับแหนมกวาง เขาทำมัดห่อใบตอง ใครกินก็ต้องย่าง ส่วน "ฟาน...กวาง" แบบเนื้อแห้ง เขาจะเอาไปปิ้งแล้วเอาสากกระเบือตีให้แตก แบบเนื้อกาฬสินธุ์ อร่อยจนขอแนะนำให้ลองกิน ถ้ามีโอกาสไปลาวใต้ "แหนมฟาน...กวางแห้ง" ซื้อกินกันตามริมทาง ขายตลอดทั้งวันและทั้งคืน แต่ถ้าอยากจะกินแบบเนื้อสด...สดก็ต้องเข้าร้านอาหาร สั่งลาบฟาน ลาบกวาง หรือเนื้อฟานสด เนื้อกวางสดย่างก็อร่อยแบบบ้าน...บ้าน | ||||
มิฉะนั้น เขาคงจะไม่เรียกเนื้อหมาว่า เก้งเอ๋งหรอก ในกรุงเทพสมัยเมื่อห้าสิบกว่าปีก่อนมีร้านขายเนื้อหมา เนื้อหมาน้ำตก เครื่องในหมาต้มยำ อยู่ในซอยหลังสวนเพลินจิตร ...คนรุ่นผมรู้จักกันดี ถูกหลอกให้ไปกินจนเป็นประเพณีต้องหลอกคนอื่นมากินต่อ อ้วกอ้าก รากแตก รากแตนกันมาแล้วครับ... |
กิน "ฟาน" ที่ปากเซ...จำปาสัก/สันติ เศวตวิมล
"ปลาช่อน 6 ริ้ว" หมู่บ้านวอ แม่น้ำสะโตง/ สันติ เศวตวิมล
| โดย : สันติ เศวตวิมล | |||||
แม่น้ำสะโคง...เป็นแม่น้ำประวัติศาสตร์ไทยรบพม่า ที่นี่...มี "ปลาช่อนแห้ง" ดังเรียกว่า "ปลาช่อน 6 ริ้ว ใครที่เคยไปไหว้พระธาตุอินทร์แขวน รัฐมอญ เมืองพม่า คงจะตื่นตากับแม่น้ำสะโตง แม่น้ำประวัติศาสตร์ที่ "สมเด็จพระนเรศวร" ทรงปืนต้นข้ามแม่น้ำยี้ไปถูก "สุรกรรมา" แม่ทัพพม่าเสียชีวิตบนคอช้าง เมื่อตอน "ป้าช้อย" พาผมไปไหว้พระธาตุ ที่ตั้งอยู่บนก้อนหินขนาดใหญ่ ตั้งหมิ่นเหม่อยู่บนหน้าผาทำท่าจะตกลงมาให้ได้ แต่ก็ไม่ตกลงมาสักกะที เป็นร้อย...ร้อยปี ผมก็ตื่นเต้นเพราะกลัวว่า...ผมจะไปผลักพระธาตุเขาตกลงมา | |||||
ผมคงติดคุกพม่าหัวโต!! ผมไปไหว้ "พระธาตุอินทร์แขวน" หลายครั้ง คือมากกว่าสิบคราว จนกระทั่งเพื่อนพม่าบอกว่า ไม่ต้องมาอีกก็ได้ เพราะว่า คนพม่าไหม้พระธาตุอินทร์แขวนสามครั้ง เขาก็ว่าจะได้ขึ้นววรรค์แล้ว แต่ถ้าผมไปมากกว่าสิบคราว ประเดี๋ยวสวรรค์หมั่นไส้ พอดีพอร้ายไม่ได้ขึ้นสวรรค์ อาจจะตกสวรรค์ก็ได้...พม่ามันว่าอย่างนั้น อย่างที่ผมเขียนเรียนท่านว่า เวลาไปไหว้ "พระธาตุอินทร์แขวน" ก็จะต้องผ่านแม่น้ำสะโตงที่กว้างใหญ่ มองคล้ายแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงจะออกปากอ่าวไทย แม่น้ำสะโตงก็ไหลออกอ่าวเมาะตะมะเหมือนกัน ก่อนจะข้ามสะพานเหล็กที่สร้างสมัยอังกฤษปกครองมองดูแล้วคล้ายกับสะพานสมัยสงครามโลก เราก็จะผ่านหมู่บ้านเล็ก...เล็กที่ชื่อว่า "วอ" หมู่บ้านที่ว่านี้ไง ผ่านไปทีไรจะเห็นรถราจอดกันแน่นหน้าหมู่บ้าน รถราติดกันเสียเวลาเป็นชั่วโมง เพราะใครมาถึงที่นี่ก็จะต้องลงไปซื้อ "ปลาช่อนแห้ง" ที่พม่าบอกว่า ปลาช่อนแห้ง บ้านวอ ริมแม่น้ำสะโตง เขตแคว้นแดนมอญที่ว่านี้ เป็นปลาช่อนที่ดีที่สุดในเมืองพม่า เขาเรียกกันว่า "ปลาช่อนนาหยั่น" หรือจะเรียกเป็นภาษาพม่าก็ต้องออกเสียงว่า "นาหยั่นจอ" เอาละ ก็เป็นว่า | |||||
เป็นอาหารโบราณของพวกพม่ารามัญทำกินกันตั้งแต่โบร่ำโบราณ เวลายกทัพจับศึกไปตีเมืองไหน เป็นต้องทำ "ปลาช่อนหงสา" ใส่เป็นเสบียงกรัง คลุกกับข้าวกินกันได้ไม่เบื่อ ปลาช่อนนาหยั่น "หกริ้ว" ที่คนพม่านิยมซื้อปลาช่อนที่บ้านวอก็เพราะว่า ปลาช่อนที่นี่ตัวใหญ่ เมื่อผ่าอกมาเป็นปลาแห้งก็จะได้หกริ้ว(โปรดสังเกตจากรูปจะเห็นชัด) แต่ถึงอย่างไรก็ยังเล็กกว่าปลาช่อนแห้งที่ฉะเชิงเทรา ที่เขาเรียกกันว่า "แปดริ้ว" ก็เพราะสมัยหนึ่งปลาช่อนแห้งที่บ้านเรามีถึง 8 ริ้ว...แต่เดี๋ยวนี้ได้แค่ 2 นิ้วก็โอเคแล้ว คนพม่ากินปลาช่อนแบบบ้านเรา คือเอาไปย่าง เอาไปเผาหรือเอาไปทอด แต่ถ้าจะให้อร่อยยอด ก็จะต้องเอาไปทำ "ปลาช่อนหงสา" | |||||
วิธีทำก็เอาปลาช่อนไปทอดให้กรอบ แล้วเอาน้ำพริกกุ้งพม่าที่เรียกว่า "ปาลาฉ่อง" ผัดคลุกเคล้าไปทั่วทั้งตัว รสชาติจะออกเผ็ด...เผ็ด เค็ม...เค็ม พม่าไม่กินเปรี้ยว กินหวาน แต่อาหารจานนี้ขึ้นชื่อจะกินให้อร่อยต้องไปที่เมืองหงสาวดี หรือที่ร้าน "แม่ช้อยดอยหลวง" ซอยเรวดี นนทบุรี แต่ไม่ได้มีให้กินทุกวันหรอกครับ เวลาผมไปทำทัวร์เมืองพม่าทีก็จะต้องหอบปลาช่อนบ้านวอกับน้ำพริกกุ้งปาลาฉ่อง เมืองหงสาวดีกลับมาทำขาย ไปเมื่อไหร่ จะรายงานให้รู้กัน รับรองว่าทั่วแคว้นแดนไทยไม่มีใครทำขายกัน |
"ปลาช่อน 6 ริ้ว" หมู่บ้านวอ แม่น้ำสะโตง/ สันติ เศวตวิมล
| โดย : สันติ เศวตวิมล | |||||
แม่น้ำสะโคง...เป็นแม่น้ำประวัติศาสตร์ไทยรบพม่า ที่นี่...มี "ปลาช่อนแห้ง" ดังเรียกว่า "ปลาช่อน 6 ริ้ว ใครที่เคยไปไหว้พระธาตุอินทร์แขวน รัฐมอญ เมืองพม่า คงจะตื่นตากับแม่น้ำสะโตง แม่น้ำประวัติศาสตร์ที่ "สมเด็จพระนเรศวร" ทรงปืนต้นข้ามแม่น้ำยี้ไปถูก "สุรกรรมา" แม่ทัพพม่าเสียชีวิตบนคอช้าง เมื่อตอน "ป้าช้อย" พาผมไปไหว้พระธาตุ ที่ตั้งอยู่บนก้อนหินขนาดใหญ่ ตั้งหมิ่นเหม่อยู่บนหน้าผาทำท่าจะตกลงมาให้ได้ แต่ก็ไม่ตกลงมาสักกะที เป็นร้อย...ร้อยปี ผมก็ตื่นเต้นเพราะกลัวว่า...ผมจะไปผลักพระธาตุเขาตกลงมา | |||||
ผมคงติดคุกพม่าหัวโต!! ผมไปไหว้ "พระธาตุอินทร์แขวน" หลายครั้ง คือมากกว่าสิบคราว จนกระทั่งเพื่อนพม่าบอกว่า ไม่ต้องมาอีกก็ได้ เพราะว่า คนพม่าไหม้พระธาตุอินทร์แขวนสามครั้ง เขาก็ว่าจะได้ขึ้นววรรค์แล้ว แต่ถ้าผมไปมากกว่าสิบคราว ประเดี๋ยวสวรรค์หมั่นไส้ พอดีพอร้ายไม่ได้ขึ้นสวรรค์ อาจจะตกสวรรค์ก็ได้...พม่ามันว่าอย่างนั้น อย่างที่ผมเขียนเรียนท่านว่า เวลาไปไหว้ "พระธาตุอินทร์แขวน" ก็จะต้องผ่านแม่น้ำสะโตงที่กว้างใหญ่ มองคล้ายแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงจะออกปากอ่าวไทย แม่น้ำสะโตงก็ไหลออกอ่าวเมาะตะมะเหมือนกัน ก่อนจะข้ามสะพานเหล็กที่สร้างสมัยอังกฤษปกครองมองดูแล้วคล้ายกับสะพานสมัยสงครามโลก เราก็จะผ่านหมู่บ้านเล็ก...เล็กที่ชื่อว่า "วอ" หมู่บ้านที่ว่านี้ไง ผ่านไปทีไรจะเห็นรถราจอดกันแน่นหน้าหมู่บ้าน รถราติดกันเสียเวลาเป็นชั่วโมง เพราะใครมาถึงที่นี่ก็จะต้องลงไปซื้อ "ปลาช่อนแห้ง" ที่พม่าบอกว่า ปลาช่อนแห้ง บ้านวอ ริมแม่น้ำสะโตง เขตแคว้นแดนมอญที่ว่านี้ เป็นปลาช่อนที่ดีที่สุดในเมืองพม่า เขาเรียกกันว่า "ปลาช่อนนาหยั่น" หรือจะเรียกเป็นภาษาพม่าก็ต้องออกเสียงว่า "นาหยั่นจอ" เอาละ ก็เป็นว่า | |||||
เป็นอาหารโบราณของพวกพม่ารามัญทำกินกันตั้งแต่โบร่ำโบราณ เวลายกทัพจับศึกไปตีเมืองไหน เป็นต้องทำ "ปลาช่อนหงสา" ใส่เป็นเสบียงกรัง คลุกกับข้าวกินกันได้ไม่เบื่อ ปลาช่อนนาหยั่น "หกริ้ว" ที่คนพม่านิยมซื้อปลาช่อนที่บ้านวอก็เพราะว่า ปลาช่อนที่นี่ตัวใหญ่ เมื่อผ่าอกมาเป็นปลาแห้งก็จะได้หกริ้ว(โปรดสังเกตจากรูปจะเห็นชัด) แต่ถึงอย่างไรก็ยังเล็กกว่าปลาช่อนแห้งที่ฉะเชิงเทรา ที่เขาเรียกกันว่า "แปดริ้ว" ก็เพราะสมัยหนึ่งปลาช่อนแห้งที่บ้านเรามีถึง 8 ริ้ว...แต่เดี๋ยวนี้ได้แค่ 2 นิ้วก็โอเคแล้ว คนพม่ากินปลาช่อนแบบบ้านเรา คือเอาไปย่าง เอาไปเผาหรือเอาไปทอด แต่ถ้าจะให้อร่อยยอด ก็จะต้องเอาไปทำ "ปลาช่อนหงสา" | |||||
วิธีทำก็เอาปลาช่อนไปทอดให้กรอบ แล้วเอาน้ำพริกกุ้งพม่าที่เรียกว่า "ปาลาฉ่อง" ผัดคลุกเคล้าไปทั่วทั้งตัว รสชาติจะออกเผ็ด...เผ็ด เค็ม...เค็ม พม่าไม่กินเปรี้ยว กินหวาน แต่อาหารจานนี้ขึ้นชื่อจะกินให้อร่อยต้องไปที่เมืองหงสาวดี หรือที่ร้าน "แม่ช้อยดอยหลวง" ซอยเรวดี นนทบุรี แต่ไม่ได้มีให้กินทุกวันหรอกครับ เวลาผมไปทำทัวร์เมืองพม่าทีก็จะต้องหอบปลาช่อนบ้านวอกับน้ำพริกกุ้งปาลาฉ่อง เมืองหงสาวดีกลับมาทำขาย ไปเมื่อไหร่ จะรายงานให้รู้กัน รับรองว่าทั่วแคว้นแดนไทยไม่มีใครทำขายกัน |
กิน "ขนมจีนมอญ" ที่ "สังขละ" เมืองกาญจน์ / สันติ เศวตวิมล
มอญเรียก "คนอมจิน" ไทยว่า "ขนมจีน" แต่พม่าผ่าเป็น "โมฮิงกา" ฝนตกหนัก...หนักอย่างตอนนี้ทำให้คิดถึง "สังขละ" เมืองกาญจน์ ที่นั่นหลังฝนตก อากาศเย็นสบาย สวยงามโดยไม่ต้องไปถึงปาย ไปมาก็สะดวกสบาย ขับรถเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ได้เห็นป่าเขา ลำเนาไพร แล้วก็ทะเลสาปใหญ่...ปายไม่มี!! (เขยนอย่างนี้แล้วก็ไม่สบายใจ เพราะเดี๋ยวนี้เห่อไปเที่ยวกันใหญ่ "สังขละ" ก็จะกลายเป็นปาย...ล้มละลายทางนิเวศน์แล้ว) สมัยเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519เคยหนีเข้าป่าไปปักหลักอยู่แถวนั้น เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นมา ก็จะข้ามไปฝั่งพม่าตอนนั้นถนนหนทางยังไม่สะดวกเหมือนปัจจุบัน | ||||
เอาแค่ไม่ไกลไปถึงทองผาภูมิ ก็ต้องนอนป่าสอง...สามวัน แล้ว "สังขละ" ชายแดนมอญ-พม่า สมัยสงคราม 9 ทัพ ก็ต้องเดินกันเป็นเดือน...เดือน บางทีก็ไปไม่ถึง...ไข้ป่ารับประทานซะก่อน!!* ไปอยู่กับมอญตอนนั้น ได้ความรู้เรื่องอาหารการกินของคนที่นั่นมากมาย แต่ติดปาก ติดใจมาจนถึงขณะนี้ก็คือ ...คนอมจิน อ่านแล้วสงสัยว่า ความจริงมันก็คือขนมจีนแบบคนไทย แต่คนมอญเรียกเสียงมอญ เหน่อ...เหน่อแบบตัวละครเรื่อง "ราชาธิราช" แต่ไปบอกว่าเป็นขนมจีนของไทยไม่ได้ มอญเถียงตายยืนยันว่าคนไทยจำจากมอญเอาไปทำกินต่างหาก | ||||
"คนอมจิน"...ที่มอญว่า ที่เมืองพม่ามีขายมากมาย หม่องเลย่ะเรียกว่า "โมฮิงกา" ไม่รู้ว่ามอญรบกับพม่า เพราะปัญหาว่าใครทำคนอมจินก่อนกัน แต่ผมอยู่พม่าก็ได้พึ่งหา "คนอมจินมอญ...โมงฮิงกาพม่า" เพราะหาขนมจีนน้ำยาไทยไม่มี แต่กินแล้ว มันก็คือกัน คือมีเส้นขนมจีน แล้วราดหน้าด้วยน้ำยาที่ใช้ปลาทำ มอญ...พม่าไม่ได้ใส่กระชาย แล้วก็ไม่ มีผักแนมให้มากมายอย่างบ้านเรา ของเขาใส่ถั่วทอดกรอบปริใส่ แต่ที่สำคัญก็คือจะขาดหยวกกล้วยไม่ได้ ทำยังจะให้หมูกิน | ||||
เครื่องเคียงสำหรับกินคนอมจินมอญ มีกพริกทอด กระเทียมเจียว น้ำส้มมะขาม น้ำปลาแล้วก็ผงชูรส ส่วนเส้นขนมจีนก็แบบบ้านเรา ใช้แป้งข้าวเจ้า น้ำยาก็ใช้ปลารสชาติไม่เนียนปาก คาวอีกต่างหาก ที่สังขละมีร้านขาย "คนอมจิน" หรือ "โมฮิงกา" หลายเจ้า ที่อร่อยมากถูกปาก อยู่ริมทางเข้าสะพานยาวที่ข้ามแม่น้ำซองกะเลีย แต่ต้องทำความเข้าใจกันว่า ร้านนี้ไม่ใช่เป็นร้าน เป็นเพิงหลังคาจาก แบบชาวบ้าน แล้วก็ไม่ได้ขายทั้งวัน จะต้องตื่นเช้า...เช้า ออกมาแย่งชาวบ้านกิน คุณป้ามอญแกนั่งทำขนมจีนร้อน...ร้อน(โปรดสังเกตหน้า ถ้ากลัวจะเข้าร้านผิด) | ||||
"คนอมจินมอญ"...ที่สังขละอร่อยแบบชาวบ้าน แต่ถ้าจะอร่อยแบบชาววัง ผมเคยไปกินร้านหน้าวังเมืองมัณฑเลย์ อร่อยเสียไม่มี ว่าง...ว่างจะเขียนเล่าให้รู้กันว่า ก่อนพระนาง "ศุภยลัต" จะถูกเนรเทศไปอยู่อินเดีย พระนางยังสั่งเสียเมืองด้วยการเสวย "โมฮิงกา" จานเบ้อเร่อ ...คนขายพม่ามันบอกอย่างนั้น ช่วยทำให้ผมกินอร่อยเยอะเลยละครับ... |
"เดอะ กาเรต" (THE GARRET BISTRO BAR) ห้องรโหฐาน ของอาหารที่เปิดเผย/สันติ เศวตวิมล
| โดย : สันติ เศวตวิมล | ||||
"พี่วิวัฒน์ ธรรมชวนวิริยะ"...พี่ชายที่ผมเคารพนับถือกันมาสาม...สี่สิบปี โทรศัพท์มาชวนผมไปกินอาหารฝรั่งที่ตึกโชว์รูมรถ "บีเอ็ม" ที่ถนนเอกมัย คราวแรกก็ไม่กล้ารับปาก เพราะเคยไปกินอาหารอิตาเลียนร้านชื่อ "ฟูซิโอ" (FUZIO) ที่อยู่บนตึกสูงที่สวยสง่างามเมืองมาแล้วตอนที่พี่วิวัฒน์เปิดใหม่...ใหม่ | ||||
"พี่วิวัฒน์" ยังเป็นเจ้าของร้านอาหารอิตาเลียน "ฟูซิโอ" ที่ว่า ตั้งใจไปกินแล้วก็กลับมา เหมือนนัดกินข้าวกับผู้ใหญ่...ผู้น้อยที่มีอยู่เป็นประจำแทบทุกค่ำคืน ขืนเขียนให้ทุกร้าน...คงจะบานบุรีไม่มีเนื้อที่ให้เขียนกันได้พอ!! แต่ถึงเป็นเจ้าของร้านอาหาร "ฟูซิโอ" ก็ไม่ได้โอ้อวดอะไร ก็เหมือนพี่ชายที่คบค้ากันด้วยความจริงใจ เสมอต้นเสมอปลาย กินอิ่มแล้วจะกลับบ้าน พี่เค้าถึงได้ถามว่า...อร่อยมั้ย? ขอต้องบอกด้วยความจริง ไม่จิงโจ้ว่า...เอ็กซาเลนเต้ (EXCELENTE) ภาษาอิตาเลียนแปลว่า...ยอดเยี่ยมไร้เทียมทาน ก็นั่นล่ะ พี่วิวัฒน์ถึงได้บอกว่า..."ร้านนี้เป็นของพี่เอง" | ||||
แต่เมื่อพี่เขาเชิญมากินข้างก็เตรียมปาก...เตรียมท้องมาเท่านั้น ขอโทษ...กะตังค์ก็ไม่ได้เตรียมเอามา ที่ว่าความจริงถ้าพี่วิวัฒน์บอกเสียตั้งแต่ตอนแรก ก็จะได้มั่นใจเพราะสมัยเมื่อสาม...สี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาไว...ไว พี่วิวัฒน์คนนี้ล่ะเป็นเจ้าของภัตตาคารจีนกวางตุ้งที่มีชื่อเสียงมากในยุค นั้น นักเปิบ...นักกินต้องรู้จัก "ภัตตาคารจีนโซโห" (SOHO) ที่เอามาตรฐานอาหารจีนที่ย่านโซโห เมืองลอนดอนมาขายเป็นเจ้าแรกในประเทศไทย | ||||
โทรศัพท์มาเชิญคราวนี้ ผมกลัวว่าจะไม่ได้เตรียมเนื้อเตรียมตัวแต่ถึงอย่างนั้น พี่เค้าก็ว่าไม่ต้องเตรียมอะไรมา อยากให้มากินอาหารร้านใหม่ชื่อ "เดอะ การ์เรต" เป็นร้านเล็ก...เล็กอยู่ในร้านใหญ่ "ฟูซิโอ" ที่เพิ่งจะปิดมาไม่กี่เดือน อะไรคือ "เดอะ การ์เรต" คำนี้เป็นภาษาอังกฤษ แปลความหมายก็คือห้องเล็ก...เล็กใต้หลังคา ซึ่งฝรั่งถือว่าเป็นห้องส่วนตัว ซึ่งจะเก็บสะสมของรักของหวง | ||||
ส่วนที่เติมคำว่า "บิสโตร" (BISTRO) ก็หมายถึงเป็นห้องอาหารแบบกินง่าย...ง่าย มีบาร์เหล้าไว้สำหรับสังสรรค์แบบส่วนตัว ความแตกต่างระหว่าง ห้องอาหารอิตาเลียน "ฟูซิโอ" กับห้อง "เดอะ การ์เรต" อยู่ที่อาหาร "เดอะ การ์เรต" จะเน้นอาหารง่าย...ง่าย แบบ "ฟิวชั่น" คือมีอาหารฝรั่งหลายชาติที่อร่อย...อร่อยมารวมกัน ซึ่งก็รวมทั้งไวน์ดี...ดี ที่มีมาตรฐานในราคายุติธรรมไม่เวอร์ | ||||
ถ้าคุณยอมรับว่าอาหารอิตาเลียน "ฟูซิโอ"...เอ็กซาเลน!! (โปรดดูตัวอย่าง อาหารที่ผมเปิบคืนนั้น ตามที่เอารูปมาลงโชว์กัน) แต่สำหรับท่านที่ชอบอาหารสมัยใหม่ ที่เขาเรียกว่าทำจากครัวอเมริกัน (AMERICAN CUISINE) คืออะไร...อะไรอร่อยก็เอามาทำในครัวของชาติที่รวมคนหลายเผ่าพันธุ์ในโลก... ก็รับประกันได้ว่า ...คุณจะต้องกลับมาเชื่อผมเถิดครับ รับรอง... | ||||
| ***************************************** "เดอะ การ์เรต" บนชั้นดาดฟ้า โชว์รูมมินิ เอกมัยซอย 7 โทรศัพท์ 02-711-6999 เปิดทุกวันกลางวัน กลางคืน www.thegarretbistrobar.com และ www.facebook/thegarretbistrobar |
Subscribe to:
Posts (Atom)